ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 230 สอบปากคำ
ณ เขตราชินี ภายในบ้านแสนธรรมดา
ซิลและฟอร์สหาเก้าอี้นั่งแบบสุ่ม ก่อนจะเพ่งมองข้อความ
เต็มพรืดบนกระดานดำ
เฉกเช่นทุกคราว มิสเตอร์ A ในชุดคลุมยาวปกปิดศีรษะ นั่ง
สำรวจรอบห้องอย่างเงียบงันจากเก้าอี้นวมมุมสูง สายตาค่อนไป
ทางทระนงตนว่าเหนือกว่าใครภายในห้อง
“สูตรโอสถลำดับ 8 เจ้าพนักงาน สี่ร้อยห้าสิบปอนด์”
ซิลนั่งอ่านข้อความคุ้นเคยพลางถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย
เธอกังวลมาตลอดว่าจะไม่มีคนขายสูตรโอสถหลังจากรวบรวม
เงินครบตามจำนวน!
‘แบ่งกับฟอร์สได้คนละ สี่ร้อยปอนด์ เมื่อรวมกับเงินออม
ส่วนตัวอีก หนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์…ยังพอเหลือใช้อยู่บ้าง แต่
หลังจากนี้ต้องเก็บเงินอีกก้อนสำหรับซื้อวัตถุดิบหลัก จริงสิ ต้อง
หาชุมนุมอื่นเข้าร่วมด้วย เผื่อจะมีคนสนใจซื้อสูตรโอสถเจ้า
พนักงาน’
ซิลเริ่มกระปรี้กระเปร่าหลังจากพบช่องทางทำเงินใน
อนาคต แต่ว่ากันตามตรง ถ้าไม่เพราะต้องการเงินเร่งด่วน
สำหรับซื้อวัตถุดิบหลักมาปรุงโอสถ เธอก็ไม่อยากปล่อยสูตร
โอสถผู้พิพากษาสักเท่าไร
ตามธรรมชาติแล้ว ผู้วิเศษต้องการให้เส้นทางของตนมี
จำนวนคนน้อยเข้าไว้ โดยเฉพาะผู้วิเศษลำดับเดียวกัน เนื่องจาก
ถ้ามีจำนวนผู้วิเศษมาก ราคาวัตถุดิบหลักก็ยิ่งแพงตามกฏอุป
สงค์อุปทาน เป็นเช่นนี้ทุกลำดับทุกเส้นทาง
หลังจากไตร่ตรองถี่ถ้วน ซิลเริ่มเกิดอาการกระวนกระวาย
อีกครั้ง เนื่องจากเริ่มตระหนักว่าสูตรโอสถเจ้าพนักงานของเธอ
อาจขายไม่ออกเป็นเวลานาน
สาเหตุเพราะเส้นทางผู้ตัดสินอยู่ในความควบคุมของเชื้อ
พระวงศ์และกองทัพโลเอ็น จึงถูกรัฐบาลกวาดล้างหนักหน่วง
มากกว่าเส้นทางอื่น แทบไม่มีใครกล้าปล่อยข้อมูลโอสถให้เล็ด
ลอด นอกจากอดีตตระกูลขุนนางตกยาก
แค่ครอบครองลำดับ 9 ถึง 7 ให้ได้ก็นับว่ายากเต็มที่ และถึง
จะมีสูตรผลิตในมือ แต่การรวบรวมวัตถุดิบหลักนั้นยากยิ่งกว่า
การหาสูตรหลายเท่า เพราะส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือตระกูล
ออกัสตัสหมดแล้ว ส่งผลให้ผู้วิเศษเส้นทางผู้ตัดสินมีจำนวน
เพียงหยิบมือ นอกจากจะสังกัดอยู่ในความดูแลของรัฐบาล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ ซิลแทรกซึมอยู่ในวงการใต้ดิน
ของผู้วิเศษเมืองเบ็คลันด์มานานหลายปี แต่เธอไม่ก็ไม่เคยพบผู้
ตัดสินคนอื่นนอกจากตัวเองมาก่อน
อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นปกปิดตัวตนได้ดีเยี่ยม หรือไม่ก็
แปลว่า ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเป็นเรื่องจริง
ฟูั่ว!
‘เมื่อเทียบกับฟอร์สแล้ว ทางเรายังโชคดีกว่ามาก เพราะ
ข้อมูลของเส้นทางผู้ฝึกหัดไม่เคยปรากฏผ่านหูผ่านตาแม้แต่ครั้ง
เดียว ช่างหายากอะไรเช่นนี้’
เมื่อเห็นผู้ช่วยมิสเตอร์ A กำลังเข้ามาใกล้ ซิลรีบก้มหน้า
เขียนความประสงค์ต้องการซื้อสูตรผลิตโอสถเจ้าพนักงานทันที่
ถัดมาไม่นาน เธอถูกนำตัวไปยังห้องอ่านหนังสือบนชั้นหนึ่ง
ของบ้าน แต่ก่อนจะย่างกรายเข้าไป สตรีร่างเล็กดึงผ้าคลุมหัว
ขึ้นมาปกปิดศีรษะจนมิดชิด
ฝั่ายผู้ขายในห้องอ่านหนังสือก็แต่งตัวไม่แตกต่าง ทั้งสอง
มองไม่เห็นใบหน้ากันและกัน
“สูตรโอสถเจ้าพนักงานอยู่นี่ แล้วเงินอยู่ไหน”
ผู้ขายส่งเสียงแหบพร่าซักถามพลางคว่ำกระดาษแผ่นหนึ่ง
วางบนโต๊ะ
ซิลหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาและยื่นให้อีกฝั่าย เธอนับเงิน
จำนวนนี้อยู่นานมากระหว่างรอให้ถูกเรียกตัว เพื่อไม่ให้ขาด
หรือเกินแม้แต่เพนนีเดียว
หลังจากนับเงินและตรวจสอบความถูกต้องของธนบัตรจน
แน่ใจ ฝั่ายขายยอมปล่อยมือจากแผ่นกระดาษ
ซิลเดินเข้าไปหยิบทันที่ สายตารีบมองหาวัตถุดิบหลัก
ส่วนประกอบสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดของโอสถทุกชนิด
“ดวงตาของตัวอ่อนปีศาจหวาดกลัวหนึ่งคู่ อุ้งเท้าขวา
ของหมีประจัญบานสีเงิน”
‘เรารู้จักพวกมัน แต่ไม่เคยเห็นใครขายสักครั้ง
เดียว…’
ซิลถอนหายใจผิดหวังพลางเดินออกจากห้องหนังสือ เมื่อ
กลับเข้ามาในห้องรับแขก เธอดึงผ้าคลุมหัวลงและทิ้งตัวนั่งข้าง
ฟอร์ส
หลังจากจุดประสงค์แรกลุล่วง สตรีร่างเล็กเริ่มหวาดกลัว
ตัวตนลึกลับเจ้าของนามเต็มยาวเหยียด เธอกังวลว่าวิญญาณ
ร้ายของอีกฝั่ายยังคงตามหลอกหลอน
‘สิบ… ยี่สิบ…ไม่สิ ต้องสามสิบ! สามสิบปอนด์
สำหรับจ้างคนประกอบพิธีกรรมปัดเปั่าวิญญาณร้าย!’
ซิลตัดสินใจหนักแน่น หลังจากหันไปกระซิบกับเพื่อนสนิท
ด้านข้าง สตรีร่างเล็กยกมือโบกเรียกผู้ช่วยของมิสเตอร์ A
เมื่อจบช่วงพูดคุยอิสระ ซิลเห็นคำร้องของเธอปรากฏเพิ่ม
บนกระดาษดำแผ่นใหญ่
“สงสัยว่าจะถูกวิญญาณร้ายครอบงำ จึงต้องการจ้าง
สหายผู้ชำนาญพิธีกรรมปัดเปั่าสิ่งชั่วร้ายในราคา สามสิบ
ปอนด์”
รอเพียงไม่นาน ผู้ช่วยของมิสเตอร์ A ได้เดินเข้ามาหาและ
นำทางสองสาวไปยังห้องนั่งเล่นบนชั้นหนึ่ง ด้านในมีชายสวม
หน้ากากสีขาวรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นผู้มาเยือนทั้งสองสวมชุดคลุมยาวตัวโคร่งปกปิดเพศ
และใบหน้า ชายหน้ากากขาวคิกคักเสียงค่อย
“ผมขอแนะนำตัวเองก่อน พวกคุณจะได้ไม่เคลือบแคลง
ในฝีมือ”
“ไม่…ไม่จำเป็น พวกเราเชื่อมิสเตอร์ A”
ซิลในชุดปกปิดตัวตนชิงพูดตัดหน้าฟอร์ส สตรีร่างเล็กจงใจ
บีบเสียงให้ทุ้มต่ำเพื่อปกปิดน้ำเสียงอ่อนหวานเหมือนเด็กสาว
ชายสวมหน้ากากขาวผายมือพลางหัวเราะ
“แต่ผมทำจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว ขอแนะนำตัวอย่างเป็น
ทางการ ผมคือสาวกแห่งสุริยัน พวกคุณคงทราบดี สาวกของ
สุริยันมิใช่ตัวตนธรรมดาในเบ็คลันด์ หรือแม้แต่ภายใน
อาณาจักรโลเอ็น ผมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เฉพาะเวลา
เช่นนี้เท่านั้น”
เนื่องจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างโบสถ์วายุสลาตัน
และโบสถ์สุริยันเจิดจรัส ฝั่ายหลังจึงไม่ได้รับสิทธิ์ให้ก่อตั้ง
ศาสนาภายในราชอาณาจักรโลเอ็น
“สาวกแห่งสุริยัน?”
ฟอร์สสลัดท่าทางเฉื่อยชาทิ้ง
“ดิฉันไม่เคยเห็นสาวกแห่งสุริยันตัวเป็นๆ เลยสักครั้ง…
จริงสิ! คงเพราะไม่เคยมีโอกาสได้พบบุคคลในแวดวงระดับสูง
มากกว่า”
“ผมต้องรู้สึกเป็นเกียรติใช่ไหม”
เมื่อพูดจบบุรุษหน้ากากขาวกางแขนออกกว้างคล้ายท่า
สรรเสริญดวงอาทิตย์
ฟอร์สฉีกยิ้มแทนการมอบคำตอบ
“หากเป็นศาสตร์ด้านชำระล้างและขจัดปัดเปั่าสิ่งชั่วร้าย
สาวกแห่งสุริยันนับว่าเชี่ยวชาญกว่าใครทั้งหมด ดิฉันสบายใจ
แล้ว ทางคุณสามารถเริ่มได้ทันที”
บุรุษผู้เรียกตัวเองว่าสาวกแห่งสุริยันมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
เพียงหยิบตราสัญลักษณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ ออกมาวางกึ่งกลาง
โต๊ะกลม จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมคู่ขนานโดยการจุดเทียนไข
สองเล่ม
หลังจากเสร็จขั้นตอนเตรียมตัว มันเริ่มเปล่งท่วงทำนองสวด
ภาวนาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเกินความจำเป็น
“ท่านสุริยันผู้เป็นนิรันดร์ ท่านผู้เป็นแสงสว่างไร้สิ้นสุด
ท่านผู้เป็นศูนย์รวมแห่งกฏระเบียบ ข้าขอสวดภาวนาต่อท่าน
ได้โปรดมอบพลังแสงชำระล้าง ได้โปรดขับไล่วิญญาณร้าย
ภายในร่างกายบุคคลเหล่านี้ให้หมดไป”
………
ท่ามกลางเสียงสวดคาถาเป็นภาษาเฮอร์มิส ซิลและฟอร์สม
องเห็นแสงจ้าแผ่ออกจากตราสัญลักษณ์แห่งสุริยัน อัดแน่นด้วย
ความอบอุ่นและบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือคำบรรยาย
มันสาดส่องอย่างโชติช่วงประหนึ่งคลื่นสมุทรซัดโถม โอบ
กอดร่างหญิงสาวทั้งสองอย่างอ่อนโยนเจือความเมตตากรุณา
ราวหนึ่งนาทีถัดมา ทุกสิ่งกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งฟอร์สและซิล
สัมผัสถึงความอบอุ่นอัดแน่น ร่างกายเบาสบายคล้ายล่องลอย
ราวกับกำลังยืนแช่บ่อน้ำพุร้อนอุณหภูมิพอเหมาะ
……..
เขตเชอร์วู้ด
ณ สถานีตำรวจไรซ์
ไคลน์กำลังนั่งบนม้านั่งยาวร่วมกับหัวขโมยและขี้เมา หากมี
คนรู้จักผ่านมาเห็นเข้าคงเกิดความอับอายไม่น้อย
ทันใดนั้น มันสัมผัสถึงความอบอุ่นอ่อนโยนเกิดขึ้นหลังฝั่า
มือ ช่วยขจัดไอเย็นยามค่ำคืนของกรุงเบ็คลันด์ได้เป็นอย่างดี
ไคลน์รีบก้มหน้าสำรวจหลังมือ แต่ก็ไม่พบสัญลักษณ์ 4 จุด
แทนห้วงมิติเหนือสายหมอกสีเทาปรากฏขึ้นเหมือนทุกครั้ง
‘ใครกัน? ใจดีจัง รู้ด้วยว่าเรากำลังหนาว’
ชายหนุ่มพึมพำติดตลก แต่ส่วนหนึ่งก็รู้สึกประหลาดใจ
ในฐานะอดีตสารวัตร มันหันมองหัวขโมยทางซ้ายมือ อีก
ฝั่ายกำลังถูกกุญแจมือล่ามไว้กับท่อ ต่อด้วยการหันไปทางขวา
ไคลน์พบกับขี้เมาพร้อมสำรอกอ้วกตลอดเวลา ปากเอาแต่
ตะโกนโหวกเหวกอวดโอ่เรื่องชกต่อย
มันทำได้เพียงถอนหายใจกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไคลน์ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าตนจะเป็นอิสระจากสถานการณ์
ปัจจุบัน
‘คงมีการสอบปากคำหลังจากนี้ และเราจะปลอดภัยถ้า
ผ่านมันไปได้’
หวังว่าตำรวจจะเพ่งความสนใจไปยังกลุ่มซีมังเกอและ
ราชทูตคนนั้น ส่วนนักสืบอ่อนแอไร้ชื่อเสียงอย่างตน พวกมันคง
ไม่แยแสเท่าไร
‘ในทางทฤษฎีมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างมาก นอกเสีย
จากคุณนายซาเมอร์และนักกฎหมายเยอร์เก้นจะเล่าเรื่องไม่
จำเป็นให้ตำรวจ แต่พวกเขาเพิ่งรู้จักเรา คงไม่มีข้อมูลอะไรให้
พูดมากนัก ส่วนตะกอนพลังของเมอซอลถูกเรานำไปซ่อนเหนือ
สายหมอกสีเทาแล้ว เมอซอลไม่ได้ทำตัวแปลกประหลาด ศพ
ของมันก็ไม่ได้พกสิ่งของผิดปกติ ตำรวจคงไม่ทราบว่าเมอซอล
เคยเป็นผู้วิเศษมาก่อน และไม่ตั้งข้อสงสัยในฝีมือเรา หืม…
ผ่านมาเกินหนึ่งชั่วโมงแล้วสินะ’
ระหว่างให้กำลังใจตัวเอง ไคลน์หันไปเห็นจ่าตำรวจเคราสั้น
สีน้ำตาลเดินเข้ามาใกล้
“เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ รบกวนตามผมไปห้อง
สอบสวน”
จ่าตำรวจกล่าวเสียงห้วนโดยไม่อธิบายเพิ่ม
‘มาแล้วสินะ’
ไคลน์ลุกขึ้นเดินตามอย่างว่าง่าย
หลังจากหักเลี้ยวหนึ่งครั้งตรงมุมทางเดิน จ่าตำรวจนำทาง
ไคลน์มาหยุดหน้าบานประตูเหล็กพร้อมกับส่งสัญญาณเชื้อเชิญ
ให้เข้าไป
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเต็มปอด ตามด้วยถอนหายใจยาว
เหยียด จากนั้นก็กระตุกด้ามจับและออกแรงเปิดประตู
ข้างในมีลักษณะเป็นห้องขนาดเล็ก กำแพงค่อนข้างหนา
โต๊ะเล็กตั้งกึ่งกลาง รวมถึงเก้าอี้สองตัวหันหน้าเข้าหากัน
ด้วยแสงสว่างจากตะเกียงหรูหรา ไคลน์มองเห็นพนักงาน
สอบสวนในเชิ้ตสีดำ แต่งกายได้ค่อนข้างประหลาด เพราะอีก
ฝั่ายไม่ได้สวมเครื่องแบบมาตรฐานอย่างเสื้อกั๊ก แต่กลับสวม
โค้ท เสื้อผ้านอกระเบียบการแต่งกาย ทับเข้าไปแทน
คิ้วเล็กบาง ดวงตาสีฟั้าเย็นชา ใบหน้าเรียวคมประหนึ่ง
ใบมีด แววตาดุดันแข็งกร้าวปราศจากความอ่อนโยน
มันชี้ไปทางเก้าอี้ฝังตรงข้ามตัวเองพร้อมกับเปล่งเสียงทุ้ม
“ผมถาม คุณตอบ”
ยังไม่ทันสิ้นสุดประโยค ไคลน์สัมผัสว่ามีพลังลึกลับล่องหน
พุ่งเข้ามาสะกดข่มตนไว้อย่างหนักหน่วง เป็นความรู้สึกคล้าย
จิตใจถูกแส้ไฟฟั้าฉีกกระชาก ดวงวิญญาณถูกแส้หนามเฆี่ยนตี
‘ความรู้สึก’ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นไปอย่างเจ็บปวด
ประหนึ่งสมองสั่งการโดยตรง หมดสิทธิ์ขัดขืนโดยสิ้นเชิง
กระทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากสั่นเทาและงอเข่าลงอย่างจำนน
ไคลน์เกือบล้มลงพื้น มันใช้มือคว้าขอบโต๊ะไว้ได้ทันและพยุง
ตัวนั่งลงบนเก้าอี้
ขมับเต้นระรัวราวกับจะระเบิดเสียให้ได้
‘นี่มัน…พลังพิเศษแน่นอน’
มนุษย์ปกติคงเข้าใจว่าสิ่งนี้คืออาการทางจิตทั่วไป เกิดจาก
ความประหม่าและสีหน้าไม่เป็นมิตรของพนักงานสอบสวนฝัง
ตรงข้าม แต่ไคลน์สามารถจำแนกได้ชัดเจนว่านี่คือพลังพิเศษ
พลังสำหรับการจู่โจมจิตใจโดยตรง!
ไคลน์รีบย้อนความทรงจำในสมองและทราบถึงตัวตน
แท้จริงของอีกฝั่าย
เส้นทางผู้ตัดสิน
ลำดับ 7 นักสอบสวน!
‘คดีถูกส่งต่อให้หน่วยลับของกองทัพสินะ’
ไคลน์ครุ่นคิดอย่างโล่งใจ เพราะมันภาวนาขอให้เป็นหน่วย
ใดก็ได้ยกเว้นเหยี่ยวราตรี
“เมอซอลแอบพบกับราชทูตคนใด จงระบุจากภาพถ่าย
เหล่านี้”
บุรุษผู้แข็งกร้าวและเย็นชาทำการวางภาพถ่ายเจ็ดถึงแปด
ใบเรียงบนโต๊ะ
เมื่อสิ้นเสียงไคลน์สัมผัสว่าตนถูกแส้ไฟฟั้าเฆี่ยนใส่จิตใจจน
เจ็บแปลบ คล้ายกับเป็นคำเตือนต่อร่างกายมิให้ริอ่านเล่าความ
เท็จต่อหน้าเจ้าพนักงาน
แน่นอน ไคลน์ไม่คิดโกหกอยู่แล้ว หลังจากสำรวจทุกภาพ
จนมั่นใจ มันเลื่อนภาพหนึ่งกลับไปทางพนักงานสอบสวน
เป็นภาพของบุรุษวัยกลางคนมาดภูมิฐาน แต่งกายหรูหรา
สง่างาม บรรยากาศรอบตัวเปียมด้วยเสน่ห์น่าหลงใหล
นักสอบสวนชำเลืองมอง แต่ไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
เพียงซักถามเสียงทุ้ม
“ก่อนหน้านี้ คุณได้เล่าความจริงให้เจ้าพนักงานฟัง
ทั้งหมดหรือไม่”
ทันใดนั้น ไคลน์รู้สึกคล้ายกับตัวเองถูกดึงเข้าสู่ความฝันอัน
ล่องลอย การมองเห็นเริ่มพร่ามัวไม่คมชัด อย่างไรก็ตาม
สติสัมปชัญญะชายหนุ่มยังครบถ้วนสมบูรณ์ มันไม่โอนอ่อนยอม
จำนนต่อพลังของ ‘แส้’ และตอบกลับไปตามเจตจำนงตัวเอง
“ไม่มีความเท็จแม้แต่หนึ่งพยางค์”
พนักงานสอบสวนโน้มตัวเข้าหาไคลน์พร้อมกับใช้สองมือ
เท้าโต๊ะ
“พบเอียน·ไรท์ครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
“มะ…เมื่อวานตอนเช้า”
ไคลน์เค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก
“ผมสะกดรอยตามเมอซอลจนได้พบกับศพของนักสืบ
เซอเรียล แต่ผมไม่ต้องการเผชิญหน้าตำรวจ จึงให้เอียนมา
ยืนยันศพและเรียกตำรวจแทน ศพของนักสืบเซอเรียลอยู่ในท่อ
น้ำทิ้ง ฝาทางเข้าอยู่บนถนนเหล็กคาร์บอนในเขตตะวันออก ลง
ไปเจอทางแยกแล้วเลี้ยวขวาสุดทางตัน”
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันสักพัก จนกระทั่งพนักงาน
สอบสวนผงกศีรษะแผ่วเบา
ทันใดนั้น ไคลน์ตระหนักว่าพลังสะกดข่มได้หายไปพร้อมกับ
‘แส้’ ล่องหน
“ออกไปได้”
น้ำเสียงของมันยังคงปราศจากอารมณ์
ไคลน์ลุกยืนพลางหันหลังกลับไปเปิดห้อง มันไม่คิดปกปิด
อาการแข้งขาสั่นของตัวเอง
‘เหนื่อยกว่าสู้เมอซอลเสียอีก…’
หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จิตและวิญญาณของตนจะถูก
แส้ฉีกทำลาย อีกฝั่ายจะเข้าครอบงำโดยสมบูรณ์ และความจริง
ทั้งหมดก็จะพรั่งพรูออกจากปาก
‘เป็นเพราะจิตเราแข็งเป็นพิเศษ รวมถึงความเคยชินกับ
เสียงกระซิบแหบพร่าชวนปวดหัวขณะเข้ามิติสายหมอก เราจึง
สามารถอดทนต่ออาการทางจิตได้ทุกชนิด และรักษาความสุขุม
ได้ตลอดเวลา ถ้าไม่มีความพิเศษเช่นนี้คอยค้ำจุน จิตใจคงถูก
ปั่นจนแหลกเป็นผงไปแล้ว นักสอบสวน…น่ากลัวฉิบ’
ไคลน์เดินตรงไปตามทางแผ่นหลังยังคงเย็นวาบเป็นระยะ
ทันใดนั้นจ่าตำรวจเดินเข้ามาใกล้
“ตามผมมากรอกเอกสารก่อน นักกฎหมายเยอร์เก้น
กำลังรอประกันตัวคุณออกไป”
ฟูั่ว…
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวสุดปอด มันกำลังผ่อนคลายอย่าง
แท้จริง
ความฉิบหายจบลงได้สักที