ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 46 ภาพเหมือน
อุแหวะ!
แค่ก!
ไคลน์ก้มลงอาเจียนอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ แต่มันก็สำรอกไม่
นานนัก แถมยังมีปริมาณของเหลวข้นไม่มาก สาเหตุเพราะตอน
เช้ายังไม่ได้ทานอะไรติดตัวมา
ทันใดนั้น ขวดดีบุกทรงสี่เหลี่ยมที่ดูคล้ายกล่องบุหรี่ได้
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าชายหนุ่ม
ทันทีที่จุกขวดถูกดึงออก กลิ่นของยาสูบ ยาฆ่าเชื้อ และใบ
มินท์ผสมผสานอย่างลงตัวพลันหอมโชยออกเตะจมูก ไคลน์รู้สึก
สดชื่นกระปรี้กระเปร่าผิดธรรมชาติ
แม้กลิ่นเหม็นบัดซบยังคงตลบอบอวล แต่มันกลับไม่รู้สึก
คลื่นไส้หรือสะอิดสะเอียนอีกแล้ว อาการอ้วกหยุดลงในอีกไม่กี่
อึดใจ
ชายหนุ่มแหงนหน้ามองตามขวดดีบุก มันได้พบฝั่ามือที่ขาว
ซีดราวกับไม่ใช่ของมนุษย์ ถัดมาเป็นชายแขนเสื้อกันลมสีดำ
สนิท
เมื่อเงยศีรษะขึ้นอีกนิด ไคลน์ได้พบกับใบหน้าของผู้เก็บ
ซากศพ·ฟราย ผู้มีบรรยากาศเย็นยะเยียบและดำมืด
ตลอดเวลา
“ขอบคุณมาก”
ไคลน์หายจากอาการย่ำแย่เป็นปลิดทิ้ง มันใช้ฝั่ามือทั้งสอง
ข้างยันเข่าและพยุงตัวขึ้น
ฟรายพยักหน้าไม่ยินดียินร้าย
“พอเริ่มชินแล้วจะดีขึ้นเอง”
เมื่อกล่าวจบ ผู้เก็บซากศพปิดจุกขวดดีบุกและเดินเข้าห้อง
ไปสัมผัสร่างหญิงชราด้วยมือเปล่า สภาพศพเน่าเปือยแล้วหลาย
วัน ฟรายก้มหน้าตรวจสอบร่างหญิงชราโดยละเอียด
ขณะเดียวกัน ดันน์และเลียวนาร์ดแยกย้ายสำรวจรอบๆ
ห้องโดยสวมถุงมือจับนู้นนี่เรื่อยเปือย
ลุงนีลล์บีบจมูกแน่นทั้งที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปในห้อง สีหน้า
ของมันบิดเบี้ยวเหยเก
“โสโครกชะมัด! ฉันสาบานว่าจะเรียกร้องค่าชดเชย
เพิ่มเติมจากภารกิจคราวนี้!”
ดันน์เบนความสนใจมายังเตาผิง มันใช้มือขวาที่สวมถุงมือ
หนังดำลูบไล้ไปตามผนังอิฐด้านใน ก่อนจะหันมาถามไคลน์
“คุ้นรึเปล่า?”
ไคลน์สูดลมหายใจเข้าลึก มันใช้มือกำนาฬิกาพกสีเงินใน
กระเปั๋าเพื่อให้จิตใจสงบลง
ปัจจุบัน ชายหนุ่มอยู่ในภาวะเนตรวิญญาณ การมองเห็นจึง
แตกต่างจากภาพตาเปล่าภายในฝัน ไคลน์พยายามกวาดสายตา
รอบห้องหนึ่งหน เพื่อเรียกความทรงจำจากฝันกลับมาโดย
ละเอียด
เตาผิง เก้าอี้โยก โต๊ะไม้ หนังสือพิมพ์ ตะปูขึ้นสนิมบริเวณ
บานประตู กระปั๋องดีบุกเลี่ยมเงิน…
ฉากในฝันทั้งมืดและไม่คมชัด คลับคล้ายการชมภาพยนตร์
จากแผ่นฟิล์มโบราณบนโลกเก่า เรียกว่าพร่ามัวก็ไม่ผิดนัก แถม
ยังมีลักษณะฟุั้งกระจายเหมือนกับอยู่บนดินแดนความฝัน
ฉากฝันและความจริงเบื้องหน้าเริ่มซ้อนทับอย่างรวดเร็ว
อาการเดจาวูหวนกลับมาประทับร่างไคลน์แจ่มชัดอีกหน ทันใด
นั้น เสียงมายาไร้ตัวตนพลันกรีดร้องทะลุกำแพงที่มองไม่เห็น
แทรกเข้าในหัว
“โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮ
นาซิส… เฟรเกีย…”
“ค่อนข้างคุ้นครับ”
ไคลน์ตอบเถรตรง หัวสมองเริ่มทวีความเจ็บแปลบ แต่โชคดี
ที่มันแตะหว่างคิ้วสองหนได้ทันท่วงทีและหลุดพ้นจากภาวะ
เนตรวิญญาณ
โฮนาซิส… หมายถึงเทือกเขาโฮนาซิสที่ถูกเอ่ยถึงในไดอารี
ของไคลน์คนก่อนงั้นหรือ?
นั่นคือเนื้อหาที่ไคลน์ เวิร์ช และนาย่าช่วยกันถอดรหัสสมุด
บันทึกตระกูลอันทีโกนัส…
เสียงกระซิบโฮนาซิสคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อครั้งดื่ม
โอสถมาก
หรือคำว่า‘โฮนาซิส’จะเป็นเสียงที่คอย‘ล่อลวง’
ให้ผู้วิเศษเกิดอาการคลุ้มคลั่ง?
ดันน์พยักหน้าเล็กน้อยและเดินไปยังตู้กับข้าวเก่า ถุงมือหนัง
ข้างขวาออกแรงกระชากบานประตูไม้
ภายในตู้มีเพียงขนมปังขึ้นราและหนูสีเทาราวเจ็ดตัวที่นอน
แห้งตายอย่างสงบ
“เลียวนาร์ด ลงไปชั้นล่างและแจ้งกับตำรวจลาดตระเวน
ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน”
ดันน์กำชับ
“ครับผม”
เลียวนาร์ดหันหลังและเดินไปจากห้อง
ถัดมา ดันน์ลงมือสำรวจภายในห้องนอนอีกสองห้องที่เหลือ
มันพยายามค้นหาเบาะแสด้วยท่าทีระมัดระวัง
หลังจากยืนยันแล้วว่าไม่พบเบาะแสใด รวมถึงการมีตัวตน
ของสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส ฟรายลุกขึ้นยืนขึ้นและเช็ดมือ
ด้วยผ้าสีขาวส่วนตัวที่เตรียมมาเอง
“ตายนานกว่าห้าวัน ไม่มีบาดแผลภายนอก ไม่มีร่องรอย
การลงมือจากผู้วิเศษ สาเหตุการเสียชีวิตต้องชันสูตรอย่าง
ละเอียดอีกครั้ง”
“พวกคุณพบอะไรบ้างไหม?”
ดันน์หันไปถามทางฝังลุงนีลล์และไคลน์
ทั้งสองที่ไม่ได้อยู่ในภาวะเนตรวิญญาณต่างส่ายศีรษะพร้อม
กัน
“นอกจากศพแล้ว ทุกอย่างในห้องปรกติดี แถมยังไม่มี
กำแพงใสหลงเหลือภายในห้องก่อนพวกเราจะมาถึง …ก็อย่างที่
นายทราบ การจะลงมือทำพิธีกรรมทุกครั้ง จำเป็นต้องพึ่งพา
กำแพงที่มองไม่เห็นเพื่อให้ไม่ถูกรบกวน”
ลุงนีลล์ครุ่นคิดสองสามวินาทีก่อนจะอธิบาย
ขณะดันน์กำลังจะกล่าวบางสิ่ง สายตาของมันพลันชำเลือง
ไปนอกประตู ไคลน์และนีลล์ที่สัมผัสถึงความผิดปรกติต่างหันไป
มองบันไดพร้อมกัน
ไม่กี่วินาทีถัดมา เสียงฝีเท้าดังเจือจางจากชั้นล่าง เป็น
ตำรวจลาดตระเวนที่เลียวนาร์ดพาตัวมาทำคดี
เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวหลังได้กลิ่นไม่พึง
ประสงค์
โดยไม่รอช้า ตำรวจคนดังกล่าวรีบให้ความร่วมมือกับ
‘เพื่อนร่วมงาน’ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่เจ็ดอย่าง
กระฉับกระเฉง มันเดินลงไปเคาะประตูห้องชั้นล่างเพื่อไต่ถาม
ถึงข้อมูลบุคคลที่พักอาศัยบนชั้นสาม
หลังจากสอบสวนไม่นานก็ได้ความ ตำรวจยศสองบั้งเงิน
เดินขึ้นมายังห้องเกิดเหตุ สายตาชำเลืองมองศพบนเก้าอี้โยก
เล็กน้อย
“เคธี่·สเตฟาน่า·บีเบอร์ อายุระหว่างห้าสิบห้าถึง
หกสิบปี เป็นหม้าย เช่าห้องนี้ร่วมกับบุตรชาย รีเอล·บีเบอร์
มานานกว่าสิบปีแล้ว สามีเป็นช่างอัญมณีฝีมือดี บุตรชายอายุ
ราวสามสิบ สืบทอดกิจการต่อจากบิดา ทำเงินได้สัปดาห์ละหนึ่ง
ปอนด์สิบห้าซูล จากปากคำของเพื่อนบ้าน ทั้งสองถูกพบตัวครั้ง
สุดท้ายราวหนึ่งสัปดาห์ก่อน”
ยังไม่ทันที่ตำรวจจะอธิบายต่อ ไคลน์ทราบทันทีว่าตัวการ
สำคัญเป็นใคร
หายไปไหน…
รีเอล·บีเบอร์หายไปไหน!
มีโอกาสสูงมากที่สมุดบันทึกโบราณจะอยู่กับหมอนั่น!
“คุณมีภาพของรีเอล·บีเบอร์ไหม?”
ดันน์หันมองตำรวจก่อนจะเอ่ยปากถาม มันกำลังแสร้งทำที
เป็นนายตำรวจระดับสูง
แต่อันที่จริง ใช้คำว่าแสร้งคงไม่ถูกนัก เพราะในรายชื่อ
ข้าราชการตำรวจอาณาจักรโลเอ็น ดันน์·สนิทติดยศ
นายตำรวจระดับสูง!
เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงส่วนหนึ่งของดันน์ก็มาจากกรม
ตำรวจโดยตรง และยังมีอีกส่วนที่มาจากโบสถ์
เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายศีรษะกระสับกระส่าย
“ผมให้คำตอบไม่ได้ ต้องกลับไปตรวจสอบที่สถานีก่อน
พวกเราไม่ได้มีภาพของชาวเมืองทุกคนเก็บไว้”
“เข้าใจแล้ว รบกวนสอบปากคำผู้อยู่อาศัยทุกห้องใน
อาคารโดยละเอียดด้วย”
ดันน์ออกคำสั่งเสียงขรึม
ขณะยืนมองเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินจากไป ดันน์รีบปิดประตู
มิดชิดก่อนจะหันมองลุงนีลล์
“ผมจะให้คุณจัดการที่นี่ แต่ถ้ายังไม่สำเร็จ ผมคงไม่มี
ทางเลือกอื่นนอกจากทำให้ผู้พักอาศัยทุกคนในตึกหลับ นั่นคือ
วิธีเดียวที่เราจะได้ภาพรีเอล·บีเบอร์อย่างชัดเจน ผมไม่คิดว่า
การสเก็ตช์ภาพคนร้ายจากปากคำพยานจะแม่นยำน่าเชื่อถือสัก
เท่าไร”
ลุงนีลล์พยักหน้า มันหยิบขวดปริศนาขนาดเล็กราวหัวแม่
มือออกจากกระเปั๋าชุดคลุมดำ ก่อนจะบรรจงสาดของเหลวใน
ขวดตามลำดับอย่างพิถีพิถัน
ถัดมาเป็นการกำผงบางสิ่งโปรยรอบตัวเป็นวงกลม
น่าประหลาดมาก กลิ่นประหลาดเริ่มโชยไปทั่วห้องแทนที่
กลิ่นเหม็นเน่าซากศพ ไคลน์เริ่มสังเกตเห็นกำแพงใสก่อตัวรอบ
ลุงนีลล์ สนามพลังดังกล่าวราวกับทำหน้าที่กั้นแบ่งระหว่าง
สภาพแวดล้อมด้านในและด้านนอกให้แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
บรรยากาศห้องกลับไปมีลักษณะคล้ายคลึงในตอนเพิ่งพบ
ศพอีกครั้ง
ลุงนีลล์หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากพึมพำคาถาด้วยเสียงค่อย
จนยากจะฟังได้ศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้น ไคลน์ก็พอจะจับใจความได้
บ้างเล็กน้อย ในบทคาถามีประโยคซ้ำเดิมบ่อยครั้ง จำพวก
‘ท่านเทพธิดา ได้โปรดประทานพลังให้พวกเราด้วย’และ
‘พวกเราปรารถนาการปกปั้องจากรัตติกาล…’
ฟุั่บ!
สายลมพันผ่านฉับพลันเข้ามาทางหน้าต่าง ผงปริศนาที่
ลุงนีลล์โปรยไว้รอบตัวเริ่มฟุั้งกระจาย
หัวใจไคลน์เต้นระรัว เส้นขนลุกชูชันทั่วร่าง เป็นความรู้สึก
แปลกใหม่ที่ยากอธิบายด้วยถ้อยคำ ชายหนุ่มพบว่า‘กลิ่น’
ที่ตนกำลังสูดดมเข้าปอดได้มอบความหวาดกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ
ความสับสนเพิ่มพูนควบคู่ไปกับความตึงเครียด คล้ายกับใน
ยามที่เรียนคาบวิชาคณิตศาสตร์แล้วไม่เข้าใจที่ครูสอน
ทันใดนั้น ดวงตาลุงนีลล์เบิกโพลงด้วยนัยน์ตาดำสนิท
มันหยิบปากกาหมึกซึมจากกระเปั๋าเสื้อและเริ่มก้มหน้าวาด
บางสิ่งลงบนกระดาษด้วยความเร็วสูง เร็วจนร่างกายชายชรา
สั่นเทิ่มไม่เป็นจังหวะ
ไคลน์เพ่งสมาธิจดจ้องไปบนแผ่นกระดาษ เพียงไม่นาน
ภาพโครงหน้าและสันจมูกของบุรุษผู้หนึ่งเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็น
ร่าง
เมื่อวาดผมสั้นหยักศกตามธรรมชาติเสร็จ ลุงนีลล์เขียนบาง
สิ่งกำกับลงไปใต้ภาพเหมือน
“ผมดำ นัยน์ตาฟั้าเข้ม ฝังซ้ายของช่องปากเป็นฟันเซรา
มิก”
ตึก!
ปากกาหมึกซึมถูกวางกระแทกลงบนกระดาษจนเกิดเสียง
ร่างกายลุงนีลล์ออกอาการชักกระตุกสองสามหน
“นี่คือภาพของรีเอล·บีเบอร์จากเบาะแสที่หลงเหลือ
ภายในห้อง”
ลุงนีลล์ส่งเสียงกระซิบขณะเปลือกตาเริ่มเปิดขึ้น ถัดมา มัน
เดินกลับไปยืนในจุดกึ่งกลางวงกลมพิธีกรรม ก่อนจะหมุนตัว
หนึ่งรอบอย่างเชื่องช้าเพื่อสลายกำแพงใสที่มองไม่เห็นให้
กลายเป็นสายลม
“เทพธิดาจงเจริญ”
ลุงนีลล์ทำสัญลักษณ์สี่จุดบนหน้าอกแสดงถึงจันทร์สีชาด
ไคลน์เริ่มผ่อนคลาย สมาธิของมันเพ่งมองไปยังภาพเหมือน
ของรีเอล·บีเบอร์ บุรุษวัยกว่าสามสิบผู้นี้ไม่มีเอกลักษณ์ใด
โดดเด่นหรือผิดธรรมชาติ ใบหน้าค่อนข้างราบเรียบอ่อนโยน จุด
เดียวที่เตะตาคือบริเวณใต้จมูกเหนือริมฝีปากซึ่งมีลักษณะ
คล้ายคลึงผู้ปั่วยปากแหว่งเพดานโหว่ …อาจเกี่ยวพันกับฟันเซรา
มิกก็เป็นได้
“ผมจะลองค้นหาด้วยเทคนิคแท่งวิญญาณ”
ชายหนุ่มหยิบภาพเหมือนของรีเอลขึ้นมาถือ จากนั้นเดินรื้อ
ค้นเสื้อผ้าบุรุษเก่าภายในห้องพักจนพบ
วัตถุทั้งสองถูกวางลงบนพื้นห้อง
ดันน์ เลียวนาร์ด และลุงนีลล์ ไม่มีใครคิดขัดขวางไคลน์ แต่
ละคนทำเพียงยืนจ้องมองชายหนุ่มหยิบไม้ค้ำปักลงพื้นในจุด
เหนือเสื้อผ้าเก่า ส่วนฟรายยังคงเงียบงันเช่นเคย
นัยน์ตาไคลน์แปรเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นเกือบดำ มันพึมพำ
คาถาเสียงค่อยก่อนจะปล่อยมือเป็นอิสระจากไม้ค้ำ
ไม้ค้ำเลี่ยมเงินตั้งตรงกลางอากาศโดยไม่แยแสกฎแห่งแรง
โน้มถ่วง ประหนึ่งปลายแหลมเสียบปักพื้นไว้ก็มิปาน
“ที่อยู่ของรีเอล·บีเบอร์”
มันทวนซ้ำกับตัวเองเจ็ดรอบ
เมื่อเกิดสายลมพัดผ่าน ไม้ค้ำเริ่มเอนตัวลงเล็กน้อย แต่กลับ
หมุนเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเป็นวงกลม หมุนอยู่เช่นนั้น
จนกระทั่งกลับมาตั้งตรงใหม่อีกหนโดยปราศจากแรงกระทำ
จากภายนอก
ไคลน์เดินเข้าไปใช้มือจับไม้ค้ำและท่องคาถาเสียงค่อยก่อน
จะปล่อยมือเริ่มทำนาย
ไม้ค้ำแสดงอากัปกิริยาเหมือนเดิมทุกประการ มันทิ้งตัว
เล็กน้อยและหมุนเป็นวงกลมก่อนจะกลับไปตั้งตรงดังเดิม
หลังจากเกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำขึ้นอีกสองสามหน ไคลน์
ตัดสินใจยอมแพ้
มีพลังลึกลับขัดขวาง‘การทำนาย’ไว้
ดันน์ถอดถุงมือหนังสีดำออกและไปกล่าวกับเลียวนาร์ด
“นำภาพเหมือนของรีเอล·บีเบอร์ไปสอบปากคำผู้พัก
อาศัยเพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อแน่ใจแล้ว ให้รีบออก
หมายจับในคดีสังหารมารดาตัวเองทันที”
“ครับผม”
ไคลน์เก็บไม้ค้ำกลับและโน้มตัวลงไปหยิบภาพเหมือนของรี
เอล·บีเบอร์ที่ลุงนีลล์ร่างไว้
หลังจากเพื่อนบ้านยืนยันแล้วว่าภาพดังกล่าวคือรีเอล·บี
เบอร์ไม่ผิด ดันน์ออกคำสั่งให้เลียวนาร์ดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
กลับไปจัดการเอกสารที่สถานีให้เรียบร้อย ส่วนตัวมันมุ่งหน้าไป
ยังบาร์สองสามแห่งในทิงเก็นเพื่อขอความร่วมมือผ่านช่องทาง
อื่น
ด้านไคลน์และลุงนีลล์เดินทางกลับบริษัทรักษาความ
ปลอดภัยหนามทมิฬบนถนนซุตแลน ในตอนที่มาถึง เข็มสั้น
บอกชั่วโมงยังขยับไม่ถึงเลขแปด จึงไม่แปลกที่โรแซนจะยังไม่
เข้างาน
หลังจากปิดประตูสำนักงาน ไคลน์เงยหน้ามองลุงนีลล์ก่อน
จะเอ่ยปากถามอย่างใคร่รู้
“ทำไมผมถึงต้องส่งสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสให้รี
เอล·บีเบอร์ด้วย?”
อาคารที่เกิดเหตุเป็นคนละทิศทางกับบ้านพักของเวิร์ชและ
ถนนกางเขนเหล็กโดยสิ้นเชิง
ลุงนีลล์เดินไปนั่งบนโซฟาก่อนจะส่งเสียงคิกคัก
“แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? สมุดเล่มดังกล่าวมีพลังเร้น
ลับซ่อนอยู่ เจ้าอาจประกอบพิธีกรรมกับเพื่อนโดยไม่รู้ความ
ส่งผลให้ไปปลุกตัวตนลึกลับภายในสมุดเข้า”
“ตัวตนดังกล่าวครอบงำเจ้าให้มอบสมุดบันทึกกับรี
เอล·บีเบอร์และลบร่องรอยทั้งหมดทิ้งหลังจากเสร็จพิธี เพื่อ
ไม่ให้ใครตามหามันพบเป็นหนที่สอง”
“ด้วยเหตุนี้ เจ้าที่เป็นผู้ส่งสมุดจึงมีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย
และเดินทางออกจากบ้านเวิร์ช ส่วนมิสเตอร์เวอร์และมิสนาย่า
ลงมือปลิดชีวิตตัวเองในที่เกิดเหตุ… แต่หากถามถึงสาเหตุที่
เจ้ายังรอดชีวิต ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
“เรื่องนั้น… ผมเองก็อยากทราบ”
ไคลน์นั่งลงและกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเย็นชืด
“ผมเคยวิเคราะห์ในสมมติฐานแบบเดียวกับคุณมาก่อน
แต่สิ่งที่ยังคาใจคือ ทำไมพลังลึกลับในสมุดถึงดลใจให้ผมมอบ
สมุดบันทึกให้รีเอล·บีเบอร์? ทำไมถึงเป็นหมอนั่น?”
ลุงนีลล์ยักไหล่ตอบ
“บางที่ อาจเป็นเพราะดวงชะตารีเอล·บีเบอร์มีการ
เชื่อมโยงกับสมุดอย่างแนบแน่น หรือไม่ก็เพราะมันคือทายาท
คนสุดท้ายของตระกูลอันทีโกส จะเป็นแบบไหนก็ได้… สรุป
โดยสั้นก็คือ พวกเรามีข้อมูลน้อยเกินกว่าจะหาคำอธิบาย…
และเรื่องที่สมุดโบราณเล่มดังกล่าวปรากฏตัวในเมืองทิงเก็นก็คง
ด้วยเหตุผลเดียวกัน”
“ผมไม่คิดว่ารีเอล·บีเบอร์จะเป็นทายาทตระกูลอันที
โกนัส”
ไคลน์ถอนหายใจอย่างผิดหวัง
“น่าเสียดาย ผมน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้ ก่อนที่รีเอล·บี
เบอร์จะไหวตัวทันและหนีไปพร้อมสมุดบันทึก”
ลุงนีลล์อมยิ้ม
“นั่นอาจเป็นเรื่องแย่สำหรับดันน์ แต่สำหรับตัวเจ้า ฉัน
กลับมองว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว”
“คุณหมายความว่ายังไง?”
ไคลน์ขมวดคิ้วงุนงง