ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 56 เอาชีวิตรอดจากท้องทะเล
ภายในห้องรับแขกที่ค่อนข้างใหญ่ แอนนาและจอยซ์·ไม
เยอร์ นั่งลงบนโซฟาคนละตัว คั่นกลางด้วยผู้ปกครองทางฝั่าย
แอนนา
จอยซ์ถอนหายใจด้วยสีหน้าโล่งอก
“ขอบพระคุณเทพแห่งจักรกลไอน้ำ ผมโชคดีมากที่รอด
ชีวิตกลับมาพบหน้าแอนนาได้อีกครั้ง”
“จอยซ์ที่น่าสงสารของฉัน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
แอนนาไต่ถามด้วยสีหน้าเก็บกังวล
จอยซ์ชำเลืองมองคู่หมั้นตนเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายด้วย
ใบหน้าดำมืด
“ผมยังหวาดผวาจนถึงตอนนี้ เหตุการณ์สุดบ้าคลั่งคอย
ตามหลอกหลอนผมในฝันทุกคืน…”
“ห้าวันหลังจากเรืออัลฟาฟั่าแล่นออกจากท่าไคเซอร์
พวกเราถูกกลุ่มโจรสลัดที่น่ากลัวดักปล้น พวกมันน่ากลัวมา
จริงๆ แต่โชคดีที่กัปตันกลุ่มโจรสลัดมีนามว่า ‘นาสต์ ’”
“นาสต์… ยอดโจรสลัดที่เรียกตัวเองว่าราชาแห่งห้า
สมุทรผู้นั้นน่ะหรือ?”
บิดาของแอนนา มิสเตอร์เวย์น ไต่ถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
แม้จอยซ์·ไมเยอร์จะอยู่ที่นี่นานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่
มันก็มิได้เปิดเผยรายละเอียดความโหดร้ายของเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นแม้แต่ประโยคเดียว สิ่งที่ทำมีเพียงนั่งกังวล ว้าวุ่น และ
กระสับกระส่าย
จนกระทั่งแอนนากลับมาสวมกอดมัน
“เนื่องจากนาสต์ประกาศตัวว่าเป็นทายาทแห่งจักรวรรดิ
โซโลม่อนในอดีต มันจึงยึดถือหลักการไม่เอาชีวิตพลเรือน พวก
มันเพียงจี้ปล้นและขโมยสิ่งมีค่า ลูกเรือบางคนยังนำอาหารมา
ให้พวกเราในยามหิวโหย”
จอยซ์เริ่มบรรยาย
ถึงร่างกายจะสั่นระริก แต่มันก็ไม่หยุดเล่าเหตุการณ์ที่
กลายเป็นฝันร้ายอันดับหนึ่งของชีวิต
“ผมสูญเสียทรัพย์สินไม่มากนัก เนื่องจากพกติดตัวไม่
เยอะ แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น หลังจากการปล้นจบลงและ
เรือแล่นกลับสู่เส้นทางปรกติ จู่ๆ ลูกเรือและผู้โดยสารเกิดมีปาก
เสียงรุนแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ พวกมันลุกขึ้นตะโกนด่าทอ
ลามไปจนถึงชกต่อย ถึงขั้นชักปืนลูกโม่กับดาบยาวออกมายิง
แทงใส่กัน…”
“มีแต่เลือด เลือดเจิ่งนองพื้นเต็มไปหมด มนุษย์คนแล้ว
คนเล่าจบชีวิตลงอย่างโหดเหี้ยม ผู้โดยสารข้างผมเสียชีวิตทั้งที่
ยังลืมตาอยู่ เศษแขนขามนุษย์กระจัดกระจายทั่วเรือ รวมถึง
เครื่องในอย่างปอด ลำไส้ และหัวใจ”
“กลุ่มที่ไม่คลุ้มคลั่งอย่างผม หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มยังมีสติ
พวกเราไม่มีสถานที่ใดให้หลบซ่อน รอบเรือมีเพียงน้ำทะเลสีฟั้า
ครามสุดลูกหูลูกตา… บ้างคร่ำครวญร่ำไห้ บ้างร้องขอชีวิต
บ้างยอมแลกทุกสิ่งเพื่อเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุด ชะตากรรมคน
เหล่านี้มีอันต้องถูกห้อยศีรษะไว้ที่เสากระโดงเรือทั้งหมด”
“แอนนา คุณต้องเชื่อผม ในวินาทีที่คิดว่าจะไม่ได้กลับมา
พบคุณอีก วีรบุรุษคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น หัวหน้าของพวกเรา
มิสเตอร์ทริส! เขาพาทุกคนไปหลบที่ห้องเก็บของชั้นล่างสุด ที่
นั่นมีน้ำและอาหารประทังชีวิตได้นาน เราทุกคนรอคอยจนกว่า
กลุ่มเสียสติด้านบนจะหมดแรง หลังจากนั้น มิสเตอร์ทริสได้นำ
กลุ่มที่ยังเหลือรอดขึ้นมาจัดการกับคนเสียสติอย่างกล้า
หาญ…”
“หลังจากเหตุการณ์นองเลือดที่ผมไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
จบลง เรืออัลฟาฟั่ากลับสู่ความสงบอีกครั้ง แต่แล่นออกจาก
เส้นทางเดิมเล็กน้อย สาเหตุเพราะมีลูกเรือเหลืออยู่เพียงหนึ่งใน
สามจากตอนแรก”
…
ขณะเล่าถึงเหตุสยองขวัญ จอยซ์·ไมเยอร์เอ่ยถึง
‘วีรบุรุษ’ที่เรียกตัวเองว่า‘ทริส’บ่อยครั้ง
ทริสคือชายหน้ากลมและเป็นมิตร นิสัยขี้อายคล้ายสตรี
ชอบนั่งที่มุมห้องตามลำพังโดยไม่สนทนากับใคร แต่หากสนิท
สนมเมื่อไร ทริสจะกลายเป็นคนช่างจ้อทันที่
ช่างขัดกับบุคลิกในตอนที่นำกลุ่มผู้เหลือรอดไล่ฆ่ากลุ่มคน
เสียสติเหลือเกิน
“จอยซ์ที่น่าสงสารของฉัน คุณคงหวาดผวามาก…
ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ไม่แยกสองเราออกจาก
กัน”
น้ำตาเริ่มพรั่งพรูสองข้างแก้มแอนนา
ขณะเดียวกัน เธอทำสัญลักษณ์สามจุดบริเวณหน้าอก สื่อ
ถึงสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งจักรกลไอน้ำ
จอยซ์อมยิ้มขื่นขม
“นี่คงเป็นรางวัลที่พระองค์ตอบแทนให้กับผู้ศรัทธา…
หลังจากนั้น ด้วยลูกเรือเพียงหนึ่งในสาม เรืออัลฟาฟั่าต้องแล่น
ผ่านพายุฝนอย่างยากลำบาก ออกจากเส้นทางไปหลายหน แต่
สุดท้ายก็สามารถเทียบท่าเอ็นมาร์ทได้ในที่สุด”
“เนื่องจากบนเรือเกิดเหตุนองเลือดสยดสยอง ทางตำรวจ
จึงกักตัวทุกคนไว้ ก่อนจะทำการสอบสวนเป็นเวลานานโดยไม่
เปิดโอกาสให้ส่งโทรเลข ตัวผมเพิ่งจะถูกปล่อยเป็นอิสระเมื่อเช้า
นี้เอง”
“ผมรีบยืมเงินจากเพื่อนและนั่งรถจักรไอน้ำขบวนแรก
กลับมายังเมืองทิงเก็น ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมกลับมา
เหยียบแผ่นดินทิงเก็นได้อีกครั้ง ขอบคุณที่ทำให้ผมกลับมาพบ
คุณอีก”
เมื่อกล่าวตบ จอยซ์จ้องมองเข้าไปในแววตาของคู่หมั้นด้วย
สีหน้าเคลือบแคลง
“แอนนา ในวินาทีที่คุณสวมกอด ผมสัมผัสได้ถึงความ
ประหลาดใจและความสุข แต่ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า เหตุใด
คุณถึงต้องรีบลงจากรถม้าและวิ่งเข้าบ้านด้วย? ผมมีแผนจะดัก
รอทำให้คุณประหลาดใจสักหน่อย”
แอนนานึกทบทวนความทรงจำและพยายามเรียบเรียง
ออกไป
“ฉันไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังคุณ จอยซ์ เมื่อคุณหายตัวไป ฉัน
กระวนกระวายจนตัดสินใจเดินทางไปยังสโมสรพยากรณ์เพียง
แห่งเดียวในเมืองทิงเก็น”
“หมอดูคนนั้น… เอ่อ นักทำนายคนนั้น เขากล่าวกับฉัน
ว่า ‘คู่หมั้นของคุณกลับมาแล้วนะครับ เขาอยู่ในบ้านหลังที่มี
กังหันเล็ก’”
“อะไรนะ?”
คู่สามีภรรยาเวย์นส่งเสียงประหลาดใจพร้อมกัน
แอนนาใช้สองมือปิดหน้าพลางส่ายศีรษะ
“ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว บาง
ที… โลกนี้อาจมีปาฏิหาริย์อยู่ก็ได้”
“จอยซ์ นักทำนายคนนั้นขอข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ
ใบหน้า ที่อยู่ และวันเกิดของคุณ จากนั้นก็เริ่มทำนายด้วย
โหราศาสตร์”
“เมื่อได้ผลลัพธ์และเดินออกมาจากห้อง คำถามแรกคือ
‘บ้านหลังที่มีกังหันเล็กเป็นของฉันหรือของคุณ’ เมื่อฉันตอบ
ว่าเป็นของฉัน เขาจึงกล่าวต่อว่า…”
“มิสแอนนา ขอแสดงความยินดีด้วยครับ มิสเตอร์
จอยซ์·ไมเยอร์กำลังเป็นแขกพิเศษที่บ้านคุณ สิ่งที่คุณควร
มอบให้มิใช่คำถามซักไซ้ หากแต่เป็นการสวมกอดอย่างอบอุ่น
และห่วงใย”
“พระเจ้า…”
จอยซ์ยากจะเชื่อลง มันมิอาจหาข้อสรุปใดมาอธิบาย
เหตุการณ์ดังกล่าวได้
“เขารู้จักผมหรือ? มีใครแอบส่งโทรเลขจากท่าเรือเอ็น
มาร์ทไปรึเปล่า? บางทีอาจเป็นหนึ่งในตำรวจที่สอบสวน…”
“เดี๋ยวก่อน… แบบนั้นยังอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดเขาถึงรู้
ว่าผมรออยู่ที่บ้านคุณ และไม่มีทางทราบแน่ว่าคุณจะใช้บริการดู
ดวง แอนนา คุณได้นัดหมายหมอดูคนนั้นล่วงหน้ารึเปล่า?”
“ไม่ค่ะ ฉันไปเลือกที่สโมสร”
แอนน่าอธิบายพลางขมวดคิ้ว
“บางที่ เขาอาจเป็นนักทำนายที่มีเครือข่ายข้อมูล
กว้างขวางและพร้อมใช้งานข้อมูลเหล่านั้นตลอดเวลา…
หรือไม่ก็อาจเป็นสุดยอดนักทำนายตัวจริงเสียงจริง”
บิดาของแอนนา มิสเตอร์เวย์นถอนหายใจยาวหนึ่งครั้งก่อน
สรุป
“จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ถูกจารึกไว้กว่าพันปี
รวมถึงเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้อย่างเลือนรางในยุคสมัยที่สี่
ศาสตร์การทำนายของแท้นั้นมีอยู่จริง และมันยังคงไม่สูญ
หายไปในยุคสมัยปัจจุบัน… นั่นอาจเป็นคำตอบของเรื่องราว
ทั้งหมด”
จอยซ์ส่ายศีรษะเบาๆ พร้อมกับถาม
“นักทำนายคนนั้นชื่ออะไร?”
แอนนาครุ่นคิด
“ไคลน์·โมเร็ตติ”
…
ณ ห้องรับแขกสโมสรพยากรณ์เมืองทิงเก็น
ขณะได้ยินไคลน์กล่าวบางสิ่งกับแอนนาด้วยเสียงค่อย แอน
เจลิก้าทราบทันทีว่าเธอไม่ควรเข้าไปใกล้
หลังจากนั้นไม่นาน แอนนาทำการจ่ายเงินและรีบวิ่งออก
จากสโมสรด้วยสีหน้าสับสนปนกระวนกระวาย
แอนเจลิก้าตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟาข้างไคลน์และ
เอ่ยปากถาม
“ผลทำนายออกมาดีหรือคะ?”
เธอไม่ถามถึงผลลัพธ์โดยละเอียด นั่นอาจเป็นการขัดต่อ
หลักของหมอดู
“ใช่ครับ”
ไคลน์พยักหน้าพร้อมกับหยิบเหรียญทองแดงสามเหรียญยื่น
ให้เธอ
“หนึ่งในแปดของค่าบริการจะถูกหักให้สโมสรใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
แอนเจลิก้าก้มมองเหรียญทองแดงในมือ ก่อนจะเห็นว่าเป็น
เหรียญเพนนีหนึ่งเหรียญ และเหรียญครึ่งเพนนีสองเหรียญ
เธอรีบกล่าวทักท้วง
“เกินมาครึ่งเพนนีค่ะ”
ไคลน์ยังคงรักษารอยยิ้ม
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลลูกค้าแทนผมครับ ในเมื่อหล่อนจ่าย
ทิป คุณก็สมควรได้รับเช่นกัน”
และขอบคุณที่ช่วยแนะนำลูกค้าคนแรกให้
ไคลน์กล่าวประโยคหลังภายในใจ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
แอนเจลิก้าแอบเกิดความเคลือบแคลงในตัวไคลน์เล็กๆ แต่
เหตุผลของเขาก็ฟังขึ้น จึงไม่มีสาเหตุให้ต้องปฏิเสธ
ไคลน์เดินกลับไปยังห้องประชุมรวมโดยหวังว่าจะมีลูกค้า
เพิ่มอีกสักสองสามราย
ทว่า หลังจากผ่านไปสี่สิบห้านาที่ ตนยังไม่ได้รับลูกค้าใหม่
แม้แต่รายเดียว
ไม่ใช่เพราะธุรกิจดูดวงของสโมสรตกต่ำ เพียงแต่ลูกค้า
ประจำมักเลือกใช้หมอดูคนเดิมๆ เช่นกัน
หมอดูขาประจำอาจถูกแนะนำจากปากต่อปาก หรือไม่ก็
สนิทสนมกับลูกค้าอยู่แล้ว…
หรือก็คือ ตัวเรายังขาด‘ค่าชื่อเสียง’อยู่สินะ ไคลน์อม
ยิ้มกับตัวเองหลังจากใช้ศัพท์เกมอธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อดื่มชาดำซิบปถ้วยที่สามหมด ไคลน์ตัดสินใจสวมหมวก
และหยิบไม้ค้ำเดินออกจากห้องประชุม
ขณะเดียวกัน แอนเจลิก้าที่เพิ่งฉุกคิดถึงคำขอของกลาซิสได้
เธอรีบส่งเสียงตะโกนขัดจังหวะไคลน์ไว้
“มิสเตอร์โมเร็ตติคะ คุณจะเข้าสโมสรในวันไหนบ้าง?
ครั้งหน้าเป็นเมื่อไร? มิสเตอร์กลาซิสต้องการแสดงความ
ขอบคุณด้วยตัวเองค่ะ”
“ผมจะเข้าก็ต่อเมื่อผมว่าง หากโชคชะตานำพา ผมกับ
กลาซิสต้องได้พบกันสักวันแน่”
ไคลน์ตอบเป็นปริศนาคล้ายกับพฤติกรรมของนักต้มตุ๋น ใน
พักหลัง มันโกหกจนติดเป็นนิสัยราวกับกลายเป็นนักต้มตุ๋นไป
แล้วจริงๆ
ชายหนุ่มรีบเดินออกจากสโมสรก่อนที่แอนเจลิก้าจะถามสิ่ง
ใดเพิ่ม จากนั้นก็โบกรถม้ากลับถนนดารารัตน์ บ้านครอบครัวโม
เร็ตติแสนอบอุ่น
เมื่อเปิดประตูและเดินเข้าไป ไคลน์เห็นเบ็นสันกำลังก้มหน้า
อ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนเมลิสซ่ากำลังประกอบเฟือง สปริง และ
ลูกปืนเข้าด้วยกันภายใต้แสงแดดยามเย็นที่ส่องผ่านมุขหน้าต่าง
“สายัณห์สวัสดิ์ มาดามชาเดอร์ได้แวะมาที่นี่รึเปล่า?”
ไคลน์ถามเป็นกันเอง
เบ็นสันไม่วางหนังสือพิมพ์ลง มันเลือกที่จะเงยหน้าขึ้น
“มาดามชาเดอร์เพิ่งกลับไปเมื่อสิบห้านาทีก่อน เธอนำ
ของฝากติดไม้ติดมือมาด้วย ดูเหมือนหล่อนจะชอบมัฟฟินกับ
เค้กเลม่อนที่บ้านเรามาก และยังชวนให้ไปที่บ้านของเธอด้วย
หากมีโอกาส หล่อนเป็นพวกเข้ากับคนได้ง่าย คุยเก่ง และ
กิริยามารยาทเรียบร้อย”
“ติดอยู่อย่างเดียวคือ เธอศรัทธาเทพแห่งวายุสลาตัน
โบสถ์ดังกล่าวเชื่อว่า เด็กผู้หญิงไม่สมควรไปเรียนที่โรงเรียน แต่
ต้องศึกษาด้วยตัวเองที่บ้าน”
เมลิสซ่าบ่นอุบอิบ เป็นอาการหงุดหงิดที่ค่อนข้างชัดเจน
“อย่าถือสาเรื่องความเชื่อของผู้อื่นเลย หากไม่ทำให้เรา
เดือดร้อน เธอจะถือว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ดีมากคนหนึ่ง”
ไคลน์พยายามปลอบน้องสาวด้วยรอยยิ้ม
อาณาจักรโลเอ็นยอมรับในหลายศาสนา ไม่เหมือนกับ
อาณาจักรฟุซัคของทวีปเหนือที่นับถือเทพแห่งการต่อสู้เพียง
พระองค์เดียว และอาณาจักรเฟเนพ็อตของทวีปใต้ที่นับถือพระ
แม่ธรณีเพียงพระองค์เดียว
ในความเป็นจริง คงเลี่ยงไม่ได้ที่ศาสนาเทพธิดารัตติกาล
เทพแห่งวายุสลาตัน และเทพแห่งจักรกลไอน้ำจะเกิดความ
ขัดแย้ง สาเหตุเพราะหลักคำสอนและหลักประพฤติของแต่ละ
ศาสนาล้วนแตกต่าง แต่หลังจากผ่านมานานนับพันปี ความ
ขัดแย้งเหล่านั้นก็บรรเทาลงจนสามารถอยู่ร่วมกันได้
“เข้าใจแล้ว”
เมลิสซ่าทำแก้มปั่องก่อนจะเพ่งสมาธิกลับไปยังเศษ
เครื่องจักรในมือ
หลังจากมื้ออาหารค่ำ ไคลน์นั่งทบทวนความรู้ด้าน
ประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ จนกระทั่งเมลิสซ่าและเบ็นสัน
อาบน้ำเสร็จ ชายหนุ่มจึงเดินไปล้างหน้าและแยกย้ายเข้า
ห้องนอน
มันล็อกกลอนประตูแน่นก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง
ไคลน์จำต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่ที่ได้รับในแต่ละวัน
รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวันนั้นๆ เพื่อมิให้
หลงลืมหรือพลาดสิ่งสำคัญในจุดใดไป
การกระทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ไคลน์มีสติเยือก
เย็นในสถานการณ์ไม่คาดฝัน
ชายหนุ่มหยิบปากกาหมึกซึมออกมา ก่อนจะเปิดสมุดโน้ต
และเขียนลงไปด้วยภาษาจีนกลางว่า…
“เหตุใดกุญแจสำคัญของพลังโอสถถึงเป็นการสวม
บทบาท?”