ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 53 ผู้สดับ
เรือไม้โบราณสามเสากระโดงกำลังแล่นผ่านผืนทะเลที่ถูก
ปกคลุมด้วยพายุสุดบ้าคลั่ง
ตัวเรือไม่มีความเร็วสูงหรือขนาดใหญ่โต ท่ามกลางสภาพ
อากาศโหดร้ายคล้ายกับวันสิ้นโลก เรือไม้ที่ลักษณะบอบบาง
ราวกับใบไม้ปลิวลอยจากต้นกำลังแล่นผ่านคลื่นสมุทรไปอย่าง
เนิบนาบไร้ภัยอันตราย ไม่มีสัญญาณการโยกเอนแม้แต่น้อย
อัลเจอร์·วิลสันยืนตามลำพังบนดาดฟั้าเรือไม้โบราณ
สายตาจ้องมองคลื่นยักษ์ที่กำลังก่อตัวสูงคล้ายขุนเขา มันกำลัง
ขบคิดในสิ่งใด คงไม่มีใครทราบได้นอกจากตัวมัน
“จะวันจันทร์อีกแล้วสินะ…”
อัลเจอร์พึมพำ
จันทร์คือวันแห่งพระแม่ธรณี เป็นจุดเริ่มต้นข้างขึ้นข้างแรม
ระลอกใหม่ซึ่งส่งผลต่อการเดินเรือ
ทว่า สำหรับอัลเจอร์·วิลสัน วันจันทร์ยังมีความสำคัญอีก
ประการหนึ่ง มันคือวันนัดหมายชุมนุมไพ่ทาโรต์บนมิติสาย
หมอก
อย่างน้อย เราก็ไม่กลายเป็นคนเสียสติ…
ขณะยืนมองท้องทะเลด้วยสายตาเหม่อลอย ลูกเรือที่มีเพียง
น้อยนิดคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้และพร้อมกับไต่ถามด้วยน้ำเสียง
นอบน้อม
“ท่านบิชอป พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ใดกันหรือ?”
อัลเจอร์กวาดสายตามองทะเลรอบตัวหนึ่งหน ก่อนจะกล่าว
ด้วยน้ำเสียงสุขุม
“จับกุม ‘ผู้สดับ’ แห่งชุมนุมแสงเหนือ”
…
พายุเริ่มสงบลง แทรกแทนที่ด้วยหมอกควันสีเทาเต็ม
บรรยากาศ เรือไม้ประหลาดซึ่งไม่เข้ากับยุคสมัยลำหนึ่งแล่น
ท่องไปบนคลื่นราบเรียบ บนเรือมีปืนใหญ่เรียงรายหลาย
กระบอก
เด็กหนุ่มราวแปดเก้าขวบ ผมสีเหลืออ่อน สีหน้าท่าทาง
กำลังหวาดกลัว รอบตัวมันเต็มไปด้วยกลุ่มโจรสลัดมากหน้า
หลายตา บ้างกำลังเมามายไปกับเบียร์ บ้างกำลังเหวี่ยงเชือก
เล่นอย่างไร้จุดหมาย และบ้างชกต่อยกันเองด้วยกำปันเปลือย
เปล่า
เด็กน้อยหันไปมองชายชุดคลุมดำที่กำลังยืนภายใต้เงามืด
มันไต่ถามด้วยเสียงค่อย
“ท่านพ่อ พวกเรากำลังจะไปไหนหรือ?”
ห้าวันก่อนคือวันแรกที่มันได้พบบิดาบังเกิดเกล้า บิดา
ผู้เรียกตัวเองว่านักผจญภัย
หากไม่เพราะภาพวาดสีน้ำมันที่มารดาเหลือทิ้งไว้ หากไม่
เพราะสถานรับเลี้ยงเด็กจำเป็นต้องปล่อยตัวเพราะมีหลักฐาน
ครบครัน มันไม่เคยมีความคิดที่จะไปจากเมืองเกิดแม้แต่น้อย
อีกฝั่ายที่เรียกตัวเองว่า‘บิดา’นั้นมิได้แตกต่างอะไรจากคน
แปลกหน้า
ชายปริศนายังคงยืนในเงามืด มันเพียงพยักหน้าหงึกหงัก
ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“แจ็ค พ่อจะพาลูกไปยังดินแดนแห่งเทพ ที่นั่นมีอาศรม
ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระผู้สร้างเคยอาศัยอยู่”
“อาณาจักรเทพหรือ? แต่มนุษย์ธรรมดาอย่างเรามิอาจ
ย่างกรายเข้าอาณาจักรเทพได้ นอกเสียจากจะได้รับความ
กรุณา…”
แจ็คตัวน้อยถูกสอนสั่งอย่างดีจากผู้เป็นมารดา มันมีความรู้
ติดตัวพอสมควร หลังจากได้ยินคำบอกเล่าจากปากบิดา เด็ก
หนุ่มทั้งประหลาดใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
บุรุษในเงามืดยังคงยืนที่จุดเดิม มันมีโครงสร้างใบหน้าลุ่มลึก
ปาก จมูก โหนกแก้มนูนลึกเด่นชัด เป็นใบหน้าที่พบได้ไม่บ่อย
นัก ยากจะลืมลงหากเคยเห็นไปแล้วครั้งหนึ่ง ราวกับเป็น
ประติมากรรมแกะสลักสุดประณีตจากช่างฝีมือ
ชายปริศนายกมือขึ้นปั้องหู มันขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้า
คล้ายกับกำลังตั้งใจฟังบางสิ่ง
“แจ็ค ลูกเข้าใจผิดแล้ว คำว่ามนุษย์ธรรมดานั้นไม่ถูกต้อง
สักเท่าไร พระผู้สร้างได้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งบนโลก
หมายความว่ามนุษย์ทุกคนเกิดจากพระผู้สร้าง และล้วนมีความ
เป็นเทพอยู่ในตัว เพียงแต่มีมากน้อยไม่เท่ากัน หากมีมากหน่อย
จะถูกยกระดับกลายเป็นเทวทูตหรือนางฟั้า เจ็ดเทพจอมปลอม
ที่ผู้คนเคารพศรัทธาเป็นเพียงเทวทูตและนางฟั้าที่ทรงพลังกว่า
ผู้อื่นเพียงเล็กน้อย ดูอย่างพ่อสิ พ่อได้ยินคำสอนจากพระผู้สร้าง
โดยตรง อา…! นี่คือสาสน์จากพระเจ้า! ชีวิตมนุษย์คือการ
เดินทางของวิญญาณ เมื่อวิญญาณเดินทางไปยังที่ใหม่และสั่ง
สมประสบการณ์จนแข็งแกร่งขึ้น มนุษย์ทุกคนสามารถค้นหา
ความเป็นเทพในตัวพบ หรือแม้กระทั่งหลอมรวมความเป็นเทพ
จากภายนอกเข้ากับดวงวิญญาณ…”
แจ็คน้อยมิอาจเข้าใจประโยคซับซ้อนที่แฝงปรัชญาของผู้
เป็นบิดา มันทำเพียงส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยปากไต่ถามเรื่อง
ถัดไปที่เคยพลาดโอกาสถามในครั้งก่อน
“ท่านพ่อ ท่านแม่เคยเล่าให้ฟังว่า พระผู้สร้างคือผู้ให้
กำเนิดโลกใบนี้ จากนั้นก็แบ่งร่างกายตนเองกระจัดกระจาย
ออกเป็นหลายส่วน พระผู้สร้างมิได้อาศัยอยู่บนโลกตั้งแต่แรก
ท่านคือทั้งหมดของโลก แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงบอกว่า มีอาศรม
ศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้สร้างเคยอาศัยอยู่?”
นับเป็นตรรกะที่คมคายสำหรับเด็กวัยแปดถึงเก้าขวบ
ชายปริศนาผู้มีใบหน้าคล้ายรูปปันแกะสลักถึงกับผงะไปชั่ว
ครู่ มันแสร้งเบือนหน้าหนีราวกับไม่ได้ยินคำถามจากเด็กน้อย
ทำทีเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยิน
ทันใดนั้น มันทรุดคุกเข่าลงกับพื้นดาดฟั้าเรือ ผิวหนัง
บางส่วนถูกแสงแดดส่องกระทบ เผยให้เห็นวัตถุประหลาดสี
ครามปนดำที่ปกคลุมผิวหนังหลายจุด
มือทั้งสองกุมขยำเส้นผมและหนังศีรษะรุนแรง ใบหน้าบิด
เบี้ยวเจ็บแปลบ ปากเปล่งเสียงตะโกนแหบพร่า
“พวกมันโกหก!”
…
หลังเสร็จมื้อเที่ยง ลุงนีลล์ให้สัญญาว่า หากมีโอกาสได้ไป
คราวหน้า ตนจะพาไคลน์ไปยังตลาดมืดค้าของวิเศษด้วยกัน
ชายหนุ่มมุ่งหน้ากลับบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ
ท่าทีไม่เร่งร้อน มันกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรทำสิ่งใดดี ระหว่างนั่ง
อ่านเอกสารโบราณและทบทวนวิชาเร้นลับ หรือรีบออกไปสวม
บทบาทเป็นนักทำนายที่สโมสรพยากรณ์ ก่อนที่ดันน์·สมิท
จะพบตัวเข้าและขัดขวางไม่ให้กระทำ
ทว่า ก่อนตัดสินใจได้เด็ดขาด ดันน์·สมิทเดินเข้ามาใน
สำนักงานพอดิบพอดี มันสวมเสื้อกันลมสีดำตัวเก่งและหมวก
ทรงกึ่งสูงเหมือนทุกครั้ง
“หัวหน้า มีความคืบหน้าบ้างไหม?”
ไคลน์ไต่ถามถึงความเป็นไปของสมุดบันทึกตระกูลอันที
โกนัส สีหน้าเจือความกังวลหลายส่วน
ปราศจากท่าทีอิดโรยบนสีหน้าของดันน์ มันชำเลืองนัยน์ตา
เทามองไคลน์ก่อนจะตอบ
“พวกเรายืนยันได้ว่า สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสอยู่ใน
มือรีเอล·บีเบอร์อย่างแน่นอน เพียงแต่เบาะแสทั้งหมดกลับ
ขาดหายไปกลางคันอย่างน่าฉงน ผมได้แจ้งเหยี่ยวราตรีทุกสาขา
ผ่านโทรเลขไปแล้ว พวกเขาถูกมอบหมายภารกิจให้ตรวจตรา
ท่าเรือและสถานีรถจักรไอน้ำเข้มงวดเป็นพิเศษ ภาพเหมือน
ของคนร้ายถูกส่งจดหมายไปในช่วงบ่ายของเมื่อวาน อีกไม่นาน
คงถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ใหญ่หลายฉบับ”
ถ้าโลกนี้มีโทรศัพท์ เครื่องแฟกซ์ กล้องวงจรปิด รวมถึง
ฐานข้อมูลกลางก็คงจะดี…
น่าเสียดาย ตนพอจะใช้งานสิ่งเหล่านั้นเป็นบ้างใน
ระดับพื้นฐาน แต่กลับปราศจากความรู้ในการสร้างโดย
สิ้นเชิง…
ไคลน์ถอนหายใจตำหนิตัวเอง
“แต่อย่างน้อย พวกเราสามารถพูดได้เต็มปากว่าพบ
เบาะแสของสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสแล้ว และทั้งหมดเป็น
ผลงานสำคัญของคุณ แต่แน่นอน ยังต้องรอผลการสืบสวน
เพิ่มเติมประกอบอีกเล็กน้อย จริงสิ… ผมส่งโทรเลขร้องขอ
ของวิเศษต้องห้ามหมายเลข 2-049 ไปยังมุขมณฑลเขตเบ็ค
ลันด์แล้ว มันเคยเป็นของวิเศษอันตรายประจำตระกูลอันที
โกนัสมาก่อน สามารถช่วยพวกเราระบุได้ว่า รีเอล·บีเบอร์
เป็นหนึ่งในทายาทตระกูลอันทีโกนัสหรือไม่”
ของวิเศษต้องห้ามระดับสอง…
อันตรายปานกลาง… ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
พอสมควร
ไคลน์นึกอยากถามถึงความสามารถพิเศษ และอันตรายที่
ผู้ใช้พึงระวัง แต่ชายหนุ่มพลันนึกได้ว่า ตนยังไม่มี‘สิทธิ์’
มากพอที่จะเข้าถึงข้อมูลลับของโบสถ์
“ขอให้เทพธิดาอวยพรพวกเรา”
ไคลน์ทำสัญลักษณ์สี่จุดที่หน้าอก
ดันน์ผลักประตูห้องทำงานเข้าไป ก่อนจะกล่าวพร้อมกับ
พยักหน้าเบาๆ
“เทพธิดาคอยปกปั้องพวกเราเสมอ… ไคลน์ ถ้าคุณไม่
เลือกโอสถนักทำนายในคราวก่อน ด้วยความดีความชอบครั้ง
ล่าสุด คุณจะมีแต้มสะสมมากพอสำหรับเลือกเดินบนเส้นทางผู้
ไร้หลับ และกลายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเหยี่ยวราตรีเต็ม
ตัว… เฮ่อ… ด้วยความสัตย์จริง ผมค่อนข้างเสียดายกับสิ่งที่
คุณเลือก อย่างน้อยผู้เก็บซากศพ ถึงชื่อจะไม่น่าอภิรมย์นัก แต่
คุณก็ได้เห็นพลังของดาลี่ย์ไปแล้ว ผู้สื่อวิญญาณมีประโยชน์ที่
หลากหลาย หรืออย่างน้อยก็ผู้ส่องความลับก็ไม่เลว ลุงนีลล์จะ
คอยเป็นที่ปรึกษาและช่วยลดโอกาสคลุ้มคลั่งให้คุณได้”
เกี่ยวกับคำอธิบายที่มันเลือกนักทำนาย ชายหนุ่มเตรียม
คำตอบไว้นานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะดันน์ไม่เคย
ไต่ถาม
มันเรียบเรียงคำพูดก่อนตอบ
“แต่ไหนแต่ไร ผมมีตัวเลือกในใจแค่สองข้อเท่านั้น คือผู้
ส่องความลับและนักทำนาย สองเส้นทางดังกล่าวเป็นผู้วิเศษ
สายสนับสนุนที่ไม่ต้องเผชิญศัตรูซึ่งหน้า คุณก็รู้ว่าผมเป็นพวก
ปอดแหก…”
“แต่หัวหน้ากับลุงนีลล์เคยกล่าวว่า ศาสตร์เร้นลับ ยิ่ง
สงสัยมากก็ยิ่งอันตราย ผมจึงระแวงในเส้นทาง ‘ผู้ส่อง
ความลับ’ ว่าอาจส่องพบสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า”
“ดังนั้น ด้วยนิสัยรักตัวกลัวตายของผม ตัวเลือกเดียวที่
เหลืออยู่จึงเป็นนักทำนาย คงเป็นความขี้ขลาดกระมัง ที่ดล
บันดาลให้ผมเลือกเส้นทางนี้”
“…ผมขอยอมรับว่า คำอธิบายของคุณสมเหตุสมผล
มากกว่าที่ผมจินตนาการไว้”
ดันน์ฉีกยิ้มขณะนวดคลึงขมับ
มันเบือนหน้ามองไคลน์เล็กน้อย ก่อนจะใช้นัยน์ตาเทา
สำรวจหัวจรดเท้า
“ถึงเวลาขยายขอบเขตงานแล้ว คุณไม่จำเป็นต้อง
ตระเวนไปมาระหว่างบ้านเวิร์ชและถนนกางเขนเหล็กอีก
เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ บ้าง เผื่อว่าจะเกิดเดจาวูและสัมผัส
ถึงสมุดบันทึกหรือรีเอล·บีเบอร์ได้”
“ครับผม”
มันหมดภาระไปอีกหนึ่งเรื่อง
ชายหนุ่มกล่าวคำอำลากับดันน์·สมิทและหันหลังกลับ
ภายในใจกำลังนับถอยหลัง…
สาม สอง…
“เดี๋ยวก่อน”
ดันน์ส่งเสียงตะโกน
ไคลน์หันกลับไปยิ้มหวาน
“มีอะไรหรือครับหัวหน้า?”
ดันน์กระแอมกลบเกลื่อน ก่อนจะอธิบาย
“เอ่อ… ผู้วิเศษสายสนับสนุนใช่ว่าจะปราศจากภัย
คุกคาม ต้องมีสักวันที่ปัญหาวิ่งเข้าใส่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง แม้
นักทำนายจะมีพลังที่ช่วยให้หลบหลีกการปะทะซึ่งหน้าได้ดี แต่
การไม่ประมาทคือสิ่งที่ดีที่สุด พยายามลับคมทักษะยิงปืนให้
มากเข้าไว้ รวมถึงหมั่นเพิ่มพลังทางกายภาพด้วยการออกกำลัง
กาย”
“กำลังทำอยู่ทุกวันครับ”
ไคลน์ชี้นิ้วไปทางห้องรับแขก
“ผมไปก่อนนะครับ”
“ตกลง… เอ่อ เดี๋ยวก่อน”
ดันน์เบรกเป็นหนที่สอง มันทำสีหน้าครุ่นคิด
“อืม… บางที่ ผมควรจ้างครูฝึกศิลปะปั้องกันตัวให้คุณ
แต่เรื่องนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณกลายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
แล้ว”
ไคลน์พยักหน้ารับตามมารยาท จากนั้นก็หันไปถามอย่าง
ระมัดระวัง
“มีอะไรอีกไหมครับหัวหน้า?”
“ไม่มีแล้ว”
เมื่อได้เห็นนัยน์ตาสุดเคลือบแคลงของอีกฝั่าย ดันน์·สมิท
รีบส่ายศีรษะยืนยันหนักแน่น
“ไม่มีแล้วจริงๆ”
ไคลน์เดินผ่านฉากกันกลับมายังห้องรับแขก มันกล่าวคำ
อำลากับโรแซนและมาดามโอเรียนน่า ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง
สนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อม
เมื่อซ้อมเสร็จ ชายหนุ่มเดินทางไปยังสโมสรพยากรณ์ และ
ได้พบกับเจ้าหน้าที่ต้อนรับสาวสวยนามแอนเจลิก้าอีกครั้ง เธอ
กำลังก้มหน้าอ่านนิตยสารด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ครอบครัว…”
ไคลน์อ่านออกเสียงในใจ ด้วยไม้ค้ำในมือซ้าย มันเดินเข้าไป
ทักทายหล่อนด้วยรอยยิ้ม
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ มาดามแอนเจลิก้า”
“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์โมเร็ตติ”
โดยไม่เร่งร้อน แอนเจลิก้าวางนิตยสารในมือลง เธอลุกยืน
และกล่าว
“เมื่อวาน หลังจากคุณกลับไปได้ไม่นาน มิสเตอร์กลาซิ
สมาที่นี่ เขาเพิ่งหายจากอาการปั่วยร้ายแรง”
ไคลน์ถอนหายใจโล่งอกขณะยิ้ม
“เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แอนเจลิก้าที่แอบสำรวจชายหนุ่มหัวจรด
เท้า ลดโทนเสียงลงและไต่ถามด้วยสีหน้าสุดฉงน
“มิสเตอร์กลาซิสกล่าวว่า คุณคือที่หมอลึกลับมากๆ เป็น
ความจริงรึเปล่าคะ?”
อะไรนะ?
สายตาไคลน์จ้องมองสตรีเบื้องหน้าไม่กะพริบ สีหน้าแฝง
ความฉงน เป็นนัยว่ามันได้ยินถ้อยคำเมื่อครู่ผิดไปหรือไม่
กลาซิสเห็นตนเป็นหมอไปได้อย่างไร?
แม้แต่ตัวเรายังไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อน…