ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 6 ผู้วิเศษ
ไม่เพียงจะพูดภาษาโลเอ็นเหมือนกัน แต่ทั้งสองยังแสดงสี
หน้าแบบเดียวกันด้วย
เป็นสีหน้าของความตึงเครียดสุดขีด
เรากำลังอยู่ที่ไหน และถูกนำตัวมาที่นี่ทำไม?
เรื่องนั้น แม้แต่มันเองก็อยากทราบเหมือนกัน…
หลังจากสงบสติอารมณ์ โจวหมิงรุ่ยนำคำถามของทั้งสอง
คนมาวิเคราะห์ตีความในหัว
คำถามของอัลเจอร์และออเดรย์มิได้ต้องการคำตอบ แต่เป็น
การไต่ถามตามสัญชาตญาณเมื่อร่างกายเกิดภาวะตกตะลึง
หวาดกลัว และไม่ปลอดภัย
ด้วยเหตุผลบางประการซึ่งหาคำอธิบายไม่ได้ สองบุคคล
เบื้องหน้าถูกลากตัวเข้ามาในมิติทะเลหมอกสีเทาอย่างไม่เต็มใจ
ในฐานะตัวต้นเหตุ แม้แต่โจวหมิงรุ่ยยังเกิดภาวะตื่น
ตระหนกรุนแรง ไม่แปลกที่คนทั้งสองจะแสดงท่าทีกระวน
กระวายขนาดนี้
สำหรับพวกมัน เหตุการณ์ปัจจุบันคงอยู่เหนือสามัญสำนึก
อย่างมากแน่… ใช่แล้ว…
ในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ โจวหมิงรุ่ยคำนึงถึงความเป็นไปได้
สองตัวเลือก ข้อแรก หากมันแสร้งทำเป็นผู้เสียหายเหมือนกับ
อีกสองคน อาจได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและร่วมกันหาทางออก
แถมยังใช้โอกาสนี้จับตามองการกระทำไปในตัว เผื่อว่าจะได้รับ
ข้อมูลที่น่าสนใจใหม่
ข้อสอง แสร้งทำเป็นตัวตนปริศนาต่อไป วิธีนี้จะส่งผลให้อีก
ฝั่ายเกรงกลัว รวมถึงอาจได้รับข้อมูลที่มีค่ามหาศาล
ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ไม่เพียงพอให้มันประมวลผลชั่ง
น้ำหนักหาข้อดีข้อเสียโดยละเอียด หมิงรุ่ยกัดฟันยอมเสี่ยงเลือก
ข้อสอง
แสร้งทำเป็นบุคคลลึกลับให้อีกฝั่ายยำเกรง เพื่อที่ตนจะได้
ถือไพ่เหนือกว่าภายในห้วงมิติไร้ก้นบึ้งแห่งนี้
หลังจากช่วงเวลาเงียบงันผ่านไปหลายวินาที่ ชายหนุ่มเปิด
เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เปียมด้วยความสุขุมเยือกเย็น
เพื่อเป็นการทักทายสหายใหม่สองคนที่กำลังเสียขวัญ
“ข้าแค่ลองทดสอบดู”
ทดสอบ… ทดสอบอะไร?
ออเดรย์·ฮอลล์รีบหันมองทางบุคคลลึกลับทันที่ รอบ
กายชายปริศนายังคงห้อมล้อมด้วยหมอกเทาหนาทึบเช่นเดิม
สถานการณ์ปัจจุบันช่างน่าฉงน น่าหวาดกลัว และแปลก
ประหลาดเหนือคำบรรยาย
เมื่อครู่ ตนยังนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแปั้งภายในห้องนอน แต่
เพียงไม่กี่วินาทีก็ถูก ‘ลาก’ เข้ามายังสถานที่ซึ่งมีเพียงทะเล
หมอกไหลผ่าน
ช่างน่าอัศจรรย์อะไรเช่นนี้!
ออเดรย์สูดลมหายใจยาวเต็มปอด ก่อนจะเผยรอยยิ้มใสซื่อ
และอ่อนโยน คำถามถูกเปล่งออกจากปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“มิสเตอร์… การทดลองอะไรหรือ แล้วท่านสามารถส่ง
พวกเรากลับได้ไหม?”
อัลเจอร์·วิลสันยังคงเคลือบแคลงในตัวโจวหมิงรุ่ยไม่น้อย
แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า มันจึงรักษาท่าทีสุขุมสง่างาม
และเลือกที่จะเป็นผู้ชมอย่างเงียบงัน
โจวหมิงรุ่ยชำเลืองมองตามต้นเสียงของหญิงสาวที่เอ่ยปาก
ถาม สายตามันมองเห็นเพียงคร่าว ๆ ว่าอีกฝั่ายคือสตรีรูปร่าง
สูง ผมสีทองเงางาม แต่มิอาจมองเห็นรูปลักษณ์ที่ชัดเจนได้
มันไม่รีบตอบ โจวหมิงรุ่ยหันไปชำเลืองบุรุษอีกหนึ่งคนที่ยัง
เงียบงัน เส้นผมของมันยุ่งเหยิงและมีสีน้ำเงินเข้ม หุ่นกำยำ
สันทัด ไม่จัดว่าอ้วนท้วม
โจวหมิงรุ่ยเกิดสมมติฐานใหม่ หากมันมีพลังมากกว่านี้ใน
อนาคต อาจมองทะลุผ่านหมอกเทาจนเห็นรูปลักษณ์ที่ชัดเจน
ของทั้งคู่
ถ้าเข้าไม่ใจผิดไป… เราคือเจ้าบ้าน และสองคนนี้เป็นแขก
ของห้วงมิติทะเลหมอก…
หลังจากเปลี่ยนมุมมอง โจวหมิงรุ่ยเริ่มตระหนักถึง
รายละเอียดเล็กน้อยที่มันมองข้าม
ทั้งเด็กสาวที่มีเสียงไพเราะและชายหนุ่มกำยำ ตัวตนของ
พวกมันมิได้กระจ่างชัดเจนเท่าที่ควร บนลำตัวส่องแสงแดงระ
เรื่อเจือจาง ราวกับเป็น ‘ภาพฉาย’ มากกว่าร่างเนื้อ
หากให้เดา คงเป็นดาวสองดวงที่ตนบังเอิญสัมผัสเข้าจนลุก
ไหม้เมื่อครู่
ภาพฉายเกิดจากสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างตัวมันกับ
คนทั้งสอง และด้วยความเป็นเจ้าบ้าน จึงมีเพียงโจวหมิงรุ่ย
เท่านั้นที่ตระหนักในเรื่องนี้
ภาพฉายจะหายไปเมื่อสายสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวถูกตัด
ขาด และนั่นจะเป็นการส่งพวกมันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ตามเดิม…
โจวหมิงรุ่ยพยักหน้าอย่างอ่อนโยนขณะหันมองเด็กสาวผมสี
ทอง มันส่งเสียงหัวเราะในลำคอก่อนตอบกลับ
“แน่นอน หากเจ้าปรารถนาที่จะกลับ สามารถแจ้งความ
ประสงค์ได้ทุกเมื่อ แล้วข้าจะส่งกลับให้เอง”
เมื่อสัมผัสว่าน้ำเสียงของโจวหมิงรุ่ยปราศจากความมุ่งร้าย
ออเดรย์ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าโล่งใจ หล่อนเกิด
ความคิดที่ว่า หากสุดยอดตัวตนที่สามารถบันดาลเรื่อง
มหัศจรรย์เช่นนี้กำชับรับปาก อีกฝั่ายไม่มีทางคืนคำแน่นอน
เมื่อจิตใจเริ่มสงบลง เธอจึงยังไม่อยากกลับ ออเดรย์กวาด
สายตามองไปรอบทะเลหมอกที่มีประกายแสงระยิบระยับ
มากมาย
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล แต่ก็คาดหวังในเวลา
เดียวกัน
“นับเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมาก… ดิฉันเฝั้าฝันมา
ตลอดให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเองในสักวัน เอ่อ… ดิฉัน
เป็นคนชอบเรื่องลี้ลับและพลังพิเศษมาก เอ่อ… ที่อยากจะ
ถามก็คือ ดิฉันจะกลายเป็นผู้วิเศษด้วยวิธีใดได้บ้าง”
ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ถ้อยคำของออเดรย์จึงตะกุกตะกัก สิ่งที่
เธอเฝั้าฝันมาตลอด สิ่งที่เคยทำได้เพียงจินตนาการถึง บัดนี้
เกิดขึ้นเบื้องหน้ากับตัวเองแล้ว
หลังจากกล่าวจบ ความกังวลและตึงเครียดก่อนหน้าได้
เลือนหายโดยสมบูรณ์
ถามได้ดี! มันเองก็อยากทราบเหมือนกัน…
โจวหมิงรุ่ยตัดพ้อในใจ มันยังคงเงียบงันเพื่อรักษามาดของ
บุคคลลึกลับไว้
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มรู้สึกว่าการยืนสนทนาค่อนข้างไม่
สะดวก สถานที่จับเข่าคุยเรื่องสำคัญควรโอ่อ่าหรูหราเหมือนกับ
มหาราชวัง และตัวมันต้องนั่งหัวโต๊ะประชุมยาวเพื่อทำหน้าที่
ประธานใหญ่ เก้าอี้ทุกตัวรอบโต๊ะประชุมต้องสลักด้วยลวดลาย
เก่าแก่ และตัวมันมีหน้าที่เป็นเพียงผู้เฝั้ามองเท่านั้น
หลังจากความคิดจบลง ห้วงมิติสายหมอกเริ่มสั่นสะเทือน
ทั้งอัลเจอร์และออเดรย์ต่างแสดงท่าทีตกตะลึง
เพียงพริบตา เสาหินทรงกระบอกขนาดใหญ่ผุดขึ้นรอบตัว
พวกมันเป็นจำนวนมาก ท้องฟั้าที่เคยเปิดโล่งและมีประกายดาว
ระยิบระยิบ ได้ถูกเพดานโดมคล้ายหลังคาปกคลุมมิดชิด
วิวทิวทัศน์รอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นบรมมหาราชวังที่โอ่อ่า
และอลังการ คล้ายกับวังสวรรค์ของเผ่าพันธุ์คนยักษ์ในตำนานก็
มิปาน
ภายใต้เพดานโดมกว้างขวางโอ่อ่า เบื้องล่างยังคงมีสาย
หมอกสีเทาไหลเวียนไม่ขาดสาย กึ่งกลางห้องปรากฏโต๊ะ
ทองแดงยาวยี่สิบสองที่นั่ง แบ่งเป็นเก้าอี้ฝังละสิบตัว รวมหัว
ท้ายอีกสองตัว
บริเวณพนักพิงเก้าอี้ทุกตัวจะส่องแสงสีแดงเข้มเป็นรูปทรง
ของหมู่ดาวที่โจวหมิงรุ่ยไม่พบเห็นมาก่อน
ออเดรย์และอัลเจอร์นั่งหันหน้าเข้าหากัน
พวกมันนั่งลงบนเก้าอี้สองตัวแรกใกล้กลับกับหัวโต๊ะของ
บุรุษลึกลับ เด็กสาวผมทองยังคงกวาดสายตามองรอบข้างด้วยสี
หน้าสุดทึ่ง
“สุดยอดไปเลย…”
ใช่แล้ว มันสุดยอดมาก… สุดยอดเกินไป…
โจวหมิงรุ่ยนั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ ก่อนจะเหยียดแขนขวา
ออกไปวางบนขอบโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อัลเจอร์ชำเลืองมองสภาพแวดล้อมด้วยนัยน์ตาที่ยังคงสั่น
ระริก หลังจากเงียบงันอยู่พักใหญ่ มันตัดสินใจตอบคำถามของ
เด็กสาวผมทองแทนโจวหมิงรุ่ย
“คุณมาจากโลเอ็นใช่ไหม? ถ้าต้องการเป็นผู้วิเศษ ก็ต้อง
เลือกเข้าร่วมเป็นสาวกของโบสถ์สักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์
เทพธิดารัตติกาล โบสถ์เทพแห่งวายุสลาตัน หรือโบสถ์เทพแห่ง
จักรกลไอน้ำ คนธรรมดาคงยากที่จะเดินสวนกับผู้วิเศษในชีวิต
จริงได้ ต้องเกี่ยวพันกับโบสถ์แห่งเทพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่
ต้องมีตำแหน่งที่สูงพอสมควรด้วย ยกตัวอย่างเช่น นักบวช
ทั่วไปของแต่ละโบสถ์จะมีชะตากรรมไม่ต่างจากคนทั่วไปมาก
นัก ถึงอย่างนั้น ผมสามารถบอกคุณได้ว่า มีผู้วิเศษจำนวนไม่
น้อยแฝงตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอยู่ในศาล ตุลาการ และ
หน่วยงานบังคับกฎหมายของอาณาจักร พวกมันคอยใช้พลัง
พิเศษต่อสู้กับภัยมืดมิดที่มนุษย์มองไม่เห็น ทว่า หากเทียบกับ
ช่วงต้นยุคเหล็กแล้ว จำนวนผู้วิเศษลดลงจากอดีตจนน่าใจ
หาย”
โจวหมิงรุ่ยเพ่งสมาธิตั้งใจฟังสุดชีวิต แต่ท่าทีภายนอกยัง
แสร้งไม่แยแส ประหนึ่งนั่งฟังเด็กสองคนเล่านิทานให้กันและกัน
จากความทรงจำอันเลือนรางของนักศึกษาวิชา
ประวัติศาสตร์อย่างไคลน์ โจวหมิงรุ่ยย่อมทราบว่า ‘ยุค
เหล็ก’ หมายถึงยุคปัจจุบัน หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘ยุคสมัยที่
ห้า’ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 1349 ปีก่อน
ออเดรย์นั่งฟังอัลเจอร์จนจบประโยค ก่อนจะถอนหายใจ
ยาวด้วยสีหน้าผิดหวัง
“มิสเตอร์… เรื่องนั้นดิฉันทราบอยู่แล้ว และทราบลึกยิ่ง
กว่าที่คุณเล่า รู้ไปถึงตัวตนหน่วยลับของทั้งสามโบสถ์ซึ่ง
ประกอบด้วย เหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกล แต่
ดิฉันไม่ต้องการสูญเสียอิสรภาพของตัวเองโดยการอุทิศตัวรับใช้
โบสถ์”
อัลเจอร์หัวเราะแห้งในลำคอ ก่อนจะตอบกลับอย่าง
คลุมเครือ
“การเป็นผู้วิเศษต้องเสียสละบางสิ่ง หากไม่ต้องการเข้า
ร่วมโบสถ์และอุทิศตัวเพื่อผ่านบททดสอบ คุณก็ต้องเข้าหา
ตระกูลราชวงศ์ของอาณาจักร หรือไม่ก็ตระกูลขุนนางที่มี
ประวัติศาสตร์ไม่ต่ำกว่าพันปี ไม่อย่างนั้น หนทางสุดท้ายคือการ
เข้าร่วมกับองค์กรลับชั่วร้าย แต่วิธีนี้จำเป็นต้องใช้วาสนามาก
หน่อย”
ออเดรย์ทำแก้มปั่องตามความเคยชิน ก่อนจะกวาดสายตา
มองไปมาระหว่าง ‘บุรุษลึกลับ’ กับอัลเจอร์
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
ออเดรย์ถามย้ำ
“ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วจริงหรือ…”
อัลเจอร์เงียบงันอยู่นานกว่าครึ่งนาที่ ก่อนจะชำเลืองสายตา
ไปยังบุรุษลึกลึกลับที่เอาแต่เฝั้ามองอย่างเงียบงัน
เมื่อมั่นใจว่าโจวหมิงรุ่ยไม่กล่าวสิ่งใดเสริม อัลเจอร์หันไป
มองออเดรย์พลางกล่าวอย่างระมัดระวัง
“ผมครอบครองสูตรปรุงโอสถลำดับ 9 อยู่สองชนิด”
ลำดับ 9? โจวหมิงรุ่ยพึมพำในใจ
“จริงหรือ อันไหนบ้าง?”
ออเดรย์ทราบว่าสูตรปรุงโอสถลำดับ 9 หมายถึงสิ่งใด
อัลเจอร์เอนหลังเล็กน้อย ก่อนจะมอบคำตอบให้ออเดรย์อ
ย่างใจเย็น
“อย่างที่คุณทราบ มนุษย์ต้องดื่มโอสถเพื่อให้กลายเป็น
ผู้วิเศษ ซึ่งชื่อของโอสถดั้งเดิมนั้นถูกสลักไว้บน ‘แผ่นศิลาเย้ย
เทพ’ แต่หลังจากถูกแปลงเป็นหลายภาษา ทั้งภาษาคนยักษ์
ภาษาเอลฟ ภาษาเฮอร์มิสโบราณ ภาษาฟุซัคโบราณ และภาษา
เฮอร์มิสปัจจุบัน ชื่อของโอสถมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย
อยู่เสมอ ชื่อจึงไม่ใช่แก่นสำคัญของพลังวิเศษ สิ่งที่ควรสนใจคือ
‘ธรรมชาติพลัง’ ของโอสถชนิดดังกล่าวมากกว่า ผมมีสูตร
โอสถลำดับ 9 สองชนิด ประเภทแรกชื่อว่า ‘ลูกเรือ’ มันจะ
ช่วยให้คุณทรงตัวได้ยอดเยี่ยม ต่อให้ยืนบนเรือที่กำลังฝั่าพายุ
ฝน คุณก็สามารถวิ่งเล่นได้เหมือนกับบนพื้นดินปรกติ พละกำลัง
จะสูงกว่ามนุษย์ปรกติค่อนข้างมาก มีเกล็ดลวงตาที่ซ่อนภายใต้
ผิวหนัง สามารถเคลื่อนไหวใต้น้ำได้ว่องไวไม่ต่างกับสัตว์ทะเล
และต่อให้ไม่มีอุปกรณ์ช่วย แต่คุณจะดำน้ำได้นานสิบนาทีโดย
ไม่พักหายใจ”
“สุดยอด… ใช่อันเดียวกันกับ ‘ผู้พิทักษ์สมุทร’ ของ
โบสถ์เทพแห่งวายุสลาตันรึเปล่า?”
“อา… มันเคยมีชื่อนั้นเมื่อในอดีต”
อัลเจอร์กล่าวต่อไป
“ส่วนโอสถลำดับ 9 ชนิดที่สองคือ ‘ผู้ชม’ ผมไม่แน่ใจ
ว่ามันถูกเรียกว่าอย่างไรเมื่อในอดีต แต่เป็นโอสถที่ช่วยให้
ครอบครองพลังสังเกตเหนือมนุษย์ คุณจะตระหนักถึงทุก
รายละเอียดเล็กน้อยที่อยู่รอบตัว ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือโรง
ละครโอเปร่า ‘ผู้ชม’ หมายถึงคนดูในโรงละคร และ
เปั้าหมายของผู้ชมก็คือนักแสดงบนเวที่ เจ้าของพลัง ‘ผู้ชม’
จะเฝั้าสังเกตทุกการกระทำของนักแสดง รวมถึงอารมณ์ สีหน้า
ท่าทาง และยังสามารถอ่านความคิดอีกฝั่ายได้เล็กน้อย”
เมื่ออธิบายถึงจุดนี้ อัลเจอร์รีบตักเตือน
“จงจำไว้ให้ดี ไม่ว่าจะสถานที่ใด โรงละครหรือถนนที่
แออัดด้วยผู้คน แต่ผู้ชมจะเป็นได้เพียงผู้ชมวันยังค่ำ”
แววตาออเดรย์เริ่มเปล่งประกาย เธอครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
ก่อนจะถามต่อ
“งั้นหรือ หืม… ดิฉันเริ่มตกหลุมรัก ‘ผู้ชม’ เข้าแล้วสิ
ต้องทำอย่างไรคุณถึงจะยอมบอกสูตรผลิตโอสถ ดิฉันต้อง
แลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด?”
มุมปากอัลเจอร์กระตุกเล็กน้อย สีหน้าและแววตาคล้ายรอ
จังหวะนี้อยู่นานแล้ว มันกล่าวออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“โลหิตฉลามวิญญาณ อย่างน้อย หนึ่งร้อยมิลลิลิตร”
ออเดรย์พยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น ทว่า เพียงไม่นานก็ถาม
กลับด้วยสีหน้าสงสัย
“เอ่อ… ถ้าหากดิฉันหามาได้ จะต้องส่งให้คุณด้วยวิธีใด
แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะยอมมอบสูตรผลิตโอสถเป็นการ
ตอบแทน รวมถึงความถูกต้องของสูตร”
อัลเจอร์ตอบกลับอย่างใจเย็น
“ผมจะบอกที่อยู่ของตัวเองให้ หลังจากได้รับโลหิตฉลาม
วิญญาณ คุณมีสองวิธีในการรับสูตรโอสถ หนึ่งคือ ให้ผมส่ง
จดหมายไปหา และสองคือ ผมจะบอกด้วยปากเปล่าภายในห้วง
มิติสายหมอกแห่งนี้ ส่วนเรื่องความมั่นใจ ผมคิดว่าท่านบุรุษ
ลึกลับผู้นี้สามารถเป็นพยานให้ได้”
เมื่อกล่าวจบ มันชำเลืองมองโจวหมิงรุ่ยที่นั่งหลังตรงบน
พนักเก้าอี้หัวโต๊ะ
“มิสเตอร์… คุณคือผู้วิเศษที่มีพลังเหนือจินตนาการ
พวกเราคงไม่กล้าละเมิดข้อตกลงหากคุณยอมเป็นสักขีพยาน
ให้”
“จริงด้วย!”
แววตาออเดรย์ส่องประกายอีกครั้งพร้อมกับผงกศีรษะอย่าง
ตื่นเต้น ในมุมมองของเธอ บุรุษลึกลับคือสักขีพยาน ‘ที่ไว้ใจ
ได้’
ทั้งหล่อนและชายผมยุ่งเหยิงไม่มีวันกล้าปลิ้นปล้อนต่อหน้า
บุรุษลึกลับผู้ยิ่งใหญ่แน่!
ออเดรย์หมุนตัวพร้อมกับจ้องมองโจวหมิงรุ่ยด้วยสายตาเว้า
วอน
“มิสเตอร์… ได้โปรดเป็นสักขีพยานให้การแลกเปลี่ยน
ของพวกเราด้วย”
ทันใดนั้น หล่อนพลันตระหนักถึงความเสียมารยาทที่ตน
กระทำลงไป การค้าขายแลกเปลี่ยนเมื่อครู่เกิดขึ้นโดยยังไม่ได้
รับความเห็นชอบจากบุรุษลึกลับด้วยซ้ำ!
“เอ่อ… มิสเตอร์… จะให้พวกเราเรียกคุณว่าอย่างไร
ดี?”
อัลเจอร์พยักหน้ารับ มันถามซ้ำด้วยถ้อยคำที่ขึงขังและหนัก
แน่นกว่า
“ใช่แล้วครับ พวกเราต้องเรียกคุณว่าอย่างไร?”
โจวหมิงรุ่ยชะงักชั่วครู่ มันใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะทองแดงเป็น
จังหวะขณะใช้ความคิด
เป็นนิสัยเก่าที่แก้ไม่หาย
ทันใดนั้น ผลการทำนายดวงชะตาเมื่อเช้าพลันแล่นเข้ามา
ในหัว ชายหนุ่มเอนหลังตั้งตรงทันที่ เมื่อขวาถูกดึงกลับ สิบนิ้ว
ประสานใต้คางพร้อมกับเผยรอยยิ้มให้คนทั้งสอง
“จงเรียกข้าว่า…”
มันชะงักคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียง
สุขุม
“เดอะฟูล”