ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 352 อาหารเช้า
หือ…นี่ก็อีกหนึ่งถ้อยคำบูชาดวงจันทร์แต่ไม่นับถือเทพธิดา
รัตติกาล?
ไคลน์ก้มหน้าไตร่ตรองหาสาเหตุ
มันได้ยินประโยคข้างต้นครั้งสุดท้ายขณะกำลังศึกษาข้อมูล
ของโรงเรียนชีวิต จึงไม่คิดว่าราชาหมอผี คารามัน ผู้อาศัยบน
ทวีปใต้มาตลอดชีวิต จะมีแนวคิดออกมาในลักษณะเดียวกัน
ในยุคไร้ชีวิตชีวาช่วงปลายยุคสมัย 4 ทะเลคลั่งเกิดการ
อาละวาดหนักหน่วง ส่งผลให้ทวีปเหนือและใต้ตัดขาดกันอย่าง
สมบูรณ์
ทางด้านโรงเรียนชีวิตถูกก่อตั้งขึ้นบนทวีปเหนือในช่วงต้น
ยุคสมัย 5 พวกมันจึงไม่มีทางส่งคนไปเผยแผ่ศาสนาบนทวีปใต้
ได้แน่นอน นอกเสียจากจะรอให้จักรพรรดิโรซายล์สำรวจ
เส้นทางเดินเรือสำเร็จเป็นคนแรกของโลกในอีกหลายร้อยปีถัด
มา
แต่ในทางกลับกัน ราชาหมอผีคือบุคคลบนหน้า
ประวัติศาสตร์สำคัญ ซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างมากในช่วงหนึ่งพันปี
ก่อน หรือก็คือ ทวีปใต้ยังไม่ถูกทวีปเหนือล่าอาณานิคมใน
ขณะนั้น
สรุปโดยสั้น องค์กรลับของผู้วิเศษสองแห่งบนสองทวีปซึ่ง
ถูกตัดขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์ ต่างประกาศตัวว่านับถือดวง
จันทร์ มิใช่เทพธิดารัตติกาล ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
ความบังเอิญเช่นนี้ หากใครทราบเข้าก็คงพากันฉงนและ
เกิดความเคลือบแคลง
หรือว่า…การถือกำเนิดของเจ็ดเทพจารีตยุคใหม่ ได้ทำให้
อำนาจของดวงจันทร์บรรพกาลอ่อนแอลง แต่ด้วยฐานะของ
เทพซึ่งเคยมีตัวตนอยู่จริงมานานหลายปี เหล่าอดีตสาวกจึงไม่
ยอมให้พระนามของท่านถูกลืมเลือน.
ดังนั้น ถึงแม้เทพธิดารัตติกาลจะยึดครองอำนาจแห่งดวง
จันทร์มาเป็นของตน แต่บรรดาทายาทสาวกดวงจันทร์ยังคงแฝง
ตัวอยู่ทั่วโลกมาตั้งแต่ยุคสมัย 4 ไม่สิ บางทีอาจตั้งแต่ยุคสมัย 3
หรือก่อนหน้านั้นอีก.
หลายปีถัดมา หลังจากทวีปเหนือใต้ถูกแยกออกจากกัน
สาวกของดวงจันทร์จึงพยายามก่อตั้งลัทธิบูชาดวงจันทร์ขึ้นใหม่
โดยฝังหนึ่งคือหนึ่งราชาหมอผี และอีกฝังหนึ่งคือโรงเรียนชีวิต?
ไคลน์ลองคาดเดา แต่เนื่องจากมีข้อมูลน้อยเกินไป การ
สรุปผลจึงยังทำไม่ได้
มันยอมแพ้และตัดสินใจเก็บไว้ไตร่ตรองคราวหน้าหลังจากมี
ข้อมูลเพิ่มเติม สายตาถูกกวาดผ่านเนื้อหาอื่นๆ บนหนังสือแห่ง
ความลับอย่างรวดเร็ว
ในช่วงต้น ราชาหมอผีคารามันอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า
หลักพิธีกรรม พันธสัญญา และโหราศาสตร์ทั้งหมดภายใน
หนังสือเล่มนี้ คือองค์ความรู้ซึ่งถูกสืบทอดมาจากบรรพชนของ
สาวกแห่งดวงจันทร์ โดยพระนามเต็มอันสูงส่งของท่านคือ
“จันทร์แดงเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียว…สัญลักษณ์แห่งความ
งามและชีวิต…มารดาแห่งพลังวิญญาณทั้งปวง”
ดวงจันทร์บรรพกาลมีพระนามเต็ม…!
ทว่า ฟังดูสั้นไปนิดเมื่อเทียบกับเจ็ดเทพจารีตอย่างเทพธิดา
รัตติกาลหรือพระแม่ธรณี และหากเทพเร้นลับตนนี้ยังมีชีวิตอยู่
สาวกย่อมต้องเรียกขานด้วยชื่ออื่น ไม่ใช่ปั่าวประกาศว่าตนเป็น
ผู้บูชา ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ แสนธรรมดาเยี่ยงนี้.
ไคลน์พบความไม่ชอบมาพากล จึงพยายามวิเคราะห์ด้วย
ข้อมูลในมืออย่างสุดความสามารถ
จากประสบการณ์ หากประกอบพิธีกรรมและสวดภาวนาถึง
‘สตรีสีชาด’ จะทำให้พิธีกรรมมุ่งเปั้าไปยังเทพธิดารัตติกาล
โดยตรง แต่ถ้าสวดภาวนาด้วยนามคล้ายคลึงกันของดวงจันทร์
บรรพกาลแทน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พิธีกรรมจะเบนเปั้าไปยัง
เทพเร้นลับตนดังกล่าว.
ชักอยากรู้แล้วว่าเป็นเทพแบบไหน.
ไคลน์ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
เนื่องจากมีเวลาไม่มาก มันรีบอ่านผ่านตาและจับใจความ
คารามันยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า พิธีกรรมและพันธ
สัญญาของตนมุ่งเปั้าไปยังดวงจันทร์บรรพกาล
สำหรับไคลน์ เรื่องนี้ไม่น่ากังวล มันไม่ได้คิดจะ
ลอกเลียนแบบพิธีกรรมของคารามันให้เหมือนทุกกระเบียดนิ้ว
อยู่แล้ว ชายหนุ่มไม่ต้องการนำพาความฉิบหายมาสู่ตัวเอง
เพราะยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าดวงจันทร์บรรพกาลมีอุปนิสัยเป็น
เช่นไร ไคลน์เพียงต้องการทราบโครงสร้างพื้นฐาน แก่นสำคัญ
และรายละเอียดของพิธีกรรมระดับสูงเพื่อเป็นแนวทาง
จากนั้นก็นำมาปรับแต่งและสร้างใหม่ให้เป็นพิธีกรรม พันธ
สัญญา และโหราศาสตร์ ของราชันเหลือดำผู้ครองพลังโชคลาภ
บางที่ ในอนาคตแสนไกล เราอาจสร้างหลักการเวทมนตร์
ของตัวเองขึ้นมาได้.
ไคลน์รำพันพลางปลดสร้อยข้อมือ และทำนายถามว่า
เนื้อหาภายในหนังสือแห่งความลับเป็นความจริงหรือไม่
หลังจากได้รับคำตอบยืนยัน ชายหนุ่มไม่รีบร้อนทำนายหา
สูตรโอสถเส้นทางนักโทษจากตะกอนพลังของมนุษย์หมาปั่า
เพราะมันไม่ต้องการนำไปขายและเพิ่มจำนวนผู้วิเศษของ
เส้นทางสุดแสนอันตราย
เช่นเดียวกันกับขวดพิษชีวภาพ ไคลน์ไม่รีบร้อนทำการ
ทดลองโดยละเอียด
หลังจากส่งตัวเองกลับมายังโลกจริง อันดับแรกคือการเปิด
ผ้าม่านภายในห้อง ตามด้วยการแหงนหน้าขึ้นไปมองดวง
อาทิตย์ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพมากพอจะมอบแสงสว่างให้กับกรุง
เบ็คลันด์เบื้องล่าง เอาแต่หลบหลังกลุ่มเมฆหนาทึบและแผ่แสง
สีส้มซีดจาง
“ฮัดเช่ย!”
ไคลน์รีบปิดจมูกปากพร้อมกับจามเสียงดัง
ทันใดนั้น มันสัมผัสได้ว่าศีรษะของตนกำลังวิงเวียนและร้อน
ฉ่า สมองเบาหวิวอื้ออึงคล้ายกับมีไข้สูง
ไม่น่าเชื่อ ในฐานะลำดับ 7 นักมายากล เราสามารถปั่วย
เป็นไข้หวัดได้ด้วยหรือ?
ไคลน์รีบดึงกระดาษทิชชูออกมาซับน้ำมูก
จากนั้น มันก้มหน้าตรึกตรองสักพัก จนกระทั่งเริ่มตระหนัก
ถึงสาเหตุ
ไม่ผิดแน่ ผลข้างเคียงของขวดพิษชีวภาพ จะทำให้ร่างกายผู้
ครอบครองมีภูมิคุ้มกันต่ำลงและปั่วยเป็นไข้สูง!
หากปล่อยเอาไว้นาน ผลลัพธ์สุดท้ายอาจหมายถึงความ
ตาย…
และเหมือนกับผลข้างเคียงของสมบัติวิเศษทุกชนิด ผนึก
กำแพงวิญญาณไม่สามารถปิดกั้นอิทธิพลของมันได้!
ย้อนกลับไปเมื่อคืน ร่างกายไคลน์อ่อนแอลงเนื่องจากใช้
พลังวิญญาณจนเหือดแห้ง แถมยังถูกพิษเล่นงานก่อนหน้านั้น
โดยต้องไม่ลืมว่า มันนั่งสวดภาวนาอยู่ในวิหารชะแลงนานกว่า
ครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นได้พกขวดพิษชีวภาพติดตัวตลอดเวลา
และยังมีช่วงเวลาขณะเรานั่งรถม้ากลับมายังถนนมินส์.
ขอบคุณสวรรค์…แค่ปั่วยเป็นหวัด ไม่ร้ายแรงไปมากกว่านี้.
ไคลน์จามดังอีกครั้ง ก่อนจะเข้าไปแช่น้ำอุ่นในอ่างใหญ่
อย่างสุขกายสบายใจ
ถัดมา มันล้างหน้าล้างตาและบ้วนปาก ตามด้วยการเดินลง
มาทอดไข่เพื่อให้รางวัลตัวเองสำหรับความสำเร็จเมื่อคืน กลิ่น
หอมกรุ่นของไข่ดาวได้ชวนให้น้ำลายสอ
ไม่ผิดแน่…หนังสือแห่งความลับของราชาหมอผีคารามัน
และขวดพิษชีวภาพ สมบัติวิเศษสองชิ้นนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเข็ม
กลัดสุริยันเลยสักนิด และเมื่อนับรวมตะกอนพลังของมนุษย์
หมาปั่าเข้าไป เราประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เพียงชั่ว
ข้ามคืน.
เรื่องน่าเสียดายเดียวก็คือ การพลาดตะกอนพลังของซอมบี้
เจสัน.
ไคลน์นั่งรำพันบนโต๊ะอาหาร ขณะกินก็นึกทบทวน
ความสำเร็จเมื่อคืนไปพลาง
ต้องไม่ลืมอีกหนึ่งเรื่องน่าปวดใจ เมื่อคืนมันใช้กระสุนพิเศษ
ไปทั้งสิ้น 11 นัด โดยแต่ละนัดมีมูลค่าเทียบเท่าเงินสิบปอนด์!
หมายความว่า เราสูญเงินไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยปอนด์ แบบนี้ไม่
ต่างอะไรกับการใช้เงินสร้างความเสียหายใส่ศัตรู…เข้าใจแล้วว่า
ทำไมผู้วิเศษลำดับกลางและล่าง ถึงต้องกะเสือกกระสนดิ้นรน
ไขว่คว้าเงินทองนัก.
ไคลน์ก้มมองจานอาหารเช้า
และนี่ก็เสียเงินเพิ่มอีกหลายเพนนี!
หลังจากจบมื้อเช้า ชายหนุ่มนั่งอ่านความคืบหน้าของ
บ้านเมืองจากหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยใช้กระดาษ
ทิชชูสั่งน้ำมูกเป็นระยะ
ในวินาทีเสียงระฆังจากวิหารดังกังวาน เสียงกริ่งบ้านไคลน์ก็
ดังระงมไม่แพ้กัน
ชายหนุ่มไม่แปลกใจเมื่อพบว่าผู้มาเยือนคราวนี้คือไมค์·
โยเซฟจากหนังสือพิมพ์เกาะกระแสรายวัน
นักข่าวผู้มีดวงตาสีฟั้างดงาม หนวดเคราทรงเสน่ห์ และ
ผิวพรรณหยาบกร้าน ทำการถอดหมวกพลางกล่าวทักทาย
เจ้าของบ้าน ก่อนจะตรงเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม
“นักสืบโมเรียตี้ ตกลงว่าคุณว่างรับงานบอดี้การ์ดไหม?”
แม้เราจะเป็นไข้เล็กน้อย แต่การปฏิเสธงานคงไม่ใช่เรื่องดี
แน่ แบบนั้นจะยิ่งทำให้คนใกล้ตัวเกิดความสงสัย โดยเฉพาะ
หลังจากเกิดเหตุความวุ่นวายได้ไม่นาน.
ไคลน์ ผู้เพิ่งเสร็จภารกิจใหญ่เมื่อคืน ฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็น
มิตร
“ผมยังปั่วยอยู่นิดหน่อย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อฝีมือการ
ยิงปืนหรือต่อสู้แน่นอน”
ไมค์ยิ้มรับ
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ ถ้าอย่างนั้นรีบไปกันเถอะ
แล้วก็…นักสืบโมเรียตี้ คุณรับประทานอาหารเช้าแล้วหรือยัง?
ในฐานะผู้ว่าจ้าง ผมต้องเลี้ยงอาหารคุณ”
หมอนี่ชวนเรากินอาหารเช้า?
ไคลน์ไม่อยากเชื่อหู
“ผมเพิ่งกินเสร็จ แต่ขอแนะนำให้คุณไปนั่งกินอาหารเช้า
ในร้านย่านเขตตะวันออก เชื่อผมเถอะ คุณจะได้พบเห็นสิ่ง
น่าสนใจมากมายแน่นอน ส่วนผมขอแค่กาแฟสักแก้วก็
พอแล้ว”
“ตกลง” ไมค์ชี้นิ้วไปยังทิศทางหนึ่ง
“รถม้ารออยู่ตรงนั้น”
ไคลน์จ้องมองอีกฝั่ายหัวจรดเท้า
“มิสเตอร์ ผมคิดว่าคุณควรเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสัก
หน่อย แบบนี้มันหรูหราเกินไป งานของผมคงได้ล้นมือพอดี”
ไมค์ก้มมองเสื้อโค้ทขนสัตว์หรูหราพลางส่งเสียงซักถาม
“ชุดของผมเป็นจุดสนใจมากไปเกินหรือ?”
“ลืมแล้วหรือ ปลายทางของพวกเราคือเขต
ตะวันออก” ขณะกล่าว ไคลน์ชี้นิ้วเข้าไปในบ้าน “ผมมีชุด
สำรองเตรียมไว้สำหรับงานประเภทนี้โดยเฉพาะ พวกเราคงมี
ขนาดร่างกายไม่ต่างกันสักเท่าไร”
ไมค์ออกปากชมเปาะ
“มืออาชีพสมชื่อ”
ถ้ามืออาชีพด้านรนหาความตายล่ะก็ใช่.
ไคลน์รำพัน
หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดคนงานสีฟั้าอมเทาไม่สะดุดตา คนทั้ง
สองนั่งรถม้าตรงไปยังย่านรอบนอกของเขตตะวันออกทันที่
.
“ฮัดเช่ย!”
ชายหนุ่มหยิบกระดาษทิชชูออกมาเช็ดปากและจมูก ก่อน
จะสั่งน้ำมูกปิดท้าย
ในเมื่อรถม้าไม่มีถังขยะ มันจำใจพับทิชชูให้เป็นชิ้นเล็กและ
ยัดใส่กระเปั๋าเสื้อ
“อาหารของร้านนี้พอกินได้ คุณภาพตามประชากรของ
เขตตะวันออก” ไคลน์ชี้ไปยังร้านกาแฟสภาพค่อนข้างเก่า
ตรงมุมถนน
มันมักแวะมากินอาหารเช้าร้านนี้เสมอ หากมีภารกิจต้อง
นอนค้างคืนในห้องพักหนึ่งเตียงนอนบนถนนปาล์มดำซึ่งอยู่
ถัดไปไม่ไกล
“สภาพดูดี ยังกับร้านอาหาร”
ไมค์คาดไม่ถึงว่านั่นคือร้านกาแฟ
ปัจจุบันเป็นเวลาเก้าโมงกว่า ส่งผลจำนวนคนในร้านมีไม่
มากนัก เนื่องจากชาวเขตตะวันออกส่วนใหญ่จะจัดการอาหาร
มื้อเช้าให้เสร็จก่อนเจ็ดโมง
หลังจากเดินนำไมค์เข้ามาในร้านและสั่งสตูเนื้อมันฝรั่ง ขนม
ปัง และกาแฟ ไคลน์เดินมองหาโต๊ะติดกระจกเพื่อนั่งชมวิวริม
ถนน
ทันใดนั้น มุมสายตาพลันเหลือบเห็นคนรู้จัก เป็นชายสูงวัย
ซึ่งมันเคยเลี้ยงอาหารด้วยความสงสาร ย้อนกลับไปในตอนนั้น
ไคลน์อ้างตัวเป็นนักข่าวเพื่อขอสัมภาษณ์
จริงสิ เขาเป็นคนแนะนำร้านนี้ให้เรา…
แล้วทำไมถึงกินอาหารเช้าในเวลาแบบนี้?
หลังจากใช้ความคิดสักพัก ไคลน์หันไปมองไมค์และส่งเสียง
กระซิบ
“ผมหาคนสัมภาษณ์ให้คุณได้แล้ว”
เมื่อกล่าวจบ มันเดินถือแก้วกาแฟไปทาง ‘คนเร่ร่อน’
ชายคนดังกล่าวยังคงแต่งกายด้วยแจ็คเก็ตเก่าโทรมตัวเดิม
เส้นผมยุ่งเหยิงมันเยิ้ม หนวดเครารกรุงรังเช่นเคย เพียงแต่ไม่ได้
แสดงสีหน้าอิดโรยและขาวซีดเหมือนคราวก่อน
“อรุณสวัสดิ์ พวกเราพบกันอีกแล้วนะ” ชายหนุ่มนั่ง
ลงฝังตรงข้ามพร้อมกับส่งเสียงทักทาย สายตาชำเลืองมื้ออาหาร
ของอีกฝั่าย ประกอบด้วยขนมปังดำและชาแก้วใหญ่ด้อย
คุณภาพ ราคาเพียงหนึ่งเพนนี
ชายสูงวัยเงยหน้ามอง มันหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะอุทาน
อย่างประหลาดใจ
“คุณนักข่าว? เป็นคุณเองหรือ!”
…ไคลน์ยิ้มแห้งและรีบชี้ไปทางไมค์
“นี่คือเพื่อนของผม เขาต้องการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก
ต่อจากคราวก่อน”
ในฐานะนักข่าวมากประสบการณ์ ไมค์ไม่เปลี่ยนสีหน้า
หลังจากได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ เพียงอมยิ้มให้ชายสูงวัยอย่าง
อบอุ่น
ในสายตาไมค์ เรื่องนี้ไม่ผิดปรกติสักเท่าไร โดยเฉพาะตัวตน
นักข่าวปลอมของนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ เพราะหากยังจำ
กันได้ เป็นไมค์นี่เอง ผู้เคยทำบัตรนักข่าวปลอมให้ไคลน์!
“คุณเป็นนักข่าวจริงด้วย!” ชายสูงวัยกล่าวด้วยสีหน้า
ประหลาดใจ “แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความใจกว้างของ
คุณ”
ไคลน์ยิ้มรับ
“หลังจากวันนั้นเป็นยังไงบ้าง?”
คนเร่ร่อนดื่มชาหนึ่งคำใหญ่
“ต้องขอบคุณอาหารของคุณ ผมจึงมีแรงและนอนหลับ
เต็มอิ่มหนึ่งคืน ส่งผลให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียเหมือนแต่ก่อน
แผนในตอนแรกก็คือ ผมต้องการกลับไปทำงานเก่า ช่างซ่อม
รองเท้า แต่พวกเขาปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า มือของผมไม่นิ่ง
พอ”
มันก้มหน้าลงพลางยิ้มแห้ง จากนั้นก็ข้ามรายละเอียดไม่
จำเป็น
“ผมจึงไปหางานทำแถวท่าเรือ และได้รับงานค่อนข้าง
หนัก แต่ผมก็ไม่เกี่ยง ในเมื่อมันทำให้มีรายได้…ผมขอเช่าเสื่อใน
บ้านใครสักคนเพื่อนอนตอนกลางคืน ราคาค่อนข้างถูก เพียงหก
เพนนีครึ่งต่อสัปดาห์ ชีวิตของคนงานท่าเรือค่อนข้างน่าสมเพช
เมื่อเช้าผมออกเร็วโดยยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง แต่พอไปถึง ผม
กลับไม่ถูกเรียกตัวแม้จะขานชื่อของตัวเองและหัวหน้างาน จึง
ต้องเดินย้อนกลับมาหาอะไรกินก่อน โชคดีว่ายังเหลือรอบบ่าย
คนจากรอบเช้าคงกำลังยุ่งวุ่นวาย ไม่มีเวลามาแย่งงานของช่วง
บ่ายได้ทัน”
ไคลน์นั่งฟังโดยไม่กล่าวสิ่งใด พลางจิบกาแฟในมือเป็นระยะ
ส่วนไมค์หยิบปากกาและกระดาษออกมาจดสิ่งสำคัญ