ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 37 สโมสร
ไคลน์เดินทางออกจากบ้านภายใต้แสงแดดแผดเผายามบ่าย
แก่
เมื่อมีแผนเดินเท้าจากถนนกางเขนเหล็กไปยังบ้านเวิร์ช
ไคลน์เลือกสวมเสื้อลินินตัวเก่ามากกว่าชุดทำงานใหม่เอี่ยม บน
ศีรษะสวมหมวกสักหลาด รองเท้าเป็นคู่เก่าของไคลน์ก่อนฆ่าตัว
ตาย ทั้งหมดก็เพื่อมิให้กลิ่นเหงื่อเหม็นอับติดชุดทำงานแสนแพง
ชายหนุ่มเดินไปบนถนนดารารัตน์ ก่อนจะตัดเข้าถนน
กางเขนเหล็กและเดินผ่านเขตจัตุรัสใจกลาง สายตาชำเลืองมอง
เข้าไปด้านในตามจิตใต้สำนึก
กระโจมคณะละครสัตว์ไม่อยู่อีกแล้ว พวกมันคงย้ายสถานที่
หลังจากการแสดงจบลง
ไคลน์ย้อนนึกถึงผู้ฝึกสัตว์สาวสวย มันคิดมาเสมอว่า เธอ
อาจเป็นผู้วิเศษปกปิดตัวตนที่แอบชี้นำอนาคตของมันอย่างลับๆ
หลังจากมองเห็นความพิเศษในตัว
จึงมีโอกาสที่เธอจะปรากฏตัวต่อหน้ามันอีกครั้งในอนาคต
เพื่อช่วยบอกใบ้เพิ่มเติม
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ผู้ฝึกสัตว์คนดังกล่าวหายไปพร้อมกับ
คณะละครสัตว์ ปั่านนี้คงกำลังตระเวนทัวร์ในเมืองอื่น
หล่อนจะรู้สึกอย่างไรบ้างนะ หากต้องคอยแสดงซ้ำเดิมไป
เรื่อยๆ ในแต่ละเมือง…
ไคลน์ส่ายศีรษะพลางยิ้มจืดชืด มันสืบเท้าเดินต่อไปบนถนน
กางเขนเหล็ก
ถนนกางเขนเหล็กมิใช่ถนนเส้นตรงทั่วไป ตามชื่อของมัน
ถนนกางเขนเหล็กประกอบด้วยถนนสองเส้นตัดกันเป็นรูป
กางเขน แบ่งออกเป็นสี่เขต คือฝังขวา ฝังซ้าย สายบน และสาย
ล่าง
ไคลน์ เบ็นสัน และเมลิสซ่าเคยอยู่สายล่างมาก่อน แต่สาย
ล่างเองก็ถูกแบ่งแยกย่อยเป็นส่วนล่างกับส่วนบน ผู้พักอาศัยใน
เขตสายล่างตอนบนไม่พอใจที่ถูกเรียกเหมารวมกับเขตสายล่าง
ที่แออัด จึงทำการเปลี่ยนชื่อเรียกถนนสายล่างตอนบนเสียใหม่
ว่า ‘ถนนสายกลาง’
แตกต่างจากเขตที่อยู่ถัดลงไปราวสองร้อยเมตร
ค่อนข้างมาก บริเวณดังกล่าวคือเขตชุมชนแออัดอย่างแท้จริง
หนึ่งเตียงนอนจะต้องรองรับน้ำหนักมนุษย์ยากจนตั้งแต่ห้าถึง
สิบคน
เมื่อย่างเข้าถนนฝังซ้าย ไคลน์ปล่อยความคิดตัวเองให้ไหล
ลื่น มันหวนนึกถึงรูปลักษณ์และรายละเอียดของสมุดบันทึก
ตระกูลอันทีโกนัส รวมถึงจุดที่ไคลน์คนเก่าอาจนำสมุดไปซ่อน
สมุดเล่มดังกล่าวสำคัญกับเหยี่ยวราตรีค่อนข้างมาก และยัง
เป็นเบาะแสการตายของไคลน์
สีหน้าของชายหนุ่มดำมืดขณะครุ่นคิด
ทันใดนั้น สุ้มเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วข้างหู
“พ่อหนุ่ม”
อะ…! ไคลน์รีบหันมองตามสัญชาตญาณ แล้วก็พบว่า ตน
กำลังยืนอยู่หน้าร้านขนมปังสลินที่เมลิสซ่าโปรดปราน
มาดามเวนดี้ผู้มีสีผมหงอกเทาได้กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
อบอุ่น
“สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ?”
หญิงชราไต่ถามอ่อนโยน
ไคลน์ลูบหน้าตัวเองเล็กน้อย
“นิดหน่อยครับ”
“ไม่ว่าเธอจะกังวลมากเพียงใด แต่วันพรุ่งนี้ยังมีเสมอ”
มาดามเวนดี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ลองชิมชาเย็นสูตรใหม่หน่อยไหม? ฉันยังไม่มั่นใจว่า
รสชาติจะถูกปากคนท้องถิ่น”
“คนท้องถิ่น? แล้วคุณไม่ใช่หรือครับ? มาดามสลิน”
ไคลน์ขมวดคิ้วฉงน แต่มันก็มิได้ขัดข้องคำเชื้อเชิญ ของฟรี
ย่อมดีเสมอ
เวนดี้·สลินเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“เดาถูกแล้ว ฉันไม่ใช่คนที่นี่ เกิดและเติบโตที่แคว้นตอน
ใต้ แต่ย้ายมาอยู่ทิงเก็นตามสามี… เรื่องราวก็ผ่านมาสี่สิบกว่า
ปีแล้ว ตอนนั้นเบ็นสันยังไม่เกิด บางทีพ่อกับแม่เธอยังไม่รู้จักกัน
ด้วยซ้ำ ฮิฮิฮิ”
“ฉันยังไม่ชินกับอาหารแคว้นเหนือสักที่ บ่อยครั้งที่คิดถึง
อาหารของแคว้นใต้ เช่นไส้กรอกหมู ขนมปังมันฝรั่ง แพนเค้ก
ปิง ผักทอดมันหมู แล้วก็เนื้อย่างราดซอสพิเศษ”
“อ้อ รวมถึงชาเย็นด้วย…”
ไคลน์อมยิ้ม
“มาดามสลินครับ เรื่องเล่าของคุณทำให้ผมถึงกับท้อง
ร้อง… ขอบคุณสำหรับความห่วงใยครับ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
แล้ว”
“รสชาติอาหารอร่อยสามารถชำระล้างจิตใจได้เสมอ”
เมื่อกล่าวจบ เวนดี้·สลินยื่นแก้วชาสีน้ำตาลอมแดงมาให้
“นี่คือชาเย็นที่ชงจากสูตรในความทรงจำอันเลือนราง
ลองชิมดู แล้วบอกกับฉันว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
หลังจากก้มศีรษะขอบคุณ ไคลน์รับถ้วยชามาจิบหนึ่ง
อึก… รสสัมผัสคล้ายคลึงกับชาเย็นบนโลกเก่า เพียงแต่กลิ่น
และรสของชาจะเข้มข้นกว่ามาก แถมยังหอมสดชื่น ปัดเปั่า
ความไม่สบายใจก่อนหน้าได้หมดสิ้น
“อร่อยมากครับ!”
ไคลน์กล่าวชมอย่างจริงใจ
“ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งอก”
เวนดี้อมยิ้ม เธอยืนมองไคลน์ดื่มชาในถ้วยจนหมดด้วยสี
หน้าอิ่มเอม
หลังจากสนทนากับมาดามสลินเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องย้าย
บ้าน ไคลน์ออกเดินทางอีกครั้งไปบนถนนที่มันคุ้นเคยเป็นอย่าง
ดี
พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ลดจำนวนลงมากในยามบ่าย จะกลับมา
คึกคักอีกครั้งหลังจากห้าโมงครึ่งเป็นต้นไป ซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน
บุคคลที่ยังคงทำมาค้าขายล้วนมีสีหน้าอิดโรยไร้วิญญาณ
ในวินาทีที่ย่างกรายเข้าสู่ถนนสายกลาง-สายล่างตอนบน
หัวใจไคลน์พลันหดหู่ราวกับถูกความมืดมิดเข้าครอบงำ
เกิดเป็นความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังอย่างไร้เหตุผล …
เพราะอะไรกัน?
ชายหนุ่มหยุดเดินและรีบสำรวจตนเองและสิ่งรอบตัว แต่ก็
ไม่พบความผิดปรกติใดเลย…
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก มันตัดสินใจเลื่อนปลายนิ้วขึ้นไป
แตะหว่างคิ้วสองครั้ง ทำทีคล้ายกับกำลังไตร่ตรองบางสิ่ง
ภาพการมองเห็นผันเปลี่ยน แสงออร่าจำนวนมากจากร่าง
พ่อค้าแม่ค้าและคนเดินถนนสองข้างทางเริ่มปรากฏในการ
มองเห็น
แต่ก่อนจะได้เพ่งความสนใจไปกับสุขภาพของใครสักคน
มันถูกดึงดูดให้ต้องหันไปมองสีออร่าอันหม่นหมองเข้มข้นที่ระบุ
ถึงภาวะสิ้นหวังรุนแรง
มันมิอาจคาดเดาอารมณ์ที่แน่ชัดของอีกฝั่ายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่
แจ่มแจ้งก็คือ อารมณ์สิ้นหวัง ซึมเศร้า และมืดมน กำลังเอ่อล้น
ภายในตัวมันอย่างเข้มข้น
หลังจากกวาดสายตามองรอบตัวหนึ่งครั้ง แม้แต่ดวงอาทิตย์
ก็มิอาจลบล้างความดำมืดดังกล่าวออกไปได้ ราวกับเป็นอารมณ์
ที่ถูกกักเก็บไว้ในใจมานานหลายปีโดยไม่ได้ปลดปล่อย
หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ ไคลน์เริ่มตระหนักถึงสัจธรรมของ
บางสิ่ง
ดังคำที่ลุงนีลล์เคยกล่าว การเข้าสู่ภาวะเนตรวิญญาณจะ
ส่งผลให้อารมณ์ผู้ใช้หวั่นไหวไปตามสภาพแวดล้อมได้ง่ายกว่า
ปรกติ โดยเฉพาะในตอนที่ร่างกายยังไม่ชินกับพลัง
สัมผัสวิญญาณก็มีหลักการแบบเดียวกัน
โอสถนักทำลายช่วยส่งเสริมให้สัมผัสวิญญาณของไคลน์
เฉียบแหลมขึ้น การฝึกซ้อมเท่านั้นที่จะช่วยให้ร่างกายคุ้นชิน
เป็นพลังติดตัวที่มิอาจสลัดออกหรือเพิ่มพูนได้ตามใจ
ต้องการ
ไม่แปลกที่นักทำนายจะสัมผัสถึงความผิดปรกติรอบตัวได้
มากกว่ามนุษย์ทั่วไป
ผู้วิเศษแต่ละคนย่อมมีระดับจิตสัมผัสที่แตกต่างกัน ผู้วิเศษ
สายวิญญาณโดยตรงอย่างผู้สื่อวิญญาณจะช่ำชองเป็นพิเศษ
พวกมันจะมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นได้แจ่มชัด
ประหนึ่งแสงสว่างท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด
ด้วยเหตุนี้ บุคคลที่มีสัมผัสวิญญาณรุนแรงจะถูกบรรยากาศ
รอบตัวครอบงำอารมณ์ได้ง่ายมาก หากไม่มีการฝึกฝนหรือ
ควบคุมพลังที่ดีพอ
“สีเข้มขนาดนี้ ต้องสะสมนานเท่าไรกัน?”
ไคลน์ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ ชายหนุ่มแตะหว่างคิ้ว
สองครั้งเพื่อปิดเนตรวิญญาณและสงบจิตใจกลับเป็นปรกติ
กึก กึก กึก
ไคลน์เดินมาหยุดหน้าหอพักเก่าที่เคยซุกหัวนอนมานาน
ชายหนุ่มยังคงสัมผัสถึงมวลอารมณ์ด้านลบอันเข้มข้น รวมถึง
การเชื่อมต่อเบาบางจากผู้มีสัมผัสวิญญาณอ่อนๆ
ขณะเดียวกัน มันพยายามมองหาเบาะแสสมุดบันทึกอันที
โกสนัสซึ่ง ‘ตัวมัน’ อาจนำไปซุกซ่อนไว้ที่ใดสักแห่ง
สภาพถนนยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ขยะเกลื่อนกลาด
น้ำขังเน่าเหม็นส่งกลิ่นรุนแรง จุดเดียวที่ถูกทำความสะอาดคือ
บริเวณหน้าหอพัก
ไคลน์ผลักประตูที่เปิดแง้มเข้าไป ก่อนจะเดินสำรวจชั้นหนึ่ง
อันมืดมิดซึ่งแสงแดดส่องเข้ามาไม่ถึง
ชั้นหนึ่งไม่พบสิ่งใด
เมื่อเดินขึ้นชั้นสอง เสียงบันไดไม้ยังคงร้องเอี๊ยดอ๊าดไม่
แปรเปลี่ยน แสงไฟบนชั้นสองยังสลัวเหมือนเคย ไคลน์เข้าสู้
ภาวะเนตรวิญญาณและจ้องมองเข้าไปในความมืด
แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเช่นกัน ไม่ว่าจะเบาะแสของสมุดบันทึกหรือ
ภูตผี
“ถ้าพบได้ง่ายขนาดนั้น มนุษย์ทั่วไปคงเจอผีเป็นว่าเล่น
แล้ว…”
มันถอนหายใจยาว ไคลน์ทราบดีว่า ‘วิญญาณ’ ไม่ได้
ปรากฏตัวในรูป ‘ภูตผี’ หากแต่เป็นรูปเฉพาะของวิญญาณ
ซึ่งมีเพียง ‘ผู้สื่อวิญญาณ’ เท่านั้นที่สามารถติดต่อสื่อสาร
หลังจากวนรอบชั้นสามหนึ่งครั้งและไม่พบสิ่งใด ไคลน์เดิน
ลงจากหอพักพร้อมกับรีบจ้ำเท้าไปยังบ้านเวิร์ช
ตลอดทางกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม มันไม่พบเบาะแสใดแม้แต่
อย่างเดียว
เมื่อหยุดยืนหน้าบ้านเดี่ยวที่มีสวนหรูหรา ไคลน์มองลอด
ผ่านช่องรั้วเหล็กที่ถูกล็อกแน่นหน้าเข้าไป
“เราไม่ต้องสำรวจในบ้านใช่ไหม? หัวหน้ากับมาดามดา
ลี่ย์คงจัดการเรียบร้อยแล้ว…”
“และเราก็ไม่มีกุญแจ หัวหน้าคงไม่ได้ต้องการให้เราปีน
บ้านเข้าไปแน่”
“ไว้ค่อยลองเส้นทางอื่นพรุ่งนี้…”
“วันนี้เดินเยอะเป็นพิเศษ น่าเสียดายที่ยุคปัจจุบันไม่มี
อุปกรณ์ช่วยนับก้าวเพื่อนำไปอวดเพื่อนร่วมงาน…”
ขณะรำพันติดตลก ไคลน์เดินไปยังสถานีรถม้าเพื่อเตรียมต่อ
รถไปถนนซุตแลน ถนนที่ตั้งสำนักบริษัทรักษาความปลอดภัย
หนามทมิฬ
มันต้องการเบิกกระสุนซ้อมยิงรายวันจำนวนสามสิบนัด
หากหวังเป็นนักแม่นปืนฝีมือฉกาจ การฝึกซ้อมสม่ำเสมอทุกวัน
คือสิ่งที่มิอาจเลี่ยง
ในฐานะนักทำนายที่อ่อนแอด้านพลังต่อสู้ อุปกรณ์ช่วย
ปกปั้องชีวิตจึงเหลือเพียงไม้ค้ำและลูกโม่
ถนนรอบเขตบ้านเวิร์ชนั้นสะอาดสะอ้านเหนือคำบรรยาย
ปราศจากขยะหรือน้ำขังบนถนนโดยสิ้นเชิง แถมกระจกร้านค้า
สองข้างทางล้วนใสสะอาด
เมื่อมาถึงสถานีรถม้า ขณะไคลน์กำลังยืนรอเตรียมโดยสาร
ไปลงถนนซุตแลน สายตาพลันชำเลืองมองปั้ายโฆษณาบนถนน
ฝังตรงข้าม
“ห้ามสรรพสินค้าแฮรอดส์”
“สโมสรทหารผ่านศึก”
“สโมสรพยากรณ์”
…
สโมสรพยากรณ์… ไคลน์พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเหม่อ
ลอย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ตัวมันกำลังหาทาง ‘สวมบทบาท’
เป็นนักทำนายอยู่
นั่นสินะ… เข้าไปลองสักหน่อยคงไม่เสียหาย เผื่อได้ไอเดีย
แปลกใหม่มาปรับใช้กับตัวเอง
หลังจากได้ข้อสรุปในใจ ไคลน์เดินข้ามถนนไปยังตึกฝังตรง
ข้ามและขึ้นบันไดไปยังชั้นสองทันที่
หลังจากเดินผ่านโถงใหญ่ ชายหนุ่มได้พบกับเจ้าหน้าที่
ต้อนรับสาวสวยผู้หนึ่ง
เส้นผมสีน้ำตาลดัดเป็นลอนงดงาม เธอชำเลืองสำรวจไคลน์
หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้ม
“มิสเตอร์ คุณมาดูดวงหรือสนใจจะเข้าสโมสรคะ?”
“ต้องมีคุณสมบัติเข้าร่วมอย่างไรบ้าง?”
ไคลน์ถามระมัดระวัง
สาวสวยตอบอย่างคล่องแคล่วเคยชิน
“เพียงแค่กรอกรายละเอียดและจ่ายค่าสมาชิกเท่านั้นค่ะ
ในปีแรก ค่าสมาชิกจะอยู่ที่ปีละห้าปอนด์ แต่ปีถัดไปราคาจะ
เหลือเพียงหนึ่งปอนด์ ไม่ต้องห่วงค่ะ พวกเราไม่เหมือนสโมสร
นักการเมืองหรือนักธุรกิจที่ต้องถูกแนะนำจากภายใน บุคคล
ทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้อิสระ”
“สมาชิกสามารถใช้ห้องประชุมสโมสรได้ตามใจชอบ
รวมถึงห้องพยากรณ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้”
“สมาชิกจะได้รับเครื่องดื่มฟรีไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ
แถมยังมีสิทธิ์อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ทางสโมสรเป็น
สมาชิก มีสิทธิ์ใช้งานอุปกรณ์ทำนายฝึกพื้นฐานเพื่อเรียนรู้
ศาสตร์พยากรณ์”
“ภายในสโมสรยังมีอาหาร เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และ
อุปกรณ์ทำนาย สำหรับจัดจำหน่ายในราคาต้นทุน”
“ไม่เพียงเท่านั้น พวกเรายังเรียนเชิญนักพยากรณ์ชื่อดัง
มาให้ความรู้และคอยตอบคำถามสมาชิกในทุกเดือน”
“เหนือสิ่งอื่นใด คุณจะได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่
หลงใหลในศาสตร์ชนิดเดียวกัน ถือเป็นการสร้างสายสัมพันธ์
และต่อยอดมิตรภาพในอนาคต”
ฟังดูเข้าท่าชะมัด… แต่เราไม่มีเงินมากถึงห้าปอนด์ ไคลน์
ทำได้เพียงตัดพ้อ
“แล้วค่าดูดวงเท่าไรครับ?”