ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 273 ปล่อยสูตรโอสถ
ค่ำวันพุธ
19.55 น
ณ ซอยลึกหลังผับวีรบุรุษ
ไคลน์เดินตามหาจุดหมายโดยอาศัยความทรงจำ จนกระทั่ง
ได้พบบ้านเปิดไฟสลัวอันเป็นจุดหมาย ใบหน้าชายหนุ่มถูกบด
บังด้วยหนวดเคราหนาทึบ สมาชิกคนอื่นไม่ทางทราบแน่นอนว่า
ตนคือไก่อ่อนผู้เคยเสี่ยงโชคกับอสรพิษดำและรอดชีวิตมาได้
จะสมบูรณ์แบบกว่านี้ ถ้ามิสเตอร์เนตรแห่งปัญญาและนัก
ปรุงยาร่างท้วมแยกไม่ออกว่าเป็นเรา…มิฉะนั้นคงวุ่นวายน่าดู
ถ้าเด็กใหม่เพิ่งกลายเป็นผู้วิเศษได้ไม่นาน แถมยังเพราะโชคช่วย
กลับครอบครองสูตรโอสถพิสดารจำนวนมากในมือ แบบนั้นคง
เลี่ยงการถูกสงสัยไม่ได้แน่…ไคลน์ล้วงมือเข้าไปในกระเปั๋าเสื้อ
ควานหานกหวีดทองแดงอะซิก ไพ่ทาโรต์ และยันต์แผ่นใหม่เพิ่ง
สร้างมาเติม
ชุดคนงานของมันถูกดัดแปลงเป็นพิเศษโดยช่างตัดเย็บฝีมือ
ดี มีช่องเล็กช่องน้อยสำหรับบรรจุขวดโลหะ ประกอบด้วยขวด
ผงสมุนไพร น้ำมันสกัด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพ่นออกอย่างเชื่องช้า
เมื่อเริ่มใจเย็นลง ไคลน์หยิบหน้ากากเหล็กออกมาสวม ปกปิด
ส่วนครึ่งบนของใบหน้าไว้มิดชิด ส่วนครึ่งล่างเป็นหนวดเครา
เฟิม การปลอมตัวเพิ่มเติมจึงไม่จำเป็น
ถัดมา มันอาศัยพลังตัวตลกควบคุมสีหน้า รวมถึงดัดแปลง
อากัปกิริยาใหม่หมด เปลี่ยนจังหวะการก้าวขา ยังคงให้
กล้ามเนื้อใบหน้าไร้ความรู้สึก หวังให้กลิ่นอายแตกต่างจากไก่
อ่อนคราวก่อนโดยสิ้นเชิง
แต่เราไม่มีทางทราบเลยว่า มิสเตอร์เนตรแห่งปัญญาใช้พลัง
ใดจำแนกสมาชิก ช่างเถอะ เราทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว เฮ่อ…ถ้า
ได้กลายเป็น ‘ผู้ไร้หน้า’ หลายสิ่งหลายอย่างคงสะดวกกว่านี้
มาก…แต่ถ้าเราแข็งแกร่งถึงขั้นนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้อง
เข้าร่วมชุมนุมเล็กๆ แบบนี้สักหน่อย…ไคลน์ยืนหน้าบ้านด้วย
ท่าทางสงบนิ่ง ก่อนจะเหยียดแขนขวาออกไปเคาะหนักเจ็ดครั้ง
เคาะเบาหนึ่งครั้ง โดยเป็นการเว้นยาวหกครั้ง และเว้นสั้นหนึ่ง
ครั้ง
แทบจะในทันที่ ช่องว่างเล็กๆ ด้านบนประตูไม้ถูกเลื่อนเปิด
ดวงตาหนึ่งคู่โผล่ขึ้นพลางจ้องมองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า
สองสามวินาทีถัดมา ประตูไม้เปิดออกพร้อมกับส่งเสียง
เอี๊ยดอ๊าด ผู้ช่วยของเนตรแห่งปัญญายื่นชุดคลุมยาวสีดำให้
ไคลน์
ชายหนุ่มยังคงทำหน้าตาย มันรีบสวมชุดคลุมด้วยความเร็ว
ตามด้วยการดึงผ้าคลุมหัวลงต่ำ ปล่อยให้เงามืดบดบังใบหน้า
มิดชิด
ระหว่างเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ไคลน์พยายามเปลี่ยน
จังหวะการก้าวขา ไม่ให้ซ้ำกับไก่อ่อนคนเดิม ขณะเดียวกัน
สมองพยายามขจัดอาการประหม่า
ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดและเงียบสงัด เทียนไขหนึ่งเล่ม
คอยให้แสงสว่างอย่างอ่อนโยนไปรอบห้อง สมาชิกยังมาถึงไม่
มากนัก ชายหนุ่มมิได้เลือกนั่งมุมห้องเหมือนทุกครั้ง ตรงกัน
ข้าม มันเจาะจงเลือกนั่งเก้าอี้ยกสูงแบบไม่มีพนักพิงตรงกลาง
ห้องแทน
ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ทุกคนจดจำได้ว่า ตัวมันในปัจจุบัน ไม่มีสิ่ง
ใดเหมือนกับไก่อ่อนเสี่ยงโชคจากการชุมนุมสองครั้งก่อน
ขณะเดียวกันก็มีเจตนารีดเค้นพลังตัวตลกจนถึงขีดสุด
ไคลน์พยายามปันสีหน้าให้ขัดกับอารมณ์จริงเข้าไว้ เฉกเช่นตัว
ตลกผู้ต้องแสร้งสวมรอยยิ้มตลอดเวลา ถือเป็นการย่อยโอสถไป
ทีละนิดอย่างมั่นคง
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันยาวนาน แทบไม่มีสุ้มเสียงใด
เกิดขึ้น ทุกคนนั่งนิ่งโดยปล่อยเวลาให้เลือนผ่านทีละนิด
จนกระทั่ง ชายชราเนตรแห่งปัญญา เหลือบมองนาฬิกาแขวน
บนผนังและเปิดปาก
“ถึงเวลาแล้ว เริ่มกันเลยดีกว่า พวกเราจะไม่มัวรอเหล่า
สหายผิดนัด”
เมื่อสิ้นเสียงเจ้าของงาน ไคลน์แสร้งกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบ
พร่า
“ฉันต้องการขายสูตรโอสถ เส้นทางสุริยัน ลำดับแปด นัก
ขับขาน และลำดับเก้า ผู้ภาวนาแห่งแสง อย่างแรก สองร้อย
ยี่สิบปอนด์ อย่างหลัง สี่ร้อยห้าสิบปอนด์”
ไคลน์ประเมินว่า การขายสูตรโอสถเส้นทางสุริยันจะ
ปลอดภัยกว่าตัวเลือกอื่น เพราะถ้าเป็นเส้นทางผู้ชม อย่างโอสถ
ผู้ชมและนักอ่านใจ ตัวมันอาจตกเป็นเปั้าเพ่งเล็งของสมาคม
แปรจิตเอาได้ มันเคยทราบมาว่า องค์กรดังกล่าวมีสมาชิกแทรก
ซึมในอาณาจักรโลเอ็นค่อนข้างมาก แต่ถ้าเป็นเส้นทางสุริยัน สิ่ง
นี้ปลอดภัยห่างห่วง เพราะโบสถ์สุริยันเจิดจรัสขัดแย้งกับโบสถ์
วายุสลาตันรุนแรง อาณาจักรโลเอ็นจึงไม่มีศาสนาสุริยัน การ
ขายโอสถพวกมันนับว่าปลอดภัย
ทางด้านโอสถนักทำนายก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ถูก
สาวมาถึงตัวเองในภายหลัง มันจำต้องตัดความเสี่ยงทุกทางทิ้ง
หลังจากผ่านความเป็นความตายมาแล้วหลายหน เคยเห็น
การต่อสู้ของผู้วิเศษผ่านตาพอสมควร ตัวมันย่อมบรรลุสัจธรรม
ว่า โอสถทุกชนิดมีเอกลักษณ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แทบไม่มี
โอสถใดคล้ายคลึงกันเลย หรือในอีกความหมายหนึ่ง ทุก
เส้นทางจะมีทักษะเด่นประจำตัวเป็นจุดขาย และมีจุดอ่อนจุด
แข็งชัดเจน ชัดเจนในกรณีนี้หมายถึง จุดแข็งจะโดดเด่นจนน่า
กลัว ส่วนจุดอ่อนจะอ่อนแอชนิดห้ามให้ศัตรูทราบโดยเด็ดขาด
ตัวอย่างชัดเจนคือ ‘ผู้ชม’ โอสถชนิดนี้ต่อสู้แบบประชิด
ตัวไม่เก่ง แต่หากปล่อยปละ ละเลยจนถูกวางแผนตลบหลังโดย
ไม่รู้ตัว ความตายอาจมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง ถึงเหยื่อจะมีฝีมือ
สูงกว่า ‘ผู้ชม’ มากก็ตาม…ไม่มีเหตุการณ์ใดเห็นภาพ
ชัดเจนไปกว่าพลเรือโทวายุ คีลิงเกอร์ มันเป็นถึงผู้วิเศษลำดับ
หก ผู้รับใช้วายุ และยังถือครองสมบัติวิเศษ ‘ยุบพองหิวโหย’
ส่งผลให้พลังต่อสู้โดยรวมเทียบเท่าลำดับห้า แต่มันกลับต้องมี
จุดจบน่าสมเพชภายในค่ำคืนเดียว จริงอยู่ ความดีความชอบ
ส่วนใหญ่ตกอยู่กับอะซิก กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความฉิบหาย
ของมันมีต้นตอมาจาก ‘ผู้ชม’ ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ยิ่งเมื่อประเมินว่า ประชากรผู้วิเศษส่วนใหญ่มีลำดับต่ำกว่า
สี่ ขอบเขตแห่งครึ่งเทพ ความอ่อนแอของ ‘กายา’ ก็ยิ่งมี
บทบาทสำคัญในการต่อสู้ หากใครสามารถปกปิดความลับ
ตัวเองได้มิดชิด และทราบจุดอ่อนจุดแข็งของศัตรูอย่างปรุโปร่ง
ไม่เกินจริงไปนักหากจะกล่าวว่า การล้มผู้วิเศษลำดับสูงกว่า
ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ในกรณีสุดโต่ง ลำดับเก้า ก็
สามารถล้มลำดับห้า ได้หากมีโชคเป็นปัจจัยประกอบ ถึงอัตรา
ความสำเร็จจะต่ำมากก็ตาม
แน่นอน การยกตัวอย่างข้างต้นอิงทฤษฎีเป็นหลัก แต่ใน
ความเป็นจริง การล้มผู้วิเศษลำดับห้า แทบเป็นไปไม่ได้ พลัง
พิเศษในลำดับดังกล่าวทรงพลังจนสามารถกลบจุดอ่อนตัวเองได้
มิดชิด แถมยังมีพลังสืบทอดมาจากลำดับหก เจ็ด แปด เก้าหาก
ไม่ใช่ผู้วิเศษลำดับหก การล้มลำดับห้า ก็แทบไม่เคยเกิดขึ้น
แต่ในทางกลับกัน ผู้วิเศษระดับต่ำกว่าครึ่งเทพทุกคนล้วน
กลัวการ ‘ถูกรุม’ ไม่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหน แต่จำนวนมีผล
มากในสงครามระดับนี้ ถึงอีกฝั่ายจะเป็นลำดับต่ำกว่าก็ตาม
สาเหตุเพราะว่า เมื่อถูกรุมโจมตีจากทุกทิศทางจนจิตใจว้าวุ่น
โอกาสตัดสินใจพลาดก็จะเพิ่มมากขึ้น ความผิดพลาดหนแรกจะ
สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่จนทำให้เกิดหนสอง จากนั้นก็จะถูกศัตรูรุม
เล่นงานจุดอ่อน
ปัจจัยข้างต้นคือสาเหตุทำให้ ‘คนเลี้ยงแกะ’ คืออันดับ
หนึ่งในสายต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพทั้งหมด พวก
มันเก่งฉกาจเหนือเส้นทางอื่นเนื่องจาก สามารถแย่งชิงพลังของ
ผู้อื่นมากลบจุดอ่อนตัวเองได้ตามความเหมาะสม จนกลายเป็น
โอสถไร้จุดอ่อนไปโดยปริยาย
ลำดับเจ็ด ของเส้นทางนักทำนาย จะช่วยให้เรามีเวทมนตร์
พื้นฐานติดตัว…หมายความว่า ถึงเราจะบังเอิญดวงซวย ไป
ปะทะกับศัตรูลำดับหกเข้า แต่โอกาสหนีรอดก็ยังพอมี และ
โอกาสชนะก็ไม่น้อยเช่นกัน…ส่วนการสู้กับลำดับห้า ให้ชนะ
ยังคงอีกยาวไกล แต่การหลบหนีก็ยังพอมีโอกาส…ไคลน์
ปล่อยความคิดตัวเองล่องลอยสักพัก ก่อนจะได้สติกลับมาและ
กวาดสายตามองรอบตัว หวังให้ใครสักคนเปล่งเสียงยื่นข้อเสนอ
ถ้านักขับขานและผู้ภาวนาแห่งแสงขายไม่ออก เราคงต้อง
ใช้ตัวเลือกรองลงมา โอสถผู้ชมและนักอ่านใจ…หากคำนึงถึง
กฎเหล็กสองข้อของโลกผู้วิเศษ กฎการอนุรักษ์พลังพิเศษใน
เส้นทางใกล้เคียง และกฎความถาวรของพลังพิเศษ…เราจะ
ขายสูตรโอสถเส้นทางตัวเองไม่ได้เด็ดขาด เฉกเช่นเส้นทางแม่
มด คนซื้อไปอาจมีเจตนาชั่วร้าย นำพาความฉิบหายมาสู่
ชาวเมืองหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นนักลอบสังหาร นักกระตุ้น หรือ
แม่มด เทคนิคสวมบทบาทล้วนไม่ใช่สิ่งดีต่อสังคม…ไคลน์เริ่ม
กระวนกระวาย แต่ยังคงทำหน้านิ่ง อดทนรออย่างใจเย็น
“ว่ากันตามตรง ฉันเองก็สนใจไม่น้อย” นักปรุงยาร่าง
ท้วมส่งเสียงพลางอมยิ้ม “ฉันจะได้รับลูกศิษย์เพิ่มอีกสักคน
และบอกให้เขาเดินบนเส้นผู้ภาวนาแห่งแสง คอยสร้างแสงแดด
สาดส่องสมุนไพรของฉันให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สมบูรณ์
แบบ! ช่างอัจฉริยะเสียจริง!”
คำพูดของมันช่วยทำลายความเงียบงันในห้องนั่งเล่นได้ดี
กระตุ้นให้ชายคนหนึ่งตรงมุมห้อง ผู้ดึงผ้าคลุมหน้าลงต่ำกว่า
ปรกติ กล่าวด้วยเสียงจงใจดัดแหลม
“ผมสนใจ จะซื้อไปให้ลูก อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่า
เส้นทางของพ่อแน่นอน”
“ลำดับเก้า สองร้อยปอนด์ ลำดับแปด สี่ร้อยปอนด์ หาก
คุณสนใจ พวกเราค้าขายกันได้”
ถ้ายอมควักเงินรวดเดียว หกร้อยปอนด์ได้เช่นนี้ แปลว่าต้อง
เป็นผู้มีอันจะกินพอสมควร เงินจำนวนดังกล่าวสามารถซื้อบ้าน
ถาวรในเขตชานเมืองทิงเก็นได้สบาย…ไคลน์แสร้งก้มหน้านึก
ก่อนจะเงยขึ้นมาสำรวจท่าทีของสมาชิกชุมนุมคนอื่น เพื่อ
ตรวจสอบว่าคนเหล่านี้มีความเห็นเป็นเช่นไร
เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีใครให้ราคาเพิ่ม และราคาอีกฝั่ายก็
ค่อนข้างสมเหตุสมผล อาจต่ำกว่ามาตรฐานเล็กน้อย แต่อยู่ใน
ขอบเขตพอรับได้ ไคลน์ตัดสินใจเปิดปาก “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอ
เพิ่มเงื่อนไข นายห้ามขายสูตรโอสถสองชนิดดังกล่าวภายใน
ชุมนุมแห่งนี้ แต่ถ้าจะนำไปขายข้างนอกก็ไม่ขัดข้อง”
ชายปริศนาตอบกลับด้วยเสียงแหลม
“ตกลง ให้มิสเตอร์เนตรแห่งปัญญาเป็นพยานยืนยัน”
ไคลน์ยังไม่มีวิธีทำให้อีกฝั่ายมั่นใจว่า สูตรโอสถของตนเป็น
ของแท้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าซักถามวิธีการ เพราะจะทำให้
ความแตก ว่าตนเป็นไก่อ่อน ไม่เคยมีประสบการณ์เข้าร่วม
ชุมนุมผู้วิเศษมากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลือบเห็นผู้ช่วยเนตร
แห่งปัญญาเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มรีบยื่นกระดาษจดสูตรโอสถ
ทั้งสองชนิดส่งให้ทันที่ มันเขียนเตรียมสิ่งนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ผู้ช่วยยังไม่นำไปมอบให้ชายปริศนาตรงมุมห้อง แต่เดินไป
ยังโซฟาเดี่ยวตัวใหญ่ และยื่นแผ่นกระดาษให้มิสเตอร์เนตรแห่ง
ปัญญาตรวจสอบ
ชายชราคลี่กระดาษ แทบไม่กวาดสายตาอ่าน เพียงนำไป
วางลงบนโต๊ะกลมขนาดเล็กด้านขวามือของโซฟา
ถัดมา เนตรแห่งปัญญาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือทำ
ความสะอาด หยิบแหวนวงหนึ่งออกจากกระเปั๋า เป็นแหวน
เลี่ยมเพชรขนาดเล็กจำนวนมาก
ลวดลายแหวนซับซ้อนและงดงาม กึ่งกลางวงมีอัญมณีสี
เขียวเข้มลักษณะคล้ายดวงตา เพียงจ้องมองจากระยะไกล
ไคลน์พลันรู้สึกคลื่นไส้กะทันหัน สมองเริ่มปันปั่วน อารมณ์
คล้ายกำลังทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์
เนตรแห่งปัญญาสวมแหวนด้วยนิ้วกลางข้างขวาพร้อมกับ
หลับตาลง ประหนึ่งเตรียมใจรับแรงกระแทกจากบางสิ่ง
ทันใดนั้น อัญมณีเม็ดเขียวเข้มกึ่งกลางแหวน พลันส่องแสง
สุกสว่างประหนึ่งดวงอาทิตย์เจิดจ้า
โดยไม่รีรอ เนตรแห่งปัญญาเหยียดแขนขวาออกไป หงาย
มือขึ้น และใช้อัญมณีสัมผัสกับกระดาษสูตรโอสถของไคลน์
ทันใดนั้น แสงสีทองยิ่งทวีความบริสุทธิ์ จนกระทั่งฉาย
ออกมาเป็นภาพตราประทับ
“ของจริง ใช้งานได้!” เนตรแห่งปัญญาเปล่งเสียงทุ้มต่ำ
ตามด้วยการรีบถอดแหวนออกจากนิ้วทันที่ ประหนึ่งไม่ต้องการ
สวมต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว
ท่าทีคล้ายกับ ‘ผู้รับรอง’ …แหวนวงนี้คงเป็นสมบัติสุด
หวงแหนของมิสเตอร์เนตรแห่งปัญญา ถ้าจำไม่ผิด รหัสของมัน
คือ 2-081…เป็นสมบัติวิเศษของโอสถ ‘ผู้รับรอง’ เองหรือ?
ไคลน์เฝั้ามองเหตุการณ์อย่างละเอียด สมองคิดหาคำตอบตาม
ภายในใจเกิดความอยากได้มาครอบครอง
เมื่อถูกรับรองโดยเจ้าของชุมนุม การแลกเปลี่ยนของไคลน์ก็
ลุล่วงอย่างราบรื่น ชายหนุ่มได้รับเงินสดก้อนใหญ่ ทั้งหมดล้วน
เป็นธนบัตรชนิดสิบปอนด์ปึกหนา
หลังจากนับจำนวนสามรอบจนแน่ใจ มันยังไม่พับเก็บไว้ใน
กระเปั๋าเสื้อทันที่ แต่เลือกถือค้างไว้ในมือ ราวกับเตรียมใช้
จับจ่ายซื้อของอีกสักชิ้นสองชิ้น
ถัดมา ไคลน์นั่งรอสักพักให้บรรยากาศในห้องเริ่มเงียบสนิท
เพื่อจะได้มั่นใจว่า ตนไม่ได้ตกหล่นขั้นตอนใดในการซื้อขาย
จากนั้นค่อยเริ่มบอกความต้องการถัดไปของตัวเอง
ทว่า นักปรุงยาร่างท้วมกลับชิงพูดแทรก มันกวาดสายตา
มองรอบห้องพลางส่งเสียง
“ฉันมียาระงับประสาทสามขวด”
หมอนั่นเอามาจริงหรือ? เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองเคย
ต้องการยาระงับประสาท…เพื่อให้การปลอมตัวแนบเนียน
ไคลน์จำเป็นต้องแสร้งปล่อยผ่าน ประหนึ่งตัวมันคนก่อนไม่ได้
เข้าร่วมการชุมนุมคราวนี้ด้วย
หลังจากตะโกนสามรอบ และพบว่าไม่มีเสียงตอบรับ
กลับมา นักปรุงยาร่างท้วมส่งเสียงพึมพำ
“หมอนั่นไม่ได้มาด้วยหรือไง? คงตายโหงไปแล้ว
กระมัง…”
ขอบคุณสำหรับคำอวยพร…และขอบคุณสำหรับการ
แยกแยะไม่ออกว่าเราปลอมตัว…ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลาย
นักปรุงยาร่างท้วมยังคงถามหาผลึกแก่นน้ำพุเอลฟตาม
กิจวัตร แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดเช่นเคย
เมื่อบรรยากาศห้องเริ่มเงียบอีกครั้ง หญิงสาวคนหนึ่ง ผู้
ใบหน้าถูกบดบังอย่างสมบูรณ์ด้วยเสื้อคลุมหัว กล่าวพร้อมกับ
เลื่อนกล่องสองกล่องมาตรงฝั่าเท้า
“ฉันมีอาวุธวิเศษมาขายสองชนิด”
เธอต้องเป็นคนขาย ‘ดาบลงอักขระ’ จากคราวก่อน
แน่นอน! สัญชาตญาณของนักทำนายบอกเราแบบนั้น…คราว
นี้มีอาวุธใหม่มาขายอีกแล้วหรือ? คงมีองค์กรเกี่ยวกับการค้า
อาวุธคอยหนุนหลังกระมัง…ต้องใช่แน่…ไม่สิ อาจเป็นเพียง
ช่างทำอาวุธเถื่อนทั่วไป หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ลำดับหก
แห่งเส้นทางนักปราชญ์ ‘ช่างฝีมือ’ …ไคลน์รอฟังรายละเอียด
อาวุธด้วยใจจดจ่อ
มันสัญญากับเดอะซันไว้แล้ว ว่าจะหาอาวุธวิเศษมูลค่าห้า
ร้อยถึงเจ็ดร้อยปอนด์ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบต้นไม้หมอกทึบ
โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ของเขาได้ แต่
เด็กหนุ่มมิได้กำหนดคุณสมบัติของอาวุธไว้ชัดเจน ดังนั้น ขอให้
เป็นอาวุธคุ้นมือ และมีพลังวิเศษช่วยปราบสัตว์ประหลาด ไคลน์
ยินดีซื้อทันทีหากอาวุธมีราคาเหมาะสม เพราะไม่ว่าอย่างไร
เดอะซันก็ไม่ใช่เด็กเรื่องมากอยู่แล้ว