ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 481 ตัวเลขกับผู้คน
ณ เมืองเล็กแห่งหนึ่งรอบนอกเบ็คลันด์
หลังจากเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าแห้งและสะอาดสะอ้าน ไคลน์
บรรจงวางธนบัตรเปียกเรียงรายบนโต๊ะทีละใบ รอให้พวกมัน
แห้งตามกระบวนการธรรมชาติด้วยอุณหภูมิห้อง
ขณะตั้งใจเรียง มันขยับปลายนิ้วอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
กระทั่งการจามหรือไอซึ่งยังปั่วยค้างคาก็ยังถูกฝืนข่มไว้
เพื่อมิให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ไคลน์ตัดสินใจไม่ใช้พลังควบคุม
ไฟกับธนบัตรแสนมีค่า
หลังจากจัดการตาก มันเดินตรงไปยังมุมห้องของโรงแรม ณ
ตรงนั้นมีกระจกเงาเต็มบานแผ่นใหญ่
เส้นผมสีดำเงางามของไคลน์ถูกหวีเรียบ ชายหนุ่มมีดวงตาสี
น้ำตาลเข้ม ใบหน้าผอมเพรียว และปลางคางเรียวแหลม
สวมแว่นตากรอบทองภูมิฐาน รอบริมฝีปากปราศจากหนวด
เครา ใบหน้าค่อนไปทางอ่อนเยาว์แต่ไม่อ่อนต่อโลก
รูปลักษณ์ในปัจจุบันถูกดัดแปลงมาจากใบหน้าเดิมของ
โจวหมิงรุ่ย แต่ยังเจือกลิ่นอายของชาวทวีปเหนือไว้เพื่อมิให้ผิด
แผก
มันเลือกใช้ใบหน้ากระฉับกระเฉงสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย
มิใช่ใบหน้าอวบอูมหลังจากเข้าสังคมการทำงาน
ไคลน์เตรียมกลับไปยังเบ็คลันด์หลังจากเหตุการณ์ความ
วุ่นวายเริ่มซาลง จุดประสงค์เพื่อจัดหาเอกสารยืนยันตัวตน
ให้กับรูปโฉมใหม่ในปัจจุบัน
เทียบกับสมัยทิงเก็น มันมิได้ขาดแคลนช่องทางค้าขาย
เหมือนกับในอดีต ปัจจุบันมีทั้งเด็กหนุ่มเอียนจากผับวีรบุรุษ มา
ดามชารอนกับชุมนุมลับของเธอ รวมไปถึงยอดนักสืบไอเซน
การ์ด·สแตนธอนผู้เป็นเจ้าของชุมนุมลับเสียเอง
คิดถึงจังแฮะ…
ไคลน์จ้องกระจกพลางพึมพำ ก่อนจะลงมือประกอบ
พิธีกรรมภายในห้องซึ่งม่านถูกขึงมิดชิดรอบด้าน อันดับแรก มัน
ต้องการส่ง ‘ยุบพองหิวโหย’ ขึ้นไปบนมิติสายหมอกเทาเพื่อ
ศึกษาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียด
ท่ามกลางวังโบราณบรรยากาศเงียบเชียบ ไคลน์ปรากฏตัว
บนเก้าอี้มุมโต๊ะทองแดงยาว แผ่นหลังเอนพิงพนักพลางถือถุง
มือบางเฉียบซึ่งถูกสร้างจากผิวหนังของมนุษย์
โดยไม่รีรอ มันหลับตาลงและแผ่พลังวิญญาณเข้าไปในวัตถุ
ซึ่งถูกผนึกมาอย่างดี
ไคลน์เริ่มสัมผัสถึงความหิวกระหายราวกับกระเพาะอาหาร
ไม่มีวันถูกเติมเต็มจากถุงมือหนังตรงหน้า แต่คงเป็นเพราะกำลัง
อยู่บนห้วงมิติเหนือสายหมอก ถุงมือเจ้าปัญหากลับเชื่องจนผิด
วิสัย ไม่กล้าปลดปล่อยแม้แต่เศษเสี้ยวของความมุ่งร้าย คล้าย
กับหมาล่าเนื้อกำลังนอนหมอบข้างเจ้าของอย่างว่าง่าย
ยิ่งสำรวจ ไคลน์ก็ยิ่งได้ยินเสียงครวญครางอย่างคับแค้นและ
เจ็บปวดจากภายใน
ทันใดนั้น ทั้งใบหน้าเศร้าโศก ใบหน้าเกลียดชัง และใบหน้า
บิดเบี้ยวจำนวนหนึ่งเริ่มปรากฏในนิมิตวิญญาณ ทุกใบหน้า
กำลังท่วมท้นไปด้วยกลิ่นอายความบ้าคลั่งและโหยหาเหนือ
พรรณนา
แต่ละใบหน้าผสานเป็นหนึ่งเดียวกับตะกอนพลังต่างสีสัน
และต่างสถานะ โดยไม่ว่าไคลน์จะแผ่พลังวิญญาณเข้าไปหา
ตะกอนพลังชนิดใด มันจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับใบหน้าและ
มอบพลังพิเศษให้ไคลน์ยืมใช้ชั่วคราว
นี่คือวิธีใช้งาน…?
ไคลน์สำรวจดวงวิญญาณทั้งห้าภายในยุบพองหิวโหยพลาง
ใช้พลังทำนายทดสอบควบคู่ไปด้วย สำหรับดวงวิญญาณเหล่านี้
ตนสามารถ ‘ปล่อยกินหญ้า’ ได้อย่างอิสระของเพียงเพ่งจิตนึก
คิด
ดวงแรก ‘ผู้ไร้หน้า’ มีเพียงพลังเปลี่ยนแปลงใบหน้าและ
ร่างกายเล็กน้อย
ดวงสอง ‘นักจิตบำบัด’ สามารถทำให้เปั้าหมายบ้าคลั่ง
สามารถฝังการชี้นำทางจิตอย่างลับ ๆ ใส่เปั้าหมาย และ
สามารถปลดปล่อย ‘ฤทธิ์มังกร’ สำหรับข่มขู่กลุ่มคนหรือบุคคล
ให้เกิดความโกลาหลได้
ดวงสาม ‘นักสอบสวน’ ช่วยให้ผู้สวมถุงมือเชี่ยวชาญอาวุธ
ทุกชนิด ชำนาญการใช้ระเบิด มีจิตใจเข้มแข็ง และสามารถ
เสียดแทงใส่ดวงวิญญาณเปั้าหมายได้โดยตรง
ดวงสี่ ‘ฝันร้าย’ มีพลังแค่ชนิดเดียว นั่นคือการดึงเปั้าหมาย
ให้ตกอยู่ในภวังค์ความฝันโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก
พลังมิได้ถูกใช้ผ่านร่างกายผู้สวม แต่เป็นการใช้ผ่านยุบพองหิว
โหย ผู้สวมถุงมือจึงยังเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระขณะ
เหยื่อตกอยู่ในภวังค์
ดวงห้า ‘นักบวชแสง’ มีพลังในการสร้างแสงทรงกลดเพื่อ
ขจัดปัดเปั่าสิ่งมีชีวิตประเภทอันเดดหรือชั่วร้ายภายในรัศมี
รอบตัว รวมถึงมีทักษะด้านร้องเพลงปลุกใจของนักขับขาน ช่วย
ให้พวกพ้องแข็งแกร่งขึ้นจากปรกติเล็กน้อย และยังสามารถ
สร้างแสงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นรอง ‘ยันต์เพลิงสุริยัน’ เพียงไม่มาก
ยุบพองหิวโหยสามารถกักเก็บวิญญาณได้สูงสุดห้าดวง…
หลังจากกลืนดูดวิญญาณใหญ่เข้าไป การ ‘ปล่อยกินหญ้า’
ครั้งแรกจะสุ่มทักษะออกมาตั้งแต่หนึ่งถึงสามชนิดโดยไม่
สามารถเลือกเองได้ และทักษะชุดดังกล่าวจะคงอยู่ถาวรจนกว่า
จะปลดปล่อยดวงวิญญาณนั้นให้เป็นอิสระ…
ไคลน์พยักหน้าพลางครุ่นคิด ตามด้วยการถอนหายใจยาว
และกล่าวกับดวงวิญญาณอันเจ็บปวดทรมานทั้งห้า
“เราไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเคยเป็นใครในอดีตมาก่อน เรา
จะค่อย ๆ มอบอิสระอันเป็นนิรันดรคืนกลับไปให้พวกเจ้าทุกคน
และในอนาคต เราขอสัญญาว่าดวงวิญญาณใหม่ซึ่งจะนำมา
กักขังไว้ในถุงมือ ต้องเป็นดวงวิญญาณของคนชั่วช้าเกินกว่าจะ
ได้รับการอภัยเท่านั้น หลังจากเราฆ่าผู้วิเศษและกักขังมันไว้
ภายใน เราจะปล่อยหนึ่งในพวกเจ้าออกไปทีละคนโดยไม่สนว่า
พลังนั้นจำเป็นหรือไม่”
เสียงอ่อนโยนแต่แฝงความขึงขังของชายหนุ่มกำลังก้อง
กังวานท่ามกลางราชวังโบราณ
เพียงพริบตา อารมณ์อาฆาตและเสียงโหยหวนเริ่มบรรเทา
อย่างเห็นได้ชัด มิได้พยายามอาละวาดและต่อต้านเหมือนกับ
ช่วงแรก
ฟูั่ว!
ถอนหายใจโล่งอก ไคลน์ลืมตาขึ้นพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะ
ทองแดงยาวและพึมพำกับตัวเอง
พลังผู้ไร้หน้าซ้อนทับกับเรา หมายความว่าดวงวิญญาณนี้ไร้
ประโยชน์โดยสิ้นเชิง หากเราหาดวงวิญญาณอื่นมาทดแทนได้
เมื่อไร คงต้องปล่อยผู้ไร้หน้าออกไปเป็นลำดับแรก
ถ้าวันนั้นมาถึง เราคงต้องหาโอกาสสื่อวิญญาณเพื่อ
สอบถามข้อมูลเบื้องต้น บางทีอาจได้รับเบาะแสสำคัญของ
เส้นทางนักทำนาย หรือไม่ก็วิธีการค้นหานางเงือก…
ไม่สิ… เราไม่จำเป็นต้องรอให้ได้ดวงวิญญาณใหม่มาทดแทน
สามารถปล่อยออกไปได้ทันที…
ตกลงตามนี้… ในอีกสองสามวันข้างหน้า รอให้อาการหวัด
หายขาด เราจะปลดปล่อยผู้ไร้หน้าและทำการสื่อวิญญาณ…
ขณะเดียวกัน ดวงวิญญาณของนักบวชแสงก็สามารถเติม
เต็มสูตรโอสถนักบวชแสงอันไม่สมบูรณ์ในมือเราได้พอดิบ
พอดี… นอกจากนั้น เมื่อดวงวิญญาณสลายตัว เราจะได้รับ
ตะกอนพลังของเส้นทางดังกล่าวมาครอบครอง…
หมายความว่า เดอะซันน้อยไม่ต้องกังวลกับการเลื่อนลำดับ
อีกต่อไป ดวงวิญญาณของนักบวชแสงจะถูกปล่อยเป็นลำดับ
สอง…
สำหรับเรา การต้องคอยปั้อนเลือดเนื้อและวิญญาณของ
มนุษย์ให้ยุบพองหิวโหยภายในหนึ่งวันหากมีการนำพลังมาใช้
เรื่องนี้ไม่ค่อยน่ากังวลสักเท่าไร เพราะเราจะไม่ใช่มันในยาม
ปรกติอยู่แล้ว การยืมพลังแต่ละครั้งจะต้องเข้าตาจนอย่าง
แท้จริง และในสงครามประเภทดังกล่าว ซากศพสังเวยคงมี
จำนวนเกลื่อนกลาด…
หรือต่อให้ไม่มีเหยื่อเหมาะสม เราก็แค่โยนยุบพองหิวโหย
กลับเข้าไปในมิติสายหมอกโดยไม่ต้องกังวลผลลัพธ์ตามมา มัน
ไม่มีทางกินเราภายในมิติเหนือสายหมอกได้อยู่แล้ว อย่างมากก็
คงใช้การไม่ได้ไปสักระยะ…
ไคลน์สลัดความคิดฟุั้งซ่านทิ้งพลางใช้สมบัติวิเศษสุด
อันตราย ยุบพองหิวโหย เป็นสื่อกลางสำหรับทำนายถามโอสถ
เส้นทางคนเลี้ยงแกะ
แต่ผลลัพธ์กลับออกมาล้มเหลว
ชายหนุ่มไม่กล้าถามถึง ‘ต้นกำเนิด’ ของถุงมือหนังมนุษย์
ข้างนี้ เนื่องจากเกรงว่าตนอาจได้ ‘เห็น’ บุคคลไม่พึงประสงค์
เข้า
จริงอยู่ ไคลน์มั่นใจว่าตนไม่มีทางถึงแก่ความตายถ้ามีมิติ
สายหมอกช่วยแทรกแซงและขัดขวางพลังไว้บางส่วน แต่มัน
กังวลว่าการทำเช่นนั้นจะส่งผลให้ยุบพองหิวโหยเสียหายหรือถูก
ปนเปือน
ไว้ค่อยทดสอบหลังจากไม่ใช้งานมันแล้ว…
ชายหนุ่มโน้มตัวไปด้านหน้าพลางกดศอกเท้ากับพนักแขน
ไคลน์นั่งทบทวนทุกเหตุการณ์ก่อนหน้าอย่างละเอียด ไม่
ปล่อยให้เบาะแสเล็ก ๆ น้อย ๆ รอดพ้นสายตา
ไม่ผิดแน่… หลังจากผิวนอกของมาสเตอร์คีย์ถูกทำลายโดย
สมบูรณ์ ตะกอนพลังของมันจะไม่ปรากฏทันที่ แต่ถือกำเนิด
ใหม่เป็นละอองแสงสีขาวระยิบระยับ จากนั้นจึงพยายามรวมตัว
เป็นตะกอนพลังชนิดใหม่…
เราสามารถอนุมานได้ว่า ตะกอนพลังใหม่จะไม่มีคำสาป
เสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูแฝงอยู่…
หรือสรุปโดยสั้น วิธีนี้สามารถใช้แยกจิตปนเปือนออกจาก
ตะกอนพลังได้เช่นกัน!
แต่ปัญหาคือ ในสถานการณ์ปรกติ ตะกอนพลังแทบไม่มี
ทางถูกทำลายได้เลย จำเป็นต้องผ่ากระบวนการพิเศษอย่าง
มาก…
สำหรับในตอนนั้น เราอาศัยความยิ่งใหญ่ของพิธีกรรมขณะ
มิสเตอร์ A พยายามส่งเทพลงมาจุติบนโลก ผนวกกับอิทธิพล
ของม่านแสงปริศนาและอารมณ์ด้านลบอันเข้มข้น…
เช่นเดียวกัน หากดวงตาดำล้วนของโรซาโก้แตกละเอียด
จิตกัดกร่อนของพระผู้สร้างแท้จริงซึ่งฝังอยู่ภายในก็จะออกมา
สัมผัสกับอากาศ แล้วแบบนั้นใครจะทนรับไหว?
หรือเราควรทำบนมิติเหนือสายหมอก?
ขณะคิดเรื่อยเปือย ไคลน์พลันเป็นกังวลถึงสถานการณ์ทาง
ฝังเขตตะวันออก จึงรีบเสกปากกากับกระดาษและเริ่มทำนาย
ด้วยคำถามสอดคล้อง
แต่เมื่อได้รับคำตอบ สีหน้าชายหนุ่มพลันดำมืดเจือความหด
หู่ แผ่นหลังค่อย ๆ เอนพิงพนักอย่างเชื่องช้า
เบื้องล่างไคลน์ยังคงเป็นทุ่งสายหมอกสีเทากว้างไกลไม่
แปรเปลี่ยน และคล้ายกับจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล
…
ออเดรย์กำลังยืนข้างหน้าต่าง จ้องมองหมอกหนาทึบปะปน
กับสายฝนซึ่งโปรยปรายอย่างผิดธรรมชาติในฤดูหนาว
ปัจจุบัน บนท้องฟั้าแทบไม่เหลืองหมอกควันสีเหลืองซีด
ผสมดำเหล็กแล้ว สีหน้าแววตาเด็กสาวจึงเผยความโล่งใจอยู่
หลายส่วน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เธอและซูซี่ได้รับการบอก
ให้เดินออกไปต้อนรับเอิร์ลฮอลล์ ผู้เพิ่งกลับมาถึงคฤหาสน์ด้วยสี
หน้าเคร่งเครียด
“ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้างคะ?” ออเดรย์ซักถามอย่างกังวล
เอิร์ลฮอลล์ยิ้มให้บุตรสาวขณะถอดเสื้อคลุมส่งคนรับใช้ชาย
ประจำตัว
“ปัญหาถูกสะสางแล้ว แต่รายละเอียดข้อเท็จจริงยังไม่
กระจ่างในหลายเรื่อง เจ้าหญิงน้อยของพ่อ คราวนี้เจ้าช่วยพ่อ
ได้มากทีเดียว ควรค่าแก่การถูกประดับเหรียญกล้าหาญ!”
ดีจัง… ดีจังเลย…
ขอบคุณท่านเดอะฟูล ขอบคุณการเสี่ยงอันตรายของข้ารับ
ใช้ของท่าน ชุมนุมทาโรต์ของพวกเราจึงขัดขวางการลงมาจุติ
ของเทพมารสำเร็จได้อีกครั้ง พวกเราคือผู้กอบกู้โลก!
จิตใจออเดรย์กำลังชุ่มฉ่ำด้วยความภูมิใจ
เอิร์ลฮอลล์รับผ้าขนหนูจากสาวใช้ประจำคฤหาสน์และ
นำมาซับใบหน้า
“ตอนนี้ยังเหลือปัญหาตามมาอีกเป็นพรวน พ่อไม่อยากเชื่อ
เลยว่า หมอกหนาทึบเหนือท้องฟั้ากรุงเบ็คลันด์เมื่อครู่จะแฝง
ด้วยอันตรายถึงเพียงนี้… มีการคาดเดาเบื้องต้นไว้ว่า ประชาชน
ในเขตตะวันออก ย่านโรงงาน และย่านท่าเรือ เสียชีวิตทันทีไม่
ต่ำกว่าหมื่นคน นอกจากนั้นยังหลงเหลือโรคระบาดรุนแรง
แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เจ้ายังไม่ควรออกไปไหน”
เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคน…?
จำนวนคนเท่ากับตัวเลขดังกล่าว ออเดรย์อาจนึกภาพตาม
ได้ไม่ยาก แต่เธอยังคงจินตนาการไม่ออกว่า คนจำนวนมหาศาล
เหล่านั้นจะเสียชีวิตพร้อมกันในลักษณะใด
สำหรับหญิงสาว การจะได้เห็นผู้คนหลักหมื่นในคราวเดียว
พร้อมกัน ต้องเป็นเทศกาลใหญ่อย่างขบวนแห่ของราชวงศ์ใน
วันครอบรอบการก่อตั้งอาณาจักรเท่านั้น
ทว่า ถึงจะนึกภาพไม่ออก แต่ก็มิได้ทำให้เธอเสียใจน้อยลง
แต่อย่างใด
…
เดซีย์กำลังยืนเหม่อลอยหน้าบ้านของตน สายตาจ้องมอง
กลุ่มแพทย์และพยาบาลในชุดโค้ทสีขาวสวมหน้ากาก เดินเข้า
ไปในบ้านและเคลื่อนย้ายศพออกมา
เด็กหญิงทราบผลลัพธ์มานานแล้ว ดวงตากำลังว่างเปล่า สี
หน้าด้านชาปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิง ขาสองข้างขยับเดินไป
ทางประตูบ้านโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ตำรวจผู้คอยยืนกั้นจุดเกิดเหตุรีบเข้ามาขวางไว้
“ตรงนี้ห้ามผ่าน อยากติดเชื้อโรคหรือไง!”
เดซีย์ทำได้เพียงยืนนิ่ง จ้องมองศพมารดาของตน ไลฟ
กำลังนอนกอดพี่สาว เฟรย่า อย่างแนบแน่นในวาระสุดท้าย ศพ
คนทั้งสองถูกยกขึ้นไปบนรถข้นสินค้าคลุมผ้าดำซึ่งถูกดัดแปลง
เป็นรถขนศพชั่วคราว
เด็กหญิงจ้องมองศพคนในครอบครัวค่อย ๆ ถูกคลุมด้วยผ้า
ขาว และนำไปวางเรียงไว้ข้างศพอื่นอีกมากมาย
รถขนศพออกตัวแล่นไปอย่างมั่นคง
ทันใดนั้น คล้ายกับเดซีย์เพิ่งได้สติ เธอรีบวิ่งตามรถขนศพ
เต็มฝีเท้า หวังไล่หลังไปให้ทัน
ทว่า เนื่องจากบนพื้นเต็มไปด้วยคราบโคลนเพราะฝนตก
หนัก เด็กหญิงจึงล้มลุกคลุกคลานหลายหนจนร่างกายสกปรก
มอมแมม
แต่ไม่ว่าจะวิ่งสักเท่าไร เธอก็ไล่รถม้าคันดังกล่าวไม่ทันสักที่
จนกระทั่งมันหักเลี้ยวหายไปตรงหัวมุมถนน
เดซีย์ลดฝีเท้าลง ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างมิอาจควบคุม หัว
สมองขาวโพลนล่องลอย
เด็กสาวเอนตัวพิงต้นไม้ สายตาจ้องมองไปยังหัวมุมถนนซึ่ง
รถขนศพเคยแล่นผ่าน
เมื่อแข้งขาปราศจากเรี่ยวแรง เดซีย์คร่ำครวญด้วยหัวใจ
แตกสลาย
“คุณแม่… เฟรย่า…”
เสียงของเด็กหญิงทั้งแผ่วเบา อ่อนแรง และล่องลอย
ในวินาทีนี้ ทั่วทั้งเขตตะวันออก ย่านท่าเรือ และย่าน
โรงงาน กำลังระงมไปด้วยเสียงสะอื้นของครอบครัวผู้สูญเสียนับ
หมื่น
…
เขตราชินี บรมมหาราชวังโซเดอร์แล็ค
ในสภาพสวมมงกุฎเหนือศีรษะ ใบหน้าขึงขังเด็ดเดี่ยว
หนวดถูกตัดแต่งจนเรียวงาม
กษัตริย์จอร์จที่สามกำลังนั่งบนบัลลังก์พลางจ้องมองเอิร์ล
ราชสำนักตรงหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน
“ฝั่าบาทขอรับ คนจากสามโบสถ์หลักกำลังรออยู่ด้านนอก
และต้องการคำอธิบายจากท่าน” เอิร์ลราชสำนักกล่าวขณะ
เหงื่อเม็ดใหญ่กำลังไหลซึมบนหน้าผาก
“คำอธิบายอะไรอีก! องค์ชายเอ็ดซัคถูกแม่มดล่อลวงและ
สมคบคิดกับนิกายนอกรีตเพื่อก่อกบฏ นั่นคือคำอธิบายของ
เรื่องนี้! แผนการของมันถูกเปิดโปงอย่างไร้ข้อกังขาจากหน่วย
สืบสวน และตัวการต้นเรื่องก็ฆ่าตัวตายไปแล้ว พวกเขายัง
ต้องการคำอธิบายใดอีก!” จอร์จที่สามแผดเสียงตวาดด้วยโทสะ
คุกรุ่น
ตามด้วยการสูดลมหายใจยาว พยายามเรียกคืนความเยือก
เย็น
“ถ้าอย่างนั้น บอกกับพวกเขาไปว่า ขุนนางทั้งหมดใน
อาณาจักร ไม่ว่าจะได้รับตำแหน่งมาด้วยวิธีใด ทุกคนจะมีสิทธิ์
เข้าร่วมสภาขุนนางนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป! ข้อกำหนดในการ
ลงสมัครเลือกตั้งจะถูกผ่อนปรนลงจากเดิม และเขตเลือกตั้งไม่
ผ่านเกณฑ์จะต้องถูกยกเลิก สิ่งเหล่านี้คงพอจะปลอบใจบรรดา
นายธนาคารและเจ้าของโรงงานได้บ้าง และเช่นเดียวกัน
คณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติจะต้องสรุปผลลัพธ์
การตรวจสอบโดยด่วน ร่างกฎหมายเกี่ยวข้องจะถูกเร่งรัดให้
ผ่านเร็วขึ้น กฎหมายความปลอดภัยพื้นฐานของโรงงานและ
ชั่วโมงทำงานจะต้องเป็นรูปเป็นร่างในอนาคตอันใกล้ กฎหมาย
คนจนจะถูกเขียนขึ้นใหม่โดยอิงจากความต้องการของพวกเขา
เป็นหลัก… ไม่เพียงเท่านั้น สามโบสถ์หลักสามารถส่งคนของตน
มาแฝงตัวทำงานในกองทัพได้!”
“ฝ…ฝั่าบาท…”
เอิร์ลราชสำนักพลันหน้าซีด
การยอมผ่อนปรนถึงระดับนี้ มันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า
ราชวงศ์จะกล้าเสนอ
โดยเฉพาะข้อสุดท้าย
จอร์จที่สามแผดเสียงขึงขัง
“จงนำเจตนารมณ์ของเราไปแจ้งให้คนของโบสถ์ด้านนอก
ทราบโดยทั่วกัน! ในเมื่อพวกเขาต้องการคำสั่ง! ก็จงน้อมรับ
คำสั่ง!”
“ขอรับ ฝั่าบาท!” เอิร์ลราชสำนักไม่กล้ายืนอยู่นาน รีบเดิน
ออกจากวังหลวงทันที่
จอร์จที่สามนั่งนิ่งบนบัลลังก์สักพักใหญ่ จนดูคล้ายกับรูปปัน
หินอ่อนไม่เคลื่อนไหว
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ
แววตาของมันเริ่มเผยความอ่อนโยน