ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 68 สัตว์ประหลาด
ยามโพล้เพล้ แสงอาทิตย์สุดท้ายสาดส่องผ่านรถม้าจนเกิด
เงาพาดยาวบนถนน
เมื่อแจ้งเบ็นสันและเมลิสซ่าว่าตนจะทานอาหารมื้อค่ำที่
บริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ ไคลน์จึงนั่งรถม้าไปยัง
ตลาดมืดค้าของวิเศษพร้อมกับลุงนีลล์อย่างสบายใจ
มันจงใจใส่เสื้อผ้าเก่าราคาถูก การเดินทางไปยังสถานที่อ
โคจรย่อมมีความเสี่ยงเกิดเหตุไม่คาดฝันสูง ไคลน์หวงแหนชุด
ทักซิโด้หรูหราราคาแพงของตนมาก
เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มมอดดับ รถม้าสาธารณะหยุดลงตรง
สถานี ลุงนีลล์ในชุดคลุมดำและหมวกสักหลาดปีกกลมกระโจน
ลงจากห้องโดยสาร
มันไม่สนสายตาคนรอบข้าง ชายชราเดินทแยงมุมข้ามถนน
ตรงไปยัง‘ผับมังกรชั่ว’ที่อยู่เบื้องหน้า
แม้ระยะห่างจะไกลและประตูของผับยังปิดสนิท แต่ไคลน์
กลับได้ยินเสียงโหวกเหวกเล็ดลอดจากภายใน คล้ายคลึงกับ
เสียงเชียร์ที่มอบให้วีรบุรุษหาญกล้า
เมื่อเดินเข้าใกล้ผับ ชายหนุ่มสัมผัสถึงความผิดปรกติ มันรีบ
หันศีรษะกลับไปมองด้านหลัง และได้พบชายกำยำสวม
เครื่องแบบ ยืนแอบซุ่มบนเงามืดมุมหลังคา
ชายคนดังกล่าวถือกล่องกลไกโลหะสีเทาไว้ในมือข้างหนึ่ง
และถือปืนไรเฟิลกระบอกใหญ่ไว้ในมืออีกข้าง
กล่องกลไกโลหะและปืนไรเฟิลมีสายโยงเชื่อมติดกัน
“ไรเฟิลแรงดันไอน้ำ?”
ไคลน์พึมพำด้วยสีหน้าตกตะลึง มันรีบหันไปมองลุงนีลล์
และไต่ถาม
“ผับที่นี่มีขายอาวุธสงครามด้วยรึไง?”
นั่นมันอาวุธร้ายแรงที่ถูกควบคุมเข้มงวด!
ถึงจะใช้สารสกัด‘ฟลอจิสตัน’เป็นตัวขับเคลื่อนกลไก
แต่ขนาดและน้ำหนักของถังสะพายไอน้ำด้านหลังนั้นมหาศาล
กล่าวกันว่า มีเพียงนักรบแห่งโลหิตและเหล็กที่แท้จริงเท่านั้นที่
สามารถใช้งานได้ดุจดังแขนขา
ด้วยพลังทำลายมหาศาลของไรเฟิลแรงดันไอน้ำ แรงดีด
ย่อมสูงเป็นเงาตามตัว
เมื่อรวมเข้ากับกล้องเล็งระดับสูง ประสิทธิภาพของมันจึง
ด้อยกว่าสไนเปอร์ไรเฟิลบนโลกเก่าไม่มาก
“อะไรนะ?”
ลุงนีลล์หรี่ตาลงและกวาดสายตาไปรอบตัว มันตกตะลึง
ทันที่ หมายความว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติ
“คงมีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่นี่”
เหตุร้าย?
ไคลน์พยายามสำรวจรอบตัวอย่างถี่ถ้วน มันพบกับชาย
ลักษณะคล้ายกันอีกสองสามคนกำลังถือไรเฟิลแรงดันไอน้ำ
กำลังพยายามค้นหาบางสิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ลุงนีลล์รีบเดินไปใกล้ผับมังกรชั่วพร้อมกับเอ่ยปากถามชาย
บึกบึนที่ยืนเฝั้าประตูออกด้านนอก
ชายชรารู้จักลุงนีลล์ดี มันเพียงอมยิ้ม
“ผับแห่งนี้เกือบถูกทำลาย จู่ๆ ก็มีคนที่ถูกหมายจับมา
เดินซื้อของและถูกจดจำใบหน้าได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นหายนะ
ทั้งหมด ให้ตายสิพระเจ้าวายุ! หมอนั่นทำอะไรลงไปกันแน่?
ต้องเป็นคดีร้ายแรงแค่ไหนถึงถูกลงมือรุนแรงเช่นนี้? แค่ได้เห็น
ปืนแรงอัดไอน้ำก็ทำเอาฉันขาอ่อนปวกเปียกไปหมด อ่อนยิ่ง
กว่าการใช้เวลาทั้งคืนกับมิสซันนี่เสียอีก”
คนเฝั้าร้านไม่รู้จักบุคคลในหมายจับ และที่มันไม่รู้ยิ่งกว่าคือ
การที่มีผู้วิเศษผ่านเข้าออกผับแห่งนี้เป็นว่าเล่นมานานหลายปี
“คนในหมายจับ? ชื่ออะไร?”
ลุงนีลล์ถามสนใจ
“ทริสหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ”
ชายบึกบึนตอบลังเล
นักกระตุ้น·ทริส? ไคลน์พยักหน้าเบาๆ มันเข้าใจ
สถานการณ์ทันที่
ทริสย่อมไม่ทราบว่าตัวเองถูกจอยซ์·ไมเยอร์แจ้งความ
และออกหมายจับ จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อซื้อของตามปรกติ
บุคคลที่เห็นตัวเข้าคงเป็นหนึ่งในสายสืบของหน่วยจิตแห่ง
จักรกลหรือไม่ก็เหยี่ยวราตรี ส่งผลให้เกิดการปะทะรุนแรง
ระหว่างผู้วิเศษ
“แล้วจับกุมสำเร็จไหม?”
ไคลน์ถามพร้อมกับใช้ไม้ค้ำเลี่ยมเงินเคาะพื้นเบาๆ
หากประเมินจากสภาพแวดล้อมแล้ว…
คงจะยัง
ชายบึกบึนส่ายศีรษะเบาๆ พลางใช้ปลายคางชี้ไปบนหลังคา
และกล่าวต่อ
“หมอนั่นไหวตัวทันและรีบวิ่งหนีก่อนที่จะกำลังถูกจับกุม
ตัว สาบานได้เลย ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ฉันไม่เคยเห็นใครวิ่งเร็ว
ขนาดนี้มาก่อน!”
นายยังไม่เคยเห็นนักลอบสังหารตัวจริงมากกว่า หรือไม่ก็
เป็นพวกใช้คำเปรียบเปรยได้ห่วยแตก
ไคลน์อมยิ้ม
“แล้วตลาดยังเปิดไหม?”
ลุงนีลล์เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เปิด แต่บางจุดกำลังซ่อมแซม”
ชายบึกบึนตอบกลับอย่างมั่นใจ
“ค่อยยังชั่ว”
ลุงนีลล์เร่งฝีเท้าและใช้มือขวาผลักบานประตูเข้าไปด้านใน
ไคลน์ตามติดไม่ห่าง แต่มันเกือบสลบคาที่จากกลิ่นเหม็นฉุน
ของแอลกอฮอล์
ใจกลางผับมังกรชั่วเป็นเวทีมวยขนาดย่อม นักชกสองคน
กำลังแลกหมัดดุเดือดโดยมีผู้ชมส่งเสียงตะโกนไม่ขาดสาย
ลุงนีลล์เมินเฉย มันนำไคลน์อ้อมเวทีมวยเข้าไปในห้อง
บิลเลียดด้านหลัง
เมื่อเดินเข้าไป มีชายสองคนกำลังยืนสนทนา คนหนึ่งถือไม้
สอยคิวไว้ในมือ หลังจากเห็นลุงนีลล์ ทั้งคู่เงียบงันนานหลาย
วินาที่
เมื่อยืนยันแล้วว่าอีกฝั่ายไม่ได้หลงเข้ามาโดยบังเอิญ ชายคน
หนึ่งหลีกทางให้ไคลน์และลุงนีลล์เดินผ่านเข้าไปประตูลับ
ด้านหลัง
ผ่านประตูแล้วประตูเล่า จนกระทั่งประตูบานสุดท้ายเปิด
ออก ไคลน์ได้พบกับห้องโถงกว้างขนาดราวหอประชุมรวมของ
นักศึกษามหาวิทยาลัยบนโลกเก่า
พ่อค้าบางรายวางขายสินค้าบนพื้นโดยผ้าปูรอง ประเภท
สินค้าที่ขายมีจำพวกขวดและกระปั๋องวัตถุดิบ
ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา หากใครสนใจก็หยุดแวะหยิบจับ
เพื่อสำรวจราคาหรือไต่ตาม บางคนก็วิเคราะห์สินค้าอย่าง
ละเอียด
“รายได้การซื้อขาย 5% จะตกเป็นของ ‘สเวย์น’
หัวหน้าใหญ่ของที่นี่ เขาคืออดีตกัปตันหน่วยทูตพิพากษาและมี
อายุมากกว่าฉัน เป็นคนแก่ประเภทที่ดื่มหนักประหนึ่งหวังให้
ตัวเองตายเพราะพิษสุราเข้าสักวัน”
ลุงนีลล์สาธยายเรื่อยเปือย
ไคลน์กล่าวในสิ่งที่คิด
“รูปแบบธุรกิจน่าสนใจดี”
แต่เหนือสิ่งใด เจ้าของสถานที่ต้องเรียกลูกค้าให้ได้ แถมยัง
ต้องคอยมอบความปลอดภัยกับคนขาย
“หากมีสิ่งของที่อยากได้เดี๋ยวนั้นแต่ดันมีเงินไม่พอ เจ้า
สามารถกู้ยืมจากสเวย์นก่อนได้ แต่หมอนั่นคิดดอกเบี้ยสูง
ลิบ…”
ลุงนีลล์กล่าวพลางขบกรามแน่น
เป็นอย่างที่คิด คล้ายกับคาสิโนที่อนุญาตให้ลูกค้าสามารถกู้
เงินมาลงพนัน…
ไคลน์กวาดสายตามองไปรอบๆ พร้อมกับตั้งคำถามใหม่
“มิสเตอร์สเวย์นเป็นนักเดินเรือใช่ไหม?”
หัวหน้าด้วยทูตพิพากษา อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้วิเศษลำดับ
เจ็ด
“ไม่เลย เป็นแค่บั้นปลายผู้ระเบิดโทสะ ทิงเก็นไม่ใช่เมือง
ชายฝัง ไม่แปลกที่โบสถ์รัตติกาลจะทรงพลังกว่าโบสถ์วายุ
สลาตัน”
ลุงนีลล์เหยียดหยันเล็กๆ
“อันที่จริง สเวย์นแข็งแกร่งพอจะเลื่อนระดับได้ แต่เขา
เลือกปฏิเสธเพราะกลัวอาการคลุ้มคลั่ง”
ขณะไคลน์กำลังจะถามว่า หัวหน้าสเวย์นคนนั้นเคยมี
สัญญาณบ่งชี้การคลุ้งคลั่งแจ้งเตือนบ้างหรือยัง ชายหนุ่มสัมผัส
ความแปลกประหลาดได้จากทางซ้ายมือ
ใครบางคนกำลังพึมพำและพล่ามบางสิ่ง
เมื่อหันไปมอง ไคลน์เห็นชายหนุ่มผิวขาวซีดที่มีแววตาคล้าย
กับคนเสียสติ มันสวมเสื้อลินินเก่าและกางเกงยีนส์แบบคนงาน
ปากกำลังพะงาบบางสิ่งโดยไม่หยุดพัก
“สัมผัสวิญญาณเฉียบแหลมมาก… หรือว่าจะสูงจนทำ
ให้เจ้าของร่างเสียสติไปแล้ว?”
ไคลน์ขมวดคิ้ว
สัมผัสวิญญาณของชายคนนี้สูงจนรบกวนสัมผัสวิญญาณ
ของตัวเองอย่างนั้นหรือ?
โดยทั่วไป สัมผัสวิญญาณที่สูงส่งไม่เพียงสามารถรับรู้ถึง
ตัวตนของวิญญาณได้ แต่จะมี‘ปฏิสัมพันธ์’บางสิ่งกับ
วิญญาณด้วย
ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถตรวจพบได้จากบุคคลภายนอก
แต่บุคคลภายนอกที่ว่าต้องเป็นระดับผู้สื่อวิญญาณขึ้นไป
หรือไม่ก็ผู้วิเศษลำดับสูงทัดเทียมครึ่งเทพเท่านั้น
สำหรับไคลน์ มันมองไม่เห็นปฏิสัมพันธ์ทางวิญญาณของ
ชายคนนี้ เพียงแต่ทราบว่าอีกฝั่ายมีสัมผัสวิญญาณสูงลิบลิ่ว สูง
ถึงขนาดที่อาจทำให้เจ้าตัวเสียสติหากเป็นเพียงคนธรรมดา
เมื่อสายตาประสานกัน ชายหนุ่มผมดำยุ่งเหยิงรีบเดินมา
หยุดตรงหน้าไคลน์ในสภาพกึ่งละเมอกึ่งเสียสติ
จากนั้นก็จ้องไคลน์เขม็ง
ก่อนจะหัวเราะคล้ายคนบ้า
“ฮะฮะ! ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบมรณะจากเจ้า! กลิ่นของ
คนตาย… อ๊ากกก!”
ก่อนจะได้กล่าวสิ่งใดจบ ชายหนุ่มปริศนาแหกปากร้องลั่น
พร้อมกับของเหลวสีแดงที่ไหลออกจากดวงตา
“อ๊ากกก! บัดซบ!”
มันใช้สองมือกุมเบ้าตาพร้อมกับลงไปเกลือกกลิ้งบนพื้น
กว่าจะสงบลงต้องใช้เวลาสักพัก
ชายเสียสติเริ่มหายใจหอบเสียงดัง
ตั้งแต่เริ่มจนจบ ไม่มีลูกค้าหรือผู้ขายแม้แต่คนเดียวที่หันมา
เหลียวแล
ไคลน์มองลุงนีลล์พลางกดหมวกทรงกึ่งสูงไว้กับหน้าอก สี
หน้าของมันแสดงออกชัดเจนว่ากับกำลังตกตะลึง ปากอ้าค้างไม่
หุบ คล้ายกับรอคำแนะนำจากชายชรา
“ไม่ต้องไปสนใจ หมอนั่นชื่ออาเดมิทอร์ เป็นเด็กกำพร้าที่
มีฉายาว่า ‘สัตว์ประหลาด’ เกิดมาพร้อมสัมผัสวิญญาณแรง
กล้า เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น ได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน บ่อยครั้ง
จะวิ่งไปแหกปากตรงหน้าลูกค้าและได้รับบาดเจ็บเสียเอง”
ลุงนีลล์อธิบายพลางส่ายหัว
กลิ่นสาบมรณะ? หรือหมอนี่สามารถบอกได้ว่าร่างของเรา
เคยตายไปแล้วหนหนึ่ง?
ไคลน์ขมวดคิ้ว มันถามใคร่รู้
“แล้วทำไมเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา หรือจิตแห่งจักรกล
ถึงไม่นำตัวไปฝึกฝนหรือเยียวยาให้เป็นเรื่องเป็นราว?”
“พวกเราไม่มีโอสถที่เหมาะกับเขา”
ลุงนีลล์ถอนหายใจ
นั่นสินะ เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับพลังผู้วิเศษลำดับเก้าครึ่ง
จำเป็นต้องดื่มโอสถบนเส้นทางเดียวกันเท่านั้น…
ไคลน์ถามต่อ
“แล้วเขาเหมาะกับเส้นทางไหน?”
“ลำดับเก้ามีชื่อว่าสัตว์ประหลาด เหมือนกับฉายาได้รับ
องค์กรเดียวที่ถือครองเส้นทางสัตว์ประหลาดคือโรงเรียนแห่ง
ชีวิต”
ลุงนีลล์เริ่มกล่าวเสียงเบาลง มันไม่ต้องการให้ข้อมูลรั่วไหล
ไปยังกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ศาสตร์เร้นลับ
โรงเรียนแห่งชีวิต?
ไคลน์ยังไม่ลืม มันเพิ่งอ่านเอกสารองค์กรลับไปไม่นาน
โรงเรียนแห่งชีวิตถูกก่อตั้งในต้นยุคสมัยปัจจุบัน จุดกำเนิด
ยังไม่ชัดเจน ทราบเพียงว่า พลังและความรู้จะถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
ยึดถือหลักปฏิบัติใดและบูชาเทพองค์ใด เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูล
แน่ชัด ทราบเพียงว่าพวกมันแบ่งแยกโลกออกเป็นสามชั้น
ประกอบด้วยโลกสัจธรรมเที่ยงแท้ โลกวิญญาณ และโลกแห่ง
สสาร
มีข่าวลือหนาหูว่า โรงเรียนพวกมันเคยมีเทพพยากรณ์ถือ
กำเนิดขึ้นหนึ่งคน… แบบนี้ไม่ได้แปลว่าถือครองเส้นทางนัก
ทำนายไว้หรือ?
น่าสงสัยมาก
ไคลน์ส่ายศีรษะ มันมีข้อมูลไม่มากพอจะสรุปเรื่องราว
สายตาชำเลืองมองอาเดมิทอร์ตะเกียกตะกายลุกยืนและหนีไป
หลบที่มุมอื่นของตลาด
ชายหนุ่มจัดเรียงความคิดใหม่พลางเดินตามหลังลุงนีลล์
ผ่านหน้าร้านแล้วร้านเล่าที่ขายของพื้นฐานจำพวกบุปผาจันทร์
ตะไคร้หอม วานิลลาราตรี รวมถึงโลหะและอัญมณีอย่างเงิน
บุษราคัม ทับทิม
“สินค้าค่อนข้างครบครันทีเดียว…”
ไคลน์กล่าวเสียงค่อย
ผู้คลั่งศาสตร์เร้นลับทุกเพศทุกวัยกำลังเดินขวักไขว่เนือง
แน่นตลาด เกิดเป็นบรรยากาศเอะอะวุ่นวายเล็กๆ
“เจ้าเดินเล่นไปก่อน ฉันจะไปชำระหนี้”
ลุงนีลล์ชี้นิ้วไปยังบานประตูคู่สุดทางเดินยาวของตลาด
“ได้ครับ”
ไคลน์พยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินดูสินค้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง
หยุดยืนหน้าร้านขายเครื่องรางทำเอง มันจ้องมองอย่างสนอก
สนใจ
ขณะกำลังจะเอ่ยปากถามคนขาย ไคลน์ได้ยินใครบางคนส่ง
เสียงถามจากด้านหลัง
“นั่นใช่ผงดอกโบตั๋นฟันวัวไหม?”
ดอกโบตั๋นฟันวัว? หนึ่งในวัตถุดิบผสมโอสถผู้ชมไม่ใช่หรือ?
ไคลน์รีบหันมองตามต้นเสียง
มิสจัสตินทวนสูตรโอสถบ่อยครั้งเสียงดัง ไม่แปลกที่ไคลน์จะ
จดจำได้แม่นยำเป็นพิเศษ บางทีอาจแม่นกว่าโอสถนักทำนาย
ของตัวเองด้วยซ้ำ