ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 35 แลกเปลี่ยนข้อมูล
ไดอารีลับของโรซายล์·กุสตาฟ?
จักรพรรดิโรซายล์คนนั้นน่ะหรือ?
สมกับเป็นมิสเตอร์ฟูลผู้ยิ่งใหญ่ ความสนใจย่อมต้องยิ่งใหญ่
ตามไปด้วย… ออเดรย์ผงะเล็กน้อย ก่อนระลึกได้ว่านี่เป็นเรื่อง
ปรกติ
มีข่าวลือว่า จักรพรรดิโรซายล์เคยเห็นแผ่นศิลาเย้ยเทพด้วย
ตาตัวเองมาแล้ว และว่ากันว่า ไพ่ลับจำนวน ยี่สิบสองใบที่โร
ซายล์สร้างขึ้น มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับยี่สิบสองเส้นทางสู่ความ
เป็นเทพ ไม่แปลกที่ผู้วิเศษลำดับสูงจะแสวงหาข้อมูลเหล่านี้
“ไดอารี? นั่นคือไดอารีหรอกหรือครับ?”
อัลเจอร์ขมวดคิ้ว มันเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ… มิสเตอร์ฟูลกลับกล้าระบุชัดเจนว่า
สมุดบันทึกเล่มดังกล่าวเป็นไดอารี!
ชายคนนี้ทราบได้อย่างไร?
หรือว่า สามารถอ่านเนื้อความที่เขียนในสมุดบันทึกเล่ม
ดังกล่าวออก?
เมื่อถูกแฮงแมนตั้งคำถามด้วยสีหน้าตื่นตะลึง หมายความ
ว่าไคลน์ประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจให้อีก
ฝั่าย
ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางนำมือประสานไว้
ด้านหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“จงเรียกมันว่าไดอารีไปก่อน”
ไคลน์แบ่งรับแบ่งสู้
ออเดรย์เคยได้ยินทายาทของขุนนางชั้นสูงคนอื่นกล่าวถึง
สมุดบันทึกเล่มดังกล่าวอยู่บ้าง แต่เธอไม่มีรายละเอียดเชิงลึก
ของมัน เด็กสาวจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงใคร่รู้
“ได้ยินมาว่า เอ่อ… ไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์เล่ม
นั้นถูกเขียนไว้ด้วยภาษาที่เข้ารหัสซับซ้อน หรือไม่ก็สัญลักษณ์ที่
เขาคิดค้นขึ้นเอง”
“ถูกต้อง”
อัลเจอร์ตอบห้วน
“บางคนระบุว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวคืออักขระเวทมนตร์
โบราณ บ้างก็ชื่อว่าเป็นอักษรบรรพกาล จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มี
ใครสามารถถอดรหัสข้อความดังกล่าวได้สมบูรณ์ อย่างน้อยนี่
คือสิ่งที่ผมทราบ”
เมื่อกล่าวจบ อัลเจอร์รีบหันมองไคลน์เพื่อให้อีกฝั่ายบอก
เล่าข้อมูลเพิ่มเติม
อักษรถูกคัดลอกจากต้นฉบับมาแล้วหลายทอด ไม่แปลกที่
มันจะบิดเบี้ยวและอ่านได้ยากกว่าต้นฉบับ จากสติปัญญาของ
มนุษย์ คงยากที่จะให้ถอดรหัสภาษาจีนผิดเพี้ยนซึ่งถูกบิดเบือน
ไปตามกาลเวลา
ไคลน์ยังคงรักษามาดเข้ม มันอมยิ้มภายในหมอกสีเทาหนา
ทึบ
สำหรับฝั่ายที่มองว่าเป็นอักขระเวทมนตร์โบราณ ไคลน์
พลันนึกถึงมุกตลกหนึ่งได้
จอมเวทชั่วร้ายแต่งกายในชุดดำ ถลกแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้น
จนเผยให้เห็นสัญลักษณ์พิเศษของจักรพรรดิโรซายล์บริเวณ
หัวไหล่ เป็นอักษรจีนกลางสีฟั้าตัวใหญ่เขียนไว้ว่า :
โต้วปี ตัวตลกในหมู่เพื่อน
มุมปากไคลน์ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อจินตนาการถึงมุกตลก
สุดฝืดของโลกเก่า อารมณ์ของมันเริ่มแจ่มใสขึ้นกว่าเดิม
หลังจากได้ยินคำอธิบายของแฮงแมน เด็กสาวผมทองแสดง
สีหน้าครุ่นคิด
“ถ้าพวกเราอ่านไม่ออก… แล้วจะถ่ายทอดข้อมูลให้คุณ
ได้อย่างไรคะ? มิสเตอร์ฟูล หรือพวกเราต้องส่งจดหมายไปที่ใด
สักแห่ง?”
เป็นคำถามที่น่าสนใจ… ไคลน์ไม่คิดเสี่ยงให้ที่อยู่ของ
ตัวเอง การเชื่อมต่อออนไลน์ก็ต้องทำในรูปแบบออนไลน์
เท่านั้น…
มันไม่รีบให้คำตอบ มือที่กำลังประสานกันด้านหน้า นิ้วโปั้ง
ถูกกางออกจากกันเล็กน้อย ก่อนจะหุบกลับมาชนกันอีกครั้ง ทำ
สลับเช่นนี้ซ้ำไปมา เป็นสัญญาณการใช้สมองครุ่นคิด
จนกระทั่งได้ข้อสรุป
ในเมื่อตนสามารถสร้างห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์สุดหรูหราได้
ตามใจนึก เช่นนั้นแล้ว อาจพอมีหนทางที่จะแสดงภาพใน
จินตนาการของผู้อื่นออกมา
คงต้องทดสอบดูสักหน่อย…
ทันใดนั้น ทั้งแฮงแมนและจัสติสเห็นเดอะฟูลลุกขึ้นยืน
ท่ามกลางสายหมอกสีเทา
“มิสจัสติส ช่วยร่วมมือทดสอบสักหน่อย จงนึกถึง
ข้อความขึ้นมาหนึ่งประโยค จากนั้นก็เพ่งสมาธิและจินตนาการ
ภาพตัวเองเขียนมันลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงมือ
เขียนจริงด้วยปากกาที่เตรียมไว้ให้”
ยังไม่ทันที่ไคลน์จะกล่าวจบ กระดาษหนังแพะสีเหลือง
น้ำตาลและปากกาหมึกซึมสีดำแดงได้วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า
ออเดรย์
เด็กสาวจ้องมองปากกาด้วยท่าทีสับสนและไม่มั่นใจ แต่ก็
พยายามทำตามขั้นตอนที่อีกฝั่ายชี้แนะ เธอจินตนาการถึงกวีบท
หนึ่งซึ่งจักรพรรดิโรซายล์เคยแต่งไว้
“เมื่อย่างเข้าเหมันต์ ใบไม้ผลิก็ใกล้แค่เอื้อมมิใช่หรือ?”
หลังจากจินตนาการตัวเองทำการเขียนข้อความลงบน
กระดาษเสร็จ ออเดรย์หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาและเริ่มลงมือ
เขียนจริง
ไคลน์สัมผัสความคิดของหล่อนโดยมีปากกาหมึกซึมเป็น
สื่อกลาง มันถ่ายทอดในสิ่งที่ออเดรย์คิดลงบนกระดาษ
ในวินาทีที่ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษหนังแพะ เธอ
พลันเห็นข้อความประโยคหนึ่งถูกเขียนไว้เสร็จสรรพ
“เมื่อย่างเข้าเหมันต์ ใบไม้ผลิก็ใกล้แค่เอื้อมมิใช่หรือ?”
“สุดยอด! มหัศจรรย์มาก!”
ออเดรย์โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงสุดตกตะลึง ขณะเดียวกันก็
ออกอาการเศร้าซึม
เด็กสาวผมทองชำเลืองมองไคลน์ด้วยสีหน้าหวาดระแวง
และตึงเครียด
“มิสเตอร์ฟูล… คุณอ่านความคิดของฉันได้หรือคะ?”
“ไม่เลย เราเพียงชี้นำเท่านั้น อาศัยแรงปรารถนาที่เจ้า
ต้องการเขียน ช่วยถ่ายทอดภาพที่อยู่ในหัวออกมา หากเจ้าไม่
ต้องการเปิดเผย ข้อความก็จะไม่ปรากฏ”
ไคลน์พยายามสงบสติหล่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แบบนี้นี่เอง… ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็แค่จดจำ
สัญลักษณ์ของจักรพรรดิโรซายล์ให้ได้ จากนั้นค่อยถ่ายทอดให้
คุณภายหลังใช่ไหม?”
ออเดรย์ถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง
“ถูกต้อง”
ไคลน์ตอบเรียบง่าย
“เป็นวิธีที่ดีมาก มิสจัสติส คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความสามารถในการจดจำ หลังจากกลายเป็น ‘ผู้ชม’ แล้ว
พลังความจำของคุณจะพัฒนาจนอยู่ในระดับน่าทึ่ง”
อัลเจอร์เฝั้ามองการทดลองอย่างใกล้ชิด มันพบว่าเดอะฟูล
ผู้นี้ทรงพลังและทรงปัญญากว่าที่ตนจินตนาการไว้มาก…
สำหรับอัลเจอร์ ด้านความจำไม่ใช่ปัญหา หากการเลื่อน
ระดับครั้งถัดไปสำเร็จ พลังความจำของมันจะเพิ่มขึ้นจากเดิม
หลายเท่า
เมื่อได้ยินแฮงแมนกล่าวเช่นนั้น ออเดรย์ผงกศีรษะด้วย
ความเบาใจ
“ขอบคุณที่ช่วยเตือนค่ะ มิสเตอร์แฮงแมน คุณยังมีเคล็ด
ลับเกี่ยวกับเส้นทางผู้ชมเพิ่มเติมอีกไหม?”
ขณะกล่าว เธอแอบชำเลืองไปยังหัวโต๊ะ
“มิสเตอร์ฟูล ดิฉันจะพยายามเต็มที่เพื่อให้ภารกิจของ
คุณลุล่วง จะใช้เส้นสายทั้งหมดสำหรับรวบรวมไดอารีจักรพรรดิ
โรซายล์จำนวนมาก”
“เราเคยกล่าวไปแล้วว่า เราชื่นชอบที่จะแลกเปลี่ยนอย่าง
เท่าเทียม ส่วนค่าตอบแทนล่วงหน้าที่บอกใบ้ไปเมื่อครู่ มูลค่า
ของมันเทียบเท่าไดอารีจำนวนสองหน้า หากรวบรวมได้
มากกว่านั้น เราก็จะชดเชยให้พวกเจ้าเพิ่ม”
ไคลน์กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมลุ่มลึก คล้ายคลึงกับผู้ใหญ่ที่ไม่
คิดเอาเปรียบเด็ก
แต่ความจริงแล้ว มันกำลังเอาเปรียบ…!
เพราะในส่วนของค่าตอบแทนเพิ่มเติม ชายหนุ่มคิดจะนำ
ข้อมูลจากไดอารีหน้าใหม่เหล่านั้นมาบอกเล่ากับคนทั้งสอง
เหมือนที่เคยทำ หากินเป็นวัฏจักรเวียนวนเช่นนี้ไม่รู้จบสิ้น
“สมกับเป็นสุภาพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่”
อัลเจอร์ที่เงียบงันมานาน มันก้มศีรษะคำนับพลางแนบ
กำปันไว้บนหน้าอก
หลังจากเงยหน้าขึ้น อัลเจอร์หันไปกล่าวกับจัสติส
“ผมขอเน้นย้ำอีกครั้งก็แล้วกัน… ผู้ชมจะเป็นได้เพียง
ผู้ชมวันยังค่ำ”
“ผมเคยเห็น ‘ผู้ชม’ หลายคนที่อินกับบทบาทของ
นักแสดงจนเกินพอดี จึงถูกอารมณ์ของนักแสดงครอบงำโดยไม่
รู้ตัว ส่งผลให้อารมณ์อันหลากหลายพรั่งพรูเข้าใส่อย่างรุนแรง
ทั้งหัวเราะ โมโห และร้องไห้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมพึงกระทำ”
“เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลในสังคมที่สวมหน้ากากเข้าหา
กัน คนเหล่านั้นคือนักแสดงซึ่งกำลังปกปิดตัวตนที่แท้จริง คุณ
ห้ามมีอารมณ์ร่วมไปกับคนเหล่านี้โดยเด็ดขาด หน้าที่ของคุณ
คือเฝั้าสังเกตรายละเอียดเล็กน้อยด้วยความสุขุม เพ่งสมาธิหา
สิ่งผิดปรกติ เช่นอิริยาบถเมื่ออีกฝั่ายโกหก หรือกลิ่นอายเจือจาง
ของอารมณ์ประหม่า หากทำได้โดยสมบูรณ์แบบ คุณจะจับ
โกหกมนุษย์ทุกคนบนโลกได้”
“มนุษย์จะมีอารมณ์และกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป
ส่วนมากมักเก็บซ่อนไว้ด้านในอย่างมิดชิดโดยไม่เปิดเผยให้ใคร
เห็น แต่สำหรับ ‘ผู้ชม’ ที่เก่งฉกาจ พวกเขาสามารถขุดคุ้ย
กลิ่นดังกล่าวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”
“เมื่อไรก็ตามที่คุณใช้อารมณ์มากเกินไป พลังสังเกตก็จะ
เริ่มเอนเอียง การสัมผัสถึงอารมณ์ที่แท้จริงของผู้อื่นก็ยิ่งทำได้
ยาก เพราะจิตใจกำลังถูกรบกวนด้วยอารมณ์เข้มข้นของ
ตัวเอง”
ออเดรย์ฟังอย่างตั้งใจ แววตาของเธอกำลังเปล่งประกายสุด
ขีด
“น่าสนใจมาก… สุดยอดไปเลย!”
ไคลน์ที่ได้ฟังเช่นนั้นเริ่มเข้าใจบางสิ่ง
หากมันตีความไม่ผิด โอสถผู้ชมจะมีหลักการสำคัญก็คือ
‘ต้องวางตัวเป็นกลางและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว’
เหมือนกับการสวมบทบาทเป็นผู้ชมตัวจริงเลยแฮะ…
เดี๋ยวก่อน… สวมบทบาท?
ความหมายเดียวกับ ‘สวมบทบาท’ ที่จักรพรรดิโรซายล์
เอ่ยถึงรึเปล่า?
ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องสวมบทบาทเป็นนักทำนาย เพื่อให้
ย่อยพลังโอสถได้เร็วขึ้น?
ขณะไคลน์กำลังดำดิ่งในห้วงความคิด อัลเจอร์กล่าวกับออ
เดรย์ว่า ตัวมันไม่มีคำแนะนำใดเพิ่มเกี่ยวกับโอสถผู้ชมอีกแล้ว
ไคลน์กวาดสายตามองหนึ่งรอบ
“หมดธุระหรือยัง?”
“ผมคิดว่า พวกเราควรแลกเปลี่ยนข้อมูลรอบตัวสัก
เล็กน้อย เพื่อให้ทราบความเป็นไปของโลกในมุมที่แตกต่างกัน
สำหรับคุณอาจเป็นเรื่องด้อยค่า แต่สำหรับพวกเรา ข้อมูล
เหล่านี้อาจมีประโยชน์มหาศาล”
“ไม่มีปัญหา”
ไคลน์พยักหน้าพลางเอนหลังพิงเก้าอี้
ภายในหัวชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดหาวิธี ‘สวมบทบาท’
เป็นนักทำนาย ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มีค่า ไม่ว่าจะ
เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
ความเห็นของอัลเจอร์จึงนับว่าน่าสนใจมากทีเดียว และการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลคงไม่ทำให้ตนตกเป็นฝั่ายเสียเปรียบ
“ถ้าอย่างนั้น เริ่มที่คุณก่อนดีไหมคะ? มิสเตอร์แฮง
แมน”
ออเดรย์กำลังตื่นเต้น
อัลเจอร์ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเล่า
“โจรสลัดต่ำทรามที่เรียกตัวเองว่า นายพลโจรสลัด·ลู
เธอร์ไวล์ เริ่มล่องเรือสำรวจสุดขอบตะวันออกของทะเลโซเนีย
อีกครั้ง”
“หือ? เจ้าของ ‘ทิวลิปดำ’ น่ะหรือ?”
ออเดรย์ถามพลางครุ่นคิด
“ถูกต้อง”
อัลเจอร์พยักหน้า
ไม่รู้จักเลยแฮะ… ไคลน์นั่งฟังอย่างเงียบงัน ขณะเดียวกัน
ก็ครุ่นคิดถึงข้อมูลที่ตนจะนำไปแลกเปลี่ยนกับทั้งสอง
ต้องเป็นข้อมูลซึ่งไม่เปิดเผยตัวตน แต่ก็ต้องมีน้ำหนักมาก
พอจะสร้างความน่าเชื่อถือ
พลังจากไตร่ตรองสักพัก มันก็ได้ข้อสรุป ไคลน์ยังคงรักษา
มาดเคร่งขรึมของเดอะฟูลไว้ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะ
ทองเหลืองอย่างนุ่มนวล
“เท่าที่เราทราบ ลัทธิเร้นลับได้ทำสมุดบันทึกตระกูลอันที
โกนัสสูญหาย”
นี่มิใช่ข้อมูลเฉพาะของเหยี่ยวราตรีสาขาทิงเก็นเท่านั้น แต่
ผู้วิเศษที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสมาชิกลัทธิเร้นลับก็ย่อมทราบ
ไม่มีทางถูกสืบสาวถึงตัวตนด้วยข้อมูลนี้แน่
“สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส?”
อัลเจอร์ส่ายศีรษะพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง
“ถ้าโบสถ์เทพธิดารัตติกาลรู้เรื่องนี้เข้า พวกมันจะมีท่าที
เช่นไรกัน…”
เดี๋ยวก่อน… ทำไมนายถึงเอ่ยชื่อโบสถ์เทพธิดารัตติกาล
ออกมาตั้งแต่คำแรก? ไคลน์สัมผัสถึงลางร้าย แต่มันไม่กล้าเอ่ย
ปากถาม การกระทำน่าอับอายรังแต่จะทำให้สูญเสียภาพลักษณ์
เดอะฟูลโดยเปล่าประโยชน์
ทันใดนั้น ออเดรย์โพล่งด้วยน้ำเสียงฉงน
“ทำไมต้องมีท่าทีด้วย? โบสถ์เทพธิดาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้
อย่างไรหรือ?”
อัลเจอร์ยังคงยิ้ม
“ตระกูลอันทีโกนัสถูกทำลายด้วยน้ำมือโบสถ์เทพธิดา
รัตติกาล”
“ไม่แน่ใจว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในตอนปลายยุคสมัยที่สี่
หรือว่าต้นยุคสมัยที่ห้า”
นั่นมัน… นัยน์ตาไคลน์พลันหดลีบ ร่างกายเย็นวาบไปถึง
ไขสันหลัง
กะแล้วเชียว
มิน่า… เหยี่ยวราตรีเมืองทิงเก็นถึงได้ให้ความสำคัญกับ
สมุดบันทึกอันทีโกสมากขนาดนั้น
และสาเหตุที่เหยี่ยวราตรี ‘ตอบแทน’ ตนด้วยการเลื่อน
ระดับให้เป็นผู้วิเศษ แม้จะอ้างว่าตอบแทนในเรื่องที่ช่วยเหลือ
จับกุมตัวสมาชิกลัทธิเร้นลับ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เหยี่ยว
ราตรีเพียงต้องการให้มันเพิ่มสัมผัสวิญญาณ เพื่อที่จะได้พบ
เบาะแสสมุดบันทึกเล่มดังกล่าวได้ง่ายขึ้น!
หัวหน้าไม่ได้ปกปิด ดันน์·สมิทเคยพูดเกริ่นไว้แล้วหลาย
ครั้ง เพียงแต่ตัวมันไม่เอะใจ…
หลังจากได้ยินคำอธิบายจากแฮงแมน เด็กสาวผมทองแสดง
สีหน้าตื่นเต้นยิ่งกว่าเก่า
“ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นด้วย…
เอาล่ะ ถึงตาฉันแล้ว ขอนึกก่อนนะคะว่าจะเล่าเรื่องไหนดี”
ทายาทขุนนางสาวสวยเอียงคอครุ่นคิดโดยใช้มือข้างหนึ่ง
รองศีรษะไว้
“เมื่อวาน… ครูสอนมารยาทได้สอนวิธีการเป็นลมอย่าง
สง่างามโดยไม่เสียจริตของสตรีและไม่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อที่จะได้
ใช้หลีกหนีจากสถานการณ์อึดอัดหรือขณะถูกผู้ชายตามจีบ…
ฮิฮิ ขออภัยค่ะ ที่เล่าไปเมื่อครู่เพราะกำลังเรียบเรียงความทรง
จำ…”
“ของจริงที่จะเล่าก็คือ หลังจากอาณาจักรโลเอ็นพ่ายแพ้
ในสนามรบชายฝังตะวันออกของไปลัน ทั้งกษัตริย์ รัฐมนตรี
และเหล่าขุนนางต่างพากันตึงเครียดอย่างหนัก พวกเขาต้องการ
ความเปลี่ยนแปลง”