ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 265 ไพ่เย้ยเทพ
“ฟลอเร็นเล่าว่า ตระกูลเซารอนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน
กว่าสองพันปี นานกว่าโบสถ์จักรกลไอน้ำเสียอีก เป็นสักขีพยาน
การร่วมมือและต่อสู้มาแล้วทุกรูปแบบ ได้เห็นด้านสว่างและ
ด้านมืดของโลก แต่ก็ยังสามารถยืนหยัดข้ามผ่านยุคสมัยสี่มา
จนถึงปัจจุบันได้ นอกเหนือจากราชวงศ์ออกัสตัสแห่งโลเอ็น
ไอน์ฮอร์นแห่งฟุซัค และกาสติญ่าแห่งเฟเนพ็อต ตระกูลทรง
พลังอื่นในอดีตล้วนมีชะตากรรมคล้าย ยกตัวอย่างเช่นตระกูล
อันทีโกนัสและซาราธ หากไม่กลายเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์
ก็ต้องคอยใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเหมือนหนูในท่อระบายน้ำ ไม่มี
โอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวัน”
“ฟลอเร็นระบุว่า จงกลายเป็นบริวารของมันเสียเถิด การได้
เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเซารอนอันเกรียงไกรคือของขวัญสุด
แสนวิเศษ”
“ฟังแล้วอยากจะตบกะบาลบรรพบุรุษตระกูลเซารอนสัก
แปดชั่วโคตร!”
“แต่ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลอย่างเซารอนจะดำรงอยู่ได้นาน
ถึงสองพันปี เพราะยุคสมัยสี่ถูกขนานนามให้เป็น ‘ยุคสมัยแห่ง
เทพ’ ไม่ว่าจะเป็นเจ็ดเทพจารีตปัจจุบัน เทพมรณา แม่มด
บรรพกาล ด้านมือเอกภพ และพระผู้สร้างแท้จริง ทั้งหมดล้วน
เคยปรากฏตัวสำแดงอิทธิฤทธิ์บนโลกมนุษย์ในช่วงยุคสมัยสี่
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็นเรื่องปรกติ เมื่อประเมิน
ว่าตระกูลเซารอนผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ แถมยังดำรง
ตำแหน่งสูงในยุคปัจจุบัน การรับมือพวกมันคงไม่ง่ายนัก”
“ประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่มีทางสร้างได้ด้วยความ
โอหังเพียงอย่างเดียว ต้องมีความลับหลังเงามืดซุ่มซ่อนอยู่ บาง
ทีอาจเป็นสมบัติวิเศษทรงพลังระดับอาณาจักร”
“พวกมันคือหอคอยเด่นตระหง่านตั้งอยู่ท่ามกลางผืน
ปฐพี มนุษย์ธรรมดาเดินดินทำได้เพียงแหงนหน้ามองโดยมิอาจ
เอื้อม”
อ่านถึงตรงนี้ ไคลน์ผุดสมมติฐานมากมาย
ในเมื่อโรซายลสามารถพลิกชะตากรรมของตระกูลเซารอน
และสถานปนาตนเองเป็นผู้ปกครองอินทิสสำเร็จในภายหลัง มัน
ต้องผ่านประสบการณ์เลวร้ายจนเราไม่มีวันจินตนาการออก ถึง
ตระกูลเซารอนจะไม่มีสมบัติวิเศษปิดผนึกระดับ 0 เลย แต่ก็
ต้องมีระดับ 1 ในครอบครองมากพอสมควร รวมถึงผู้วิเศษ
ลำดับสูงอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น ต่อให้โบสถ์จักรกลไอน้ำคอย
หนุนหลังโรซายล์ล์อย่างเต็มกำลัง แต่ใช่ว่าผลลัพธ์จะออกมา
สำเร็จได้ง่ายดาย… หรือต้นตอการล่มสลายของตระกูลเซา
รอนจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น? พวกมันกำลังอ่อนแอลงมาตลอด
และการก่อกบฎของโรซายล์ล์เป็นแค่ปัจจัยเสริม?
ในช่วงเวลาดังกล่าว พวกมันถูกสิ่งใดเล่นงานจนย่ำแย่กัน
แน่?
เผลอทำสมบัติวิเศษปิดผนึกสูญหาย? การล้มตายของ
ผู้วิเศษลำดับสูง? หรือตกเป็นเปั้ารุมโจมตีจากกลุ่มกระหาย
พลัง?
อา…หากอ้างอิงจากไดอารีแผ่นนี้ ราชวงศ์ออกัสตัสแห่งโล
เอ็นคงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตระกูลอันทีโกนัสและตระกูล
ซาราธ พวกมันต้องมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เก็บไว้ภายในแน่
จากคำบอกเล่าของเดอะซัน เมืองเงินพิสุทธิ์ดำรงอยู่มานาน
กว่า 2 500 ปีท่ามกลางความมืดมิด และเราเคยเดาไว้ว่า
จำนวนปีดังกล่าวคือยุคสมัย ‘มหาภัยพิบัติ’ ฉะนั้น เมื่อ
ราชวงศ์เซารอนผู้ปกครองอาณาจักรมานานกว่าสองร้อยปี ระบุ
ว่าพวกตนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี อาจเป็นไปได้
ว่าพวกมันจะมีอดีตย้อนกลับไปจนถึงยุคสมัยมหาภัยพิบัติ…
คงต้องหาโอกาสเอ่ยชื่อตระกูลเซารอนให้เดอะซันได้ยิน จากนั้น
ก็รอดูท่าทีตอบสนอง หากเด็กหนุ่มแสดงสีหน้ามึนงง คำตอบก็
บอกเป็นนัยว่า ราชวงศ์เซารอนเริ่มผงาดหลังจากยุคสมัยมหา
ภัยพิบัติเป็นต้นมา บางทีอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมหาภัย
พิบัติ จนกลายเป็นตระกูลขุนนางใหญ่ของยุคสมัยสี่ และ
กลายเป็นตระกูลราชวงศ์ยุคของสมัยห้า
ไม่แน่เสมอไป…หากเดอะซันไม่ทราบ ก็ไม่ได้เป็นเครื่อง
พิสูจน์ว่าไม่เคยมีตระกูลเซารอนในช่วงเวลานั้น บางทีเด็กคนนี้
อาจยังศึกษาประวัติศาสตร์ไม่แตกฉาน
ไคลน์เปิดไปยังหน้าสาม และเดาว่าเนื้อหาของแผ่นดังกล่าว
คงมาจากช่วงเวลาหลังจากโรซายล์ล์ขึ้นปกครองอินทิสได้ไม่
นาน
จากหลายย่อหน้าของแผ่นไดอารี เนื้อหาระบุว่าโรซายล์ล์
ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับส่งเสริมการประดิษฐ์
คุ้มครองการค้าขาย ฟูมฟักแนวคิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ไคลน์มั่นใจว่า โรซายล์ล์ไม่ได้ทำเรื่องเหล่านี้ลงไปเพียงเพราะ
หวังสนองตัณหาการขึ้นเป็นโปเลียนผู้กอบกู้โลก แต่ยังมีเจตนา
อื่นแอบแฝงชัดเจน นั่นคือการพยายามปรองดองกับโบสถ์สุริยัน
เจิดจรัส
สุริยันเจิดจรัสมีนามรองว่า เทพแห่งพันธสัญญา ผู้พิทักษ์
แห่งการค้าขาย ราวกับโรซายล์ล์จงใจออกประมวลกฎหมาย
แพ่งด้านงานประดิษฐ์ และกฎหมายคุ้มครองการค้าขายเพื่อเอา
ใจโบสถ์สุริยันเจิดจรัสโดยเฉพาะ
“ไดอารีหน้านี้ยังบอกอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโร
ซายล์ล์กับโบสถ์สุริยันเจิดจรัสจากเคยแข็งกร้าวเย็นชา เริ่มดีขึ้น
เป็นลำดับในช่วงเวลาถัดมา และสิบกว่าปีหลังจากนั้น โรซายล์ล์
ทำการสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ ‘ซีซาร์’ อย่างน่าไม่อาย
แต่มันคงได้รับการยินยอมจากสองโบสถ์เป็นอย่างดีแล้ว
มิฉะนั้นคงไม่กล้าทำเรื่องโอหังเกินตัว ทว่า เหตุใดโรซายล์ล์ถึง
ถูกลอบสังหารอย่างเป็นปริศนาในตอนท้าย?” ไคลน์ผุดคำถาม
มากมายพร้อมกับใช้ฝั่ามือพลิกไดอารีไปยังหน้าสี่
“11 สิงหาคม ฟลอเร็นอวดโอ่ความโง่เขลาของตัวเองอีก
ครั้ง”
“มันเล่าว่า ในบรรดาสมาชิกรุ่นใหม่ของตระกูลเซารอน
ตัวมันมีโอกาสพัฒนากลายเป็นผู้วิเศษลำดับสูงมากกว่าใคร
เพราะมีพรสวรรค์คล้ายกับปูั่ทวดอย่างมาก”
“เราสามารถบอกได้ว่า ขณะกำลังเขียนไดอารีหน้านี้ โร
ซายล์ยังเด็กมาก และไม่ทราบถึงกฎเหล็กสองข้ออัน
ประกอบด้วย : กฎความถาวรของพลังพิเศษ และกฎการ
อนุรักษ์พลังพิเศษในเส้นทางใกล้เคียง…” ไคลน์ผงกศีรษะ
ด้วยความรู้ปัจจุบัน ไคลน์พอจะเดาได้ว่าคำพูดของฟลอเร็น
หมายถึงสิ่งใด :
ตะกอนพลังของผู้วิเศษลำดับสูงทุกคนจะมี ‘จิต’
ปริมาณเข้มข้นแฝงอยู่เสมอ เป็นสาเหตุว่าทำไมผู้วิเศษส่วนใหญ่
ถึงมีโอกาสคลุ้มคลั่งหลังจากดื่มโอสถเข้าไป
แต่ถ้าผู้สืบทอดตะกอนพลังมีลักษณะคล้ายกับ ‘เจ้าของ
พลังคนก่อน’ โอกาสคลุ้มคลั่งก็จะลดลงมาก เหมือนกับการ
ใช้เทคนิคสวมบทบาททางลัด ระยะเวลาในการย่อยโอสถจะต่ำ
กว่าปรกติพอสมควร สิ่งนี้สามารถจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ
‘พรสวรรค์’ ได้เช่นกัน หลักการดังกล่าวยังใช้ได้กับ ‘สมบัติ
ศักดิ์สิทธิ์’ พวกมันมักเลือกเจ้านายด้วยวิธีนี้
ฟังดูคล้ายเทคนิคสวมบทบาท เพียงแต่นำไปใช้อย่าง
กว้างขวางไม่ได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดทางสายเลือด…แต่
หลังจากเลื่อนลำดับไปแล้ว ใช่ว่าจะไม่ต้องสวมบทบาทเลย การ
สวมบทบาทยังต้องทำอย่างมีวินัย เพื่อให้โอสถดูดซึมเข้าไปใน
ร่างกายด้วยความเร็วสูงสุด…ไคลน์นั่งตรึกตรองพลางเลื่อน
สายตาลงไปอ่านสองย่อหน้าสุดท้าย มันพบว่าช่วงเวลาดังกล่าว
โรซายล์ล์กำลังดื่มด่ำไปกับความ ‘ง่าย’ ของหญิงสาวชาว
อินทิส ขณะเดียวกัน โรซายล์ก็กังวลว่าภรรยาในอนาคตของตน
จะ ‘ง่าย’ กับชายอื่นเช่นกัน
เสียงกระดาษถูกกรีดเปลี่ยนแผ่น ไคลน์เพ่งสายตาอ่านย่อ
หน้าแรกสุดของไดอารีหน้าห้า
“จะเป็นแบบนั้นจริงหรือ?” เราเพ่งมองตั้งแต่หัวจรดเท้า
ซ้ายสุดไปถึงขวาสุด แต่กลับไม่พบร่องรอยของพรสวรรค์แม้แต่
เศษเสี้ยว และยิ่งไปกว่านั้น สำหรับโลกผู้วิเศษ พรสวรรค์คือ
เรื่องสำคัญจริงหรือ?
“อาจจะจริงในแง่ว่า การจับหลักสวมบทบาทและสร้าง
กฎให้ถูกต้องจำเป็นต้องใช้พรสวรรค์พอสมควร แต่ก็ไม่ได้สำคัญ
ขนาดนั้น ขอเพียงยึดหลักการสวมบทบาทอย่างมีวินัย ไม่โง่
ดักดานจนตีความหมายผิด ไม่ประพฤติตัวสุ่มเสี่ยงต่อภาวะคลุ้ม
คลั่ง การย่อยโอสถให้สมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก อาจใช้
เวลานานกว่าบุคคลพรสวรรค์สักหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ตลอดชีวิตจะไม่มีโอกาสกลายเป็นผู้วิเศษลำดับสูงได้เลยหาก
ปราศจากพรสวรรค์ ปัญหาสำคัญสำหรับเลื่อนเป็นผู้วิเศษลำดับ
สูงคือ ความยากในการรวบรวมวัตถุดิบและพิธีกรรมอันซับซ้อน
แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า บุคคลผู้เกิดมาพร้อมพลังพิเศษ
จะมีเวลาค้นหาวัตถุดิบมากกว่าคนปรกติ” หรือปูั่ทวดของ
ฟลอเร็นจะเป็นผู้วิเศษลำดับสูง? มันเรียกสิ่งนี้ว่าพรสวรรค์หรือ?
“20 เมษายน เราเข้าร่วมการชุมนุมขององค์กรลับ
โบราณอีกครั้ง สมาชิกแต่ละคนยังทำให้เราทึ่งได้เสมอ ไม่
อยากจะเชื่อเลยว่า บุคคลเหล่านี้จะสังกัดอยู่ในองค์กรเดียวกับ
เรา”
“เราเริ่มเข้าใจหลักคำสอนขององค์กรมากขึ้น พวกเขาคิด
ว่ามนุษย์ทุกคนจะค่อยๆ สูญเสียตัวตนไปทีละนิด จนกระทั่งเข้า
สู่ภาวะ ‘นิทรา’ โดยสมบูรณ์ ฉะนั้น พวกเราจำเป็นต้องหมั่น
สำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จดจำให้ได้ว่าตัวเองเป็นใคร อาศัย
หลักการดังกล่าวร่วมกับข้อมูลอื่นเพื่อขจัดอาการสูญเสียตัวตน
และมีชีวิตรอดไปจนถึง ‘วันแตกดับ’ ช่วงเวลาสุดท้ายของ
โลก”
“พวกเขารักษาและส่งต่อความลับนี้มานานกว่าหมื่นปี
ทุกคนเชื่อว่ามนุษย์มิอาจหลีกเลี่ยงวันแตกดับได้ ไม่ว่าอย่างไร
โลกใบนี้มีชะตากรรมต้องถูกทำลายในตอนสุดท้าย”
“พวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของพระผู้สร้างต้นกำเนิด
เชื่อว่าพระองค์ท่านมิได้ตายอย่างแท้จริง ท่านกำลังรอวัน
แตกดับ รอให้ถึงวินาทีโลกจบสิ้น พระองค์ท่านจะลืมตาตื่นขึ้น
จากการหลับไหล ดูดกลืนทุกสรรพสิ่งกลับไปรวมกันอีกครั้ง
และสร้างโลกใบใหม่พร้อมกับประวัติศาสตร์ครั้งใหม่”
“พฤติกรรมทั้งหมดขององค์กรล้วนมีรากฐานมาจาก
ความเชื่อข้างต้นทั้งสิ้น และจากการประเมินด้วยสายตา พวก
เขาเป็นศัตรูกับ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ชัดเจน สาปส่งว่าเป็น
ตัวตนชั่วร้ายอย่างไม่เกรงใจ”
“องค์กรถือครองแผ่นศิลาเย้ยเทพลำดับสอง หมายความ
ว่า พวกเขาทราบข้อมูลของ 22 เส้นทางสู่ความเป็นเทพทั้งหมด
แต่กลับอนุญาตให้สมาชิกเลือกเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น
นอกจากว่าบางคนกลายเป็นผู้วิเศษตั้งแต่ก่อนเข้าร่วม
องค์กร”
“เส้นทางเหล่านั้นมีความพิเศษอย่างไร?”
“เราทำได้เพียงรีบจดบันทึก ค่อยครุ่นคิดหาเหตุผล
รองรับในภายหลัง เส้นทางดังกล่าวประกอบด้วย นักขับขาน
ลูกเรือ นักอ่าน และผู้ชม”
“ฮะฮะ! ในอนาคต เราคงต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการ
เรียกชื่อเส้นทางเสียใหม่ เพราะหากเอ่ยชื่อเหล่านี้ภายในองค์กร
เก่าแก่โบราณ จะไม่ต่างอะไรกับพวกบ้านนอกขาด
การศึกษา”
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อต่อรองจากมิสเตอร์ A ใน
ภารกิจลอบสังหาร แต่เราก็ตอบปฏิเสธมันไป… หากประเมิน
จากเนื้อหาในไดอารีโรซายล์ล์ มีความเป็นไปได้ว่าเส้นทางนัก
ขับขาน ลูกเรือ นักอ่าน และผู้ชม จะแลกเปลี่ยนกันได้หลังจาก
ลำดับ 4… ถ้าแบบนี้ก็หมายความว่า ‘จอมบงการ’ คือลำดับ
4 ของเส้นทางผู้ชมใช่ไหม? แล้วทำไมพวกองค์กรลับถึงพากัน
เชื่อว่าวันแตกดับมีอยู่จริง? ไม่ว่าจะเป็นนิกายแม่มด หรือ
องค์กรลับของโรซายล์ล์ พวกมันมีภารกิจเพื่อความอยู่รอดในวัน
แตกดับเหมือนกัน สิ่งนี้คือเทคนิคการล้างสมองประเภทหนึ่ง
หรือวันแตกดับบัดซบนั่นมีอยู่จริงกันแน่? ไคลน์พยายามเค้น
สมองหาคำตอบ แต่เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ บทสรุปจึงยัง
ไม่ออกมา
ในเวลาเดียวกัน มันรำพันกับตัวเอง :
โรซายล์ นายไม่คิดจะเขียนชื่อองค์กรอันแสนภาคภูมิใจให้
คนอ่านทราบหน่อยหรือ?
ขณะพยายามบังคับสีหน้าท่าทางให้สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
ไคลน์พลิกหน้ากระดาษปัจจุบัน ข้อมูลค่อนข้างน้อย ไปยังหน้า
สุดท้ายและก้มศีรษะอ่าน
“1 มกราคม วันเริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ และเรา
เพิ่งจะสร้างไพ่เย้ยเทพใบแรกของตัวเองสำเร็จ!”
“เราจะซ่อน 22 สุดยอดความลับสู่การเป็นเทพไว้ใน
บรรดาไพ่เย้ยเทพเหล่านี้ จากนั้นก็จะกระจายมันออกไปทั่วโลก!
หากเรื่องราวไม่ดำเนินไปตามความคาดหมาย ไพ่เย้ยเทพจะ
กลายเป็นมรดกสำคัญให้ลูกหลานของเรา”
“ฮะฮะ! ฉันจะฝั่าฝืนคำสั่งทุกข้อของพวกแกให้หมด!
เผยแพร่ความลับแห่งเทพ!”
“ไพ่เย้ยเทพทุกใบมีคุณสมบัติต่อต้านพลังทำนาย
หมายความว่า นอกจากบางใบสำหรับลูกหลานเรา ไพ่ใบอื่น
ล้วนต้องอาศัยโชคชะตาเพื่อไขว่คว้ามาครอง!”
“เราเป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร หากมีความแค้นก็ต้อง
ชำระให้สาแก่ใจ หลังจากตายไปแล้ว ใครจะไปสนว่าสวรรค์จะ
ฉิบหายสักแค่ไหนกัน! ไม่สิ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก”
“เอาเป็นว่า ยิ่งโลกโกลาหลวุ่นวายมากเพียงใด ก็ยิ่งน่า
สนุกมากเท่านั้น!”
“เราต้องตั้งชื่อของสำรับไพ่เย้ยเทพให้เหมาะสม พวกมัน
ประกอบด้วย 22 เส้นทางสู่การเป็นเทพ ตรงกับจำนวนของไพ่
ทาโรต์สำรับหลัก 22 ใบพอดิบพอดี สามารถใช้แทนกันได้อย่าง
แนบเนียน ทว่า ไพ่ทาโรต์บางใบไม่สอดคล้องกับเส้นทาง คง
ต้องดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อโอสถ”
“องค์กรลับโบราณคือสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายของเราแล้ว
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่า พวกเขาจะยอมสนับสนุนเราไหม
และช่วยสนับสนุนมากเพียงใด”
“เรายังจดจำความรู้สึกตกตะลึงขณะเห็นศิลาเย้ยเทพ
เป็นหนแรกได้ไม่ลืมเลือน”
“เส้นทางผู้วิเศษไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเส้นทางนำไปสู่
การเป็นเทพตัวจริง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงถูกเรียก ‘ศิลา
เย้ยเทพ’”
“ถัดจากลำดับ 1 ของทุกเส้นทางยังมีลำดับ 0 รออยู่!
ต้องใช้การปรุงวัตถุดิบและประกอบพิธีกรรมเหมือนกับโอสถ
ชนิดอื่น!”
“แต่ละเส้นทางจะมีลำดับ 0 แค่คนเดียว!”
“และลำดับ 0 คือโอสถแห่งเทพของจริง!”
ตัวอย่างเช่น
ลำดับ 0 สุริยัน