ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 3 เมลิสซ่า
หลังจากยืนยันแผนการ โจวหมิงรุ่ยพลันปวดขมับรุนแรงอีก
ครั้ง ภาวะหวาดกลัวและกระวนกระวายกำลังคุกรุ่นในหัวสมอง
แต่ก่อนอื่น มันต้องไล่ย้อนอ่านความทรงจำของไคลน์·โม
เร็ตติอย่างระมัดระวัง พลางลุกเดินไปปิดวาล์วแก๊สด้วยความ
เคยชิน สายตาเหลือบมองโคมไฟกำแพงที่เริ่มหรี่แสง ก่อนจะนั่ง
ลงเมื่อแสงดับสนิท มือข้างหนึ่งเล่นโม่ปืน ส่วนอีกข้างเลื่อน
ขึ้นมากุมแนบขมับ
ความทรงจำของบุคคลอื่นกำลังฉายซ้ำในสมองประหนึ่งนั่ง
ชมภาพยนตร์เรื่องยาว แต่ที่แปลกจากปรกติคือบรรยากาศของ
ฉากหลังถูกฉาบด้วยสีแดงหม่น
เวลาล่วงผ่านไปนาน อาจเพราะถูกกระสุนเจาะทะลุสมอง
ความทรงจำของไคลน์·โมเร็ตติจึงกระจัดกระจายไม่
ปะติดปะต่อ หลายจุดถูกฉายข้าม โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับปืน
ลูกโม่กระบอกนี้
มันมาอยู่กับไคลน์ได้อย่างไร และชายหนุ่มฆ่าตัวตายไป
ทำไม หลายคำถามที่โจวหมิงรุ่ยสงสัยยังคลุมเครือ ข้อความบน
สมุด ‘ทุกคนต้องตาย รวมถึงเรา’ หมายถึงสิ่งใดกัน และไม่กี่
วันก่อนหน้าเกิดเหตุฆ่าตัวตาย ความทรงจำเหล่านั้นหายไปไหน
ไม่เพียงเรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของโลก
ใบนี้ก็หายไปหลายส่วน
ท่ามกลางความฉงน มีสิ่งหนึ่งที่โจวหมิงรุ่ยมั่นใจ หาก
ไคลน์·โมเร็ตติกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้งในสภาพ
ปัจจุบัน มันไม่มีทางจบการศึกษาอย่างแน่นอน ถึงในความเป็น
จริงแล้วชายหนุ่มเพิ่งจะออกจากมหาวิทยาลัยได้ไม่กี่วันโดยที่ยัง
ไม่ได้หยุดพักเลย
แล้วตัวเรา โจวหมิงรุ่ย ต้องแบกร่างไคลน์ไปสอบสัมภาษณ์
เข้าทำงานกับมหาวิทยาลัยทิงเก็นในอีกสองวันข้างหน้าเนี่ย
นะ…
ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอาณาจักรโลเอ็น ผู้ที่จบ
การศึกษามักไม่ทำงานต่อในมหาวิทยาเดิมที่เคยเรียน…
อาจารย์ที่ปรึกษาจึงเขียนจดหมายแนะนำให้เข้าสมัครงานที่
มหาวิทยาลัยทิงเก็นและมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์…
…
ด้านนอกหน้าต่าง โจวหมิงรุ่ยนั่งมองจันทร์สีเลือดกำลังลับ
ขอบฟั้าทางทิศตะวันตก แสงจันทร์บรรจงริบหรี่ลงอย่างเงียบงัน
เมื่อจันทร์ลับขอบฟั้าโดยสมบูรณ์ ท้องฟั้าฝังทิศตะวันออกเริ่ม
ฉายแสงทองอร่ามระยิบระยับ
ทันใดนั้น ความวุ่นวายเล็กๆ เริ่มอุบัติขึ้นภายในหอพัก เสียง
ฝีเท้าผู้คนเดินขวักไขว่ อาจไม่ดังจนรบกวน แต่ก็มากพอจะได้
ยินทั่วหอพักที่ผนังแสนบอบบาง
เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งดังแว่วใกล้เข้ามายังประตู
ห้องนอนไคลน์
“เมลิสซ่าตื่นแล้วสินะ… ยังเป็นเด็กตรงเวลาเหมือน
เคย”
โจวหมิงรุ่ยพลันอมยิ้ม เนื่องจากความทรงจำของมันเริ่ม
ผสานกับไคลน์ทีละนิด ตัวตนของเมลิสซ่าจึงมอบความรู้สึก
เหมือนกับน้องสาวแท้ ๆ ไปโดยปริยาย
แต่เราไม่มีน้องสาวสักหน่อย… ชายหนุ่มรีบดึงสติกลับสู่
ความจริง
เมลิสซ่ามีสถานะแตกต่างจากไคลน์และเบ็นสันเล็กน้อย
เธอยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามข้อบังคับของรัฐบาล
ในช่วงก่อนที่เมลิสซ่าจะถึงวัยเรียนเล็กน้อย อาณาจักรโล
เอ็นได้ออกกฎใหม่ให้ประชาชนทุกคนได้รับ ‘การศึกษาขั้น
พื้นฐาน’ โดยมีทุนการศึกษาสนับสนุน
เพียงสามปี หลังจากศาสนจักรหลักเริ่มจัดตั้งหลักสูตร
โรงเรียนวันอาทิตย์ขึ้น โรงเรียนสามัญทั่วอาณาจักรโลเอ็นต่าง
รีบนำหลักสูตรด้านศาสนาออก เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ระหว่างคำสอนของทั้งสามเทพประจำอาณาจักร ประกอบด้วย
เทพวายุสลาตัน เทพธิดารัตติกาล และเทพจักรกลไอน้ำ
โรงเรียนวันอาทิตย์ของโบสถ์จะคิดค่าเล่าเรียนเพียงหนึ่งเพ
นนีทองแดงต่อสัปดาห์ นับเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับค่า
เล่าเรียนของโรงเรียนสามัญซึ่งแพงถึงสามเพนนีต่อสัปดาห์
แต่แบบแรกจะมีเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนแบบหลังนั้น
ต้องเรียนสัปดาห์ละหกวัน คุณภาพการศึกษาย่อมต่างกันหลาย
ขุม
แต่เมลิสซ่าไม่เหมือนกับเด็กสาวทั่วไป
ในวัยเด็ก เธอมิได้สนใจตุ๊กตาหรือของเล่น แต่จะชื่อชอบ
เฟือง เกียร์ สปริง และตลับลูกปืนมากเป็นพิเศษ เธอมีความฝัน
อยากเป็นช่างกลไอน้ำในอนาคต
พี่ใหญ่อย่างเบ็นสันที่ขาดโอกาส ย่อมตระหนักถึง
ความสำคัญของการศึกษาได้ดีกว่าใครในครอบครัว เฉกเช่นที่
เคยสนับสนุนการเรียนของไคลน์อย่างสุดความสามารถ
เหนือสิ่งอื่นใด เมลิซ่าเล็งศึกษาต่อเพียงเปั้าหมายเดียว นั่น
คือโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นที่มีค่าเล่าเรียนค่อนข้างต่ำและสอบ
เข้าไม่ยากนัก เมลิซ่าจึงไม่จำเป็นต้องเรียนด้านภาษาหรือ
วิชาการเสริม
เมื่อถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว เมลิซ่าวัยสิบห้าปีจบการศึกษา
จากโบสถ์และสอบเข้าโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นสำเร็จ กลายเป็น
นักเรียนเทคนิคทิงเก็นสาขาไอน้ำและเครื่องจักรเต็มตัว
ด้วยเหตุนี้ ค่าเล่าเรียนของเธอจึงเพิ่มเป็นสามเพนนี่ต่อ
สัปดาห์
ในทางกลับกัน บริษัทที่เบ็นสันทำงานได้รับผลกระทบอย่าง
หนักจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของทวีปใต้ กำไรเหือด
แห้ง ลูกค้าหดหาย พนักงานหนึ่งในสามถูกลอยแพอย่างไม่มี
ทางเลือก หากเบ็นสันต้องการรักษาสถานภาพพนักงานไว้ มัน
ต้องทำงานให้หนักกว่าปรกติหลายเท่า รวมถึงต้องเดินทางไปยัง
สถานที่ทุรกันดาร นั่นคือสาเหตุที่เบ็นสันไม่กลับบ้านติดต่อกัน
หลายวันในช่วงหลัง
ไม่ใช่ว่าไคลน์ไม่ต้องการช่วยพี่ชายแบ่งเบาภาระ แต่เมื่อเกิด
เป็นสามัญชน ไคลน์จำเป็นต้องศึกษาในโรงเรียนสามัญและ
มหาวิทยาลัยเพื่อให้แข่งขันกับครอบครัวขุนนางได้ทัดเทียม
ค่าเล่าเรียนมหาศาลของไคลน์ส่งผลให้ครอบครัวประสบ
ปัญหาด้านการเงินอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แต่นั่นคือสิ่งจำเป็น เพราะทายาทตระกูลขุนนางล้วนรู้ภาษา
โบราณทุกชนิดของทวีปเหนือตั้งแต่เด็ก แต่กลับกัน สามัญชน
จะได้เรียนเป็นครั้งแรกในระดับมหาวิทยาลัย
ทว่า นั่นมิได้ทำให้ไคลน์ย่อท้อ มันตั้งใจเรียนหนังสืออย่าง
หนักตั้งแต่ยังเล็ก ขณะเรียนมหาวิทยาลัย ทุกคืนต้องศึกษา
ตำราจนดึกดื่นและตื่นก่อนใครเสมอ
จนท้ายที่สุด ไคลน์เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนที่สูง
กว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย
ขณะความทรงจำมากมายเกี่ยวกับพี่ชายและน้องสาวกำลัง
ซัดโถมโจวหมิงรุ่ยอย่างไม่หยุดพัก เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนได้
ดังแว่วเข้ามากระทบแก้วหู
มันเพิ่งนึกได้ว่า ในมือยังกำลูกโม่ทองเหลืองแน่นถนัด นี่
เป็นอาวุธกึ่งควบคุมที่ต้องมีใบอนุญาต!
เมลิสซ่าอาจเข้าใจผิด และที่แย่ไปกว่านั้น บาดแผลตรงขมับ
ก็ยังไม่หายดี…
เมื่อตระหนักว่าน้องสาวอาจเปิดประตูเข้ามาทุกเมื่อ โจวห
มิงรุ่ยรีบใช้มือขวาปกปิดบาดแผล ส่วนมือซ้ายดึงลิ้นชักออกและ
กระแทกลูกโม่ลงไปจนเกิดเสียงดังโครม
“เกิดอะไรขึ้น?”
เมลิสซ่าเอ่ยปากถามหลังจากได้ยินเสียงกระแทก เธอยังอยู่
ในวัยช่างสงสัย ถึงจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเพราะความ
ยากจน แต่ยังคงมีท่าทีอยากรู้อยากเห็นเหมือนเช่นเด็กในวัย
สาวทั่วไป
เมื่อหันไปเห็นน้องสาวเปิดประตูพลางจ้องเข้ามาในห้อง
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย
ลิ้นชักยังไม่ถูกปิด มันจึงแสร้งหยิบบางสิ่งในลิ้นชักขึ้นมากำ
แทนลูกโม่เพื่อเบนความสนใจ และใช้กำปันดันลิ้นชักไม้กลับเข้า
ไปเพื่อซ่อนปืนให้มิดชิด
มือข้างขวาที่สัมผัสขมับเริ่มรับรู้สิ่งผิดปรกติ บาดแผลที่ควร
มีได้หายไป สมานติดกันอย่างสมบูรณ์ไร้ร่องรอย
โจวหมิงรุ่ยเริ่มคลายกำมือข้างซ้ายที่ใช้ดันลิ้นชัก จนเผยให้
เห็นนาฬิกาห้อยคอสีทองเหลืองทรงใบองุ่น
มันใช้ปลายนิ้วกดอย่างทะนุถนอม ฝาเครื่องดีดเปิดตาม
กลไกพร้อมเสียงกริ๊ก
ด้านในบรรจุภาพถ่ายบิดาของสามพี่น้อง เป็นสิ่งของมูลค่า
สูงสุดเท่าที่ทางกองทัพทิงเก็นจะหาคืนครอบครัวโมเร็ตติได้
แต่ด้วยความที่เป็นนาฬิกามือสอง เมื่อผ่านไปสักพัก เวลา
เริ่มเดินผิดเพี้ยน ถึงแม้จะมีช่างนาฬิกาหมั่นซ่อมบำรุงอย่าง
สม่ำเสมอแล้วก็ตาม
การระบุเวลาผิดได้สร้างความลำบากใจให้เบ็นสันบ่อยครั้ง
มันเคยชอบพกนาฬิกาเรือนนี้เพื่อเป็นของต่างหน้าพ่อ รวมถึง
เป็นสัญลักษณ์แทนผู้นำครอบครัว แต่เมื่อเริ่มบอกเวลา
ผิดพลาดบ่อยครั้งเข้า เบ็นสันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวางเก็บ
ไว้ที่บ้าน
เมลิสซ่าทำตัวสมกับความใฝั่ฝันที่จะเป็นช่างจักรกล ในช่วง
ต้น เธอตั้งใจศึกษากลไกการทำงานของนาฬิกาโดยละเอียด
จนกระทั่งเมื่อมีความรู้พร้อมซ่อม เครื่องมือหลายชนิดถูกยืม
จากโรงเรียนเทคนิคทิงเก็น และเธอบอกกับทุกคนว่าซ่อมมัน
สำเร็จแล้วเมื่อไม่นานมานี้
แต่หลังจากยืนพิจารณาอยู่พักหนึ่ง หมิงรุยพบว่าเข็มนาทีไม่
ขยับเขยื้อน จึงเลื่อนนิ้วขึ้นไปบิดเม็ดมะยมตามสัญชาตญาณ
ทว่า บิดเท่าไรก็ไม่ได้ยิงเสียงสปริง เข็มนาทียังคงนิ่งค้างใน
จุดเดิม
“ดูเหมือนจะเสียอีกแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มหันมองเมลิสซ่าเพื่อหาหัวข้อสนทนา น้องสาวสุดที่
รักมองตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดิน
เข้ามาคว้านาฬิกาไป
เมลิสซ่ายังคงไม่เป็นไหน เพียงยืนเพ่งนาฬิกาพร้อมกับใช้นิ้ว
ดึงเม็ดมะยมขึ้นหนึ่งล็อก เมื่อลองบิดซ้ายขวาสองสามครั้ง เข็ม
นาทีก็เริ่มส่งเสียงดังติ๊กต่อกอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าการดึงเม็ดมะยมขึ้นจะหมายถึงตั้งเวลาหรอก
หรือ… โจวหมิงรุ่ยขมวดคิ้วฉงน
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากวิหารพลันกังวานจากจุดห่าง
ออกไป สัญญาณดังขึ้นหกครั้ง หมายถึงเวลาหกโมงตรงในตอน
เช้า เป็นเสียงที่ใสกังวานเสนาะหู
เมลิซ่าเอียงคอฟังระฆังวิหารอย่างตั้งใจ เมื่อกลับเข้าสู่ความ
เงียบงัน เธอก้มลงหมุนเม็ดมะยมเพื่อปรับเวลาให้ตรงกัน
“ใช้ได้แล้ว”
เป็นถ้อยคำเรียบง่ายไร้อารมณ์เช่นเคย หลังจากเม็ดมะยม
ถูกกดลงดังกริ๊ก เมลิซ่ายื่นนาฬิกากลับให้โจวหมิงรุ่ย
มันอมยิ้มแทนคำขอบคุณ
เธอขมวดคิ้วพลางหรี่ตาจ้องพี่ชายคนกลางด้วยสายตาเสียด
แทง จากนั้นก็เดินกลับไปยังตู้เสื้อผ้าที่ห้องรวม เมลิสซ่า
จัดเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำพร้อมผ้าเช็ดตัว เมื่อเรียบร้อย เธอ
ออกจากห้องพักและมุ่งหน้าตรงไปยังห้องน้ำรวม
เหตุใดเธอถึงจ้องพี่ชายตัวเองด้วยสายตาเย็นชาและดูแคลน
ขนาดนั้น?
เป็นห่วงพี่ชายไม่เอาไหนงั้นหรือ?
หมิงรุ่ยเอียงคอพร้อมกับพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย มันส่ง
เสียงหัวเราะในลำคอ
ขณะเดียวกัน นาฬิกาในมือถูกนิ้วดันให้ฝาพับปิดลง จากนั้น
ก็กดเปิดเล่นอีกครั้ง หมิงรุ่ยมักมีนิสัยเล่นของบนมือขณะใช้
ความคิด
ไคลน์ยิงตัวตายด้วยลูกโม่โดยไม่ใส่ที่เก็บเสียง มันขอสมมติ
ให้เป็นการฆ่าตัวตายไปก่อน
เสียงจากปืนลูกโม่กระบอกนี้น่าจะคำรามได้กึกก้องพอตัว
แล้วเหตุใดเมลิซ่าถึงไม่เอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพี่ชาย
เลย…
หลับลึก? หรือว่าการฆ่าตัวตายของไคลน์จะมีเงื่อนงำ
มากกว่านี้?
กริ๊ก! ฝานาฬิกาเปิดออก
แกร่ก! ฝานาฬิกาปิดสนิท
เมื่อเมลิสซ่ากลับจากห้องน้ำรวม เธอเหลือบเห็นพี่ชายกำลัง
ยืนครุ่นคิดพลางปิดเปิดนาฬิกาเล่นอยู่พักใหญ่ สายตาของเด็ก
สาวแฝงด้วยความหงุดหงิดอีกครั้ง
ทว่า น้ำเสียงกลับอ่อนหวานนุ่มนวลสวนทาง
“ไคลน์ เอาขนมปังที่เหลือออกมา วันนี้อย่าลืมไปซื้อ
ของใหม่ด้วย เนื้อกับถั่วก็หมดแล้วเหมือนกัน การสัมภาษณ์งาน
ใกล้เข้ามาแล้วใช่ไหม ฉันจะทำสตูแกะใส่ถั่วให้”
ขณะกล่าว เมลิสซ่าเดินไปหยิบหม้อต้มกับถ่านฟืนจากมุม
ห้องและเริ่มต้มน้ำ
ก่อนน้ำเดือด เธอก้มดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดและหยิบบางสิ่ง
ออกมาด้วยท่าทางทะนุถนอมประหนึ่งเป็นสมบัติล้ำค่า
กระปุกใบชาราคาถูก!
เมลิสซ่าเปิดฝาหยิบออกมาราวสิบใบ โปรยลงไปในหม้อต้ม
สีหน้าพึงพอใจประหนึ่งกำลังชงชาแท้คุณภาพชั้นเลิศ
เมื่อร้อนได้ที่ เธอรินชาใส่ถ้วยสองใบใหญ่ จากนั้นก็ฉีกขนม
ปังไรย์ที่เริ่มแข็ง แบ่งกับกินกับพี่ชายสองคนอย่างเอร็ดอร่อย
บนผิวขนมปังไม่มีเศษฝุั่นผง ความนุ่มอยู่ในระดับปรกติ แต่
รสชาตินั้นเข้าขั้นบัดซบ…
ท้องที่หิวโหยของโจวหมิงรุ่ยยังไม่ถูกเติมเต็ม ร่างกายอ่อน
ล้าและปราศจากเรี่ยวแรงเหมือนเช่นเคย แต่ถึงจะบ่นในใจ
ทางเลือกคงมีไม่มากนัก ต้องฝืนกระเดือกขนมปังไรย์ในมือให้
หมด
เมลิสซ่ากินหมดหลังหมิงรุ่ยไม่นาน เธอจัดแจงเส้นผมสีดำ
ขลับไปด้านหลังพร้อมกับกล่าว
“อย่าลืมซื้อขนมปังสด เอามาแค่แปดปอนด์ก็พอ ช่วงนี้
อากาศร้อน ขนมปังจะเสียง่าย แล้วก็อย่าลืมซื้อเนื้อแกะกับถั่ว
มาด้วย ห้ามลืมเด็ดขาด!”
เป็นอย่างที่คิด เธอคงเป็นห่วงพี่ชายสุดบื้อของตัวเอง ถึงขั้น
เน้นยำหลายครั้งเพราะกลัวลืม… โจวหมิงรุ่ยอมยิ้มพลางผงก
ศีรษะ
“รับทราบ”
จากความทรงจำของไคลน์ หน่วยชั่งตวงของอาณาจักรโล
เอ็นจะใช้ ‘ปอนด์’ เป็นหลัก แปดปอนด์จะใกล้เคียงกับครึ่ง
กิโลกรัมของโลกเดิมที่มันคุ้นเคย
เมลิสซ่าไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงลงมือทำความสะอาดห้อง
รวมจนเรียบร้อย เศษขนมปังไรย์ที่เหลือถูกนำใส่กระเปั๋าสะพาย
เตรียมไว้เป็นอาหารกลางวัน
เมลิสซ่าหยิบผ้าคลุมหัวซึ่งมีสภาพค่อนข้างเก่าออกมาสวม
เป็นของต่างหน้าจากมารดาผู้ล่วงลับ จากนั้น เด็กสาวหยิบ
กระเปั๋าที่บรรจุเครื่องเขียนและหนังสือออกมาแขวนบ่า เป็นใบ
ที่ผ่านการซ่อมแซมครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยฝีมือเย็บปักที่เมลิ
สซ่าภาคภูมิใจ
ถึงคราวเธอออกเดินทางไปเรียนแล้ว วันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์
การเรียนการสอนจึงยาวนานตลอดทั้งวัน
หากด้วยเดินเท้า จากหอพักไปถึงโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นจะ
ใช้เวลาราวห้าสิบนาที่
ภายในเมืองมีบริการรถม้าสาธารณะ อัตราค่าโดยสาร
กิโลเมตรละหนึ่งเพนนี ค่าโดยสารสูงสุดในเขตเมืองจะมีราคาไม่
เกินสี่เพนนี และไกลสุดชานเมืองจะมีราคาไม่เกินหกเพนนี
แต่เพื่อประหยัดเงิน เมลิสซ่าเลือกเดินเท้าไปโรงเรียน
ขณะยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก เธอชะงักไปครู่หนึ่งหลังจาก
เปิดประตูค้างไว้ครึ่งบาน
เมลิสซ่าหันหลังกลับมากล่าว
“ไคลน์ อย่าซื้อมาเยอะเกินไปนะ เบ็นสันจะกลับมาวัน
อาทิตย์ เราสองคนต้องการขนมปังแค่แปดปอนด์เท่านั้น”
“รู้แล้วน่า”
โจวหมิงรุ่ยเริ่มตอบด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจ
ขณะเดียวกัน ภายในหัวกำลังทบทวนคำว่า ‘วันอาทิตย์’
ซ้ำหลายหน
อ้างอิงจากปฏิทินของทวีปเหนือ หนึ่งปีแบ่งออกเป็นสิบสอง
เดือน แต่ละปีจะมี 365 หรือ 366 วัน และในหนึ่งสัปดาห์จะ
แบ่งออกเป็นเจ็ดวัน
ตามหลักปรกติ การแบ่งสิบสองเดือนเกิดจากความรู้ด้าน
ดาราศาสตร์ของมนุษย์ โจวหมิงรุ่ยจึงนึกสงสัยว่า ที่นี่อาจเป็น
โลกคู่ขนานกับโลกที่ตนเคยอาศัย
แต่ในทางกลับกัน การแบ่งวันทั้งเจ็ดจะมีรากฐานมาจาก
ศาสนา
ทวีปเหนือมีเทพทั้งหมดเจ็ดองค์ประกอบด้วย เทพสุริยัน
เจิดจรัส เทพวายุสลาตัน เทพปัญญาความรู้ เทพธิดารัตติกาล
พระแม่ธรณี เทพสงคราม และเทพจักรกลไอน้ำ
เมื่อเห็นน้องสาวปิดประตูเดินจากไป โจวหมิงรุ่ยพลันถอน
หายใจยาว สมาธิทั้งหมดหันมาจดจ่อกับพิธีกรรมเปลี่ยนดวง
ชะตา
ขอโทษนะ… แต่พี่อยากกลับบ้าน…