ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 70 การมาถึงของ 2-049
กร่อก กร่อก กร่อก
ม้าเริ่มเร่งฝีเท้าออกจากสถานี ล้อใต้ห้องโดยสารหมุน
เคลื่อนตัวตามไปติดๆ
ไคลน์หวังจะตรวจสอบสีออร่าของเด็กสาวใบหน้ากลม แต่มิ
อาจบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เพราะคนจากสถานีดารารัตน์
เดินสวนขึ้นห้องโดยสารจนบดบังการมองเห็น
เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถครบ ประตูห้องโดยสารจึงปิดสนิทและ
รถม้าแล่นออกไป
ถึงจะเห็นสีออร่าทะลุผ่านผนังรถม้า แต่ชายหนุ่มไม่สามารถ
แยกแยะได้ว่าออร่าสีไหนเป็นของใคร
มันส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาพร้อมกับออกจากภาวะเนตร
วิญญาณ ถึงจะไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก แต่หากมีคนกำลัง
เดือดร้อนก็ควรยื่นมือช่วยเหลือ
ทว่าสถานการณ์ของเธอยังไม่แน่ชัด และตนไม่สามารถย้อน
เวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ มันควรรีบกลับไปจัดการธุระส่วนตัวที่
บ้าน
ปัจจุบันค่อนข้างมืด ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง
ไคลน์เดินผ่านถนนดารารัตน์ที่ยังเนืองแน่นด้วยผู้คน
เมื่อถึงบ้านโมเร็ตติ มันเปิดประตูเข้าไปพบเมลิสซ่านั่งก้ม
หน้าทำการบ้านภายใต้โคมไฟ
เด็กสาวใช้ปากกัดด้ามปากกาหมึกซึมพลางขมวดคิ้ว คล้าย
กับกำลังเค้นสมองขบคิดอย่างหนัก
“เบ็นสันอยู่ไหน?”
ไคลน์ถาม
“อ๊ะ…”
เมลิสซ่าเงยหน้าผงะ ก่อนจะได้สติกลับมาในอีกสองสาม
วินาที่
“กำลังอาบน้ำ ได้ยินว่าวันนี้ต้องตระเวนเดินทางข้ามเขต
ทั้งวันจนเหงื่อชุ่มร่างกาย”
“ขอบใจ”
ไคลน์ยิ้ม ทันใดนั้น มันเหลือบเห็นเมลิสซ่ากำลังสวมชุดเด
รสที่ตนไม่คุ้นเคย
เดรสทั้งตัวถูกถักทอจากผ้าสีเบจ (น้ำตาลอ่อน)
ชายกระโปรงถักลูกไม้เล็กๆ เข้ากับยุคสมัย คอเสื้อพับจีบบาง
ส่วนอื่นๆ ก็ตามมาตรฐานชุดออกงานทางการของสุภาพสตรี
ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ด
“ชุดใหม่หรือ?”
ไคลน์ถามอมยิ้ม มันดีใจที่เมลิสซ่ายอมฟังข้อเสนอของตน
และเบ็นสัน
เด็กสาวตอบห้วน
“เพิ่งเอามาจากมาดามร็อชเชอร์ ในเมื่อต้องซักอยู่แล้ว
เลยทดลองใส่ดูก่อน”
ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจ
“มาดามร็อชเชอร์?”
เพื่อนบ้านเก่าสมัยยังอยู่ที่ถนนทางเขนเหล็กไม่ใช่หรือ?
เมลิสซ่าพยักหน้าตอบเสียงขึงขัง
“อันที่จริง มาดามร็อชเชอร์เป็นช่างตัดเย็บฝีมือดี
เพียงแต่โชคร้ายไปหน่อย เธอไม่สามารถไล่ตามความฝันของ
ตัวเองที่จะเปิดร้านขายชุด ทำได้เพียงรับซ่อมแซมชุดเก่าไปวันๆ
ที่บ้าน ชีวิตค่อนข้างน่าสงสาร… จากที่เคยคุยกัน ฉันทราบดี
ว่าฝีมือของเธอยอดเยี่ยม และการสั่งตัดโดยตรงจะทำให้ฉันได้
ชุดไซส์พอดีตัว แถมราคายังถูกกว่าปรกติหลายเท่า เสื้อผ้าแบบ
นี้ ถ้าซื้อในห้างแฮร็อดส์ ราคาจะไม่ต่ำกว่าสามปอนด์ครึ่งแน่ แต่
เธอเรียกเก็บเงินเพียงเก้าซูลเท่านั้น และยังใช้เวลาตัดชุดแค่สาม
วัน”
ตระหนี่ฉิบ… น้องสาวที่น่ารัก พี่ทราบดีว่าเธอทำแบบนี้
เพราะสงสารมาดามร็อชเชอร์
ไคลน์มิได้ต่อว่าเมลิสซ่าที่เปลี่ยนแผนด้วยตัวเอง เพียงย้อน
ถามกลับด้วยรอยยิ้ม
“แล้วเธอเคยไปแฮรอดส์มาเมื่อไร?”
ห้างดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนฮาเวิส ใกล้กับสโมสรพยากรณ์
ถือเป็นย่านจับจ่ายสำหรับชนชั้นกลาง
“…”
เมลิสซ่าพลันอึ้ง ก่อนจะได้สติกลับคืนในอีกหลายสิบวินาที่
“เป็นเพราะเซเลน่ากับอลิธาเบธขอร้องต่างหาก! พวกเธอ
คะยั้นคะยอให้ฉันไปเป็นเพื่อนให้ อันที่จริง ฉันชอบเฟืองกับน็อ
ตมากกว่า และชอบที่ๆ มีเครื่องจักร…”
“ไม่ได้ว่าอะไร ดีเสียอีก เป็นผู้หญิงทั้งทีต้องรู้จักเดินห้าง
บ้าง”
ไคลน์กล่าวชม
หลังจากพูดคุยเรื่อยเปือยอีกสักพัก ชายหนุ่มเดินขึ้นไป
อาบน้ำที่ชั้นสอง มันหวังขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์หลายชนิดที่
ติดมาจากผับและตลาดมืด
ขณะกำลังเดินกลับเข้าห้อง มันได้ยินเสียงฝีเท้าใครบางคน
กำลังตรงมายังทางเดิน
ไคลน์หยุดรอ สองสามวินาทีถัดมา มันเห็นเบ็นสันเปิดประตู
ออกมา หน้าผากพี่ชายคนโตบ้านโมเร็ตติเริ่มเถิกล้านขึ้นทุกวัน
“เป็นยังไงบ้าง? นายชมเดรสของเมลิสซ่าไปหรือยัง?”
เบ็นสันอมยิ้ม
“ลืมสนิท… เราแค่คุยกันว่าเธอไปเอาเดรสตัวนั้นมา
จากไหน”
ไคลน์ครุ่นคิดก่อนตอบด้วยสีหน้าสำนึกผิด
เบ็นสันส่ายศีรษะตำหนิ
“นายมันพี่ชายไม่ได้ความ… หลังจากได้รับเดรสตัวนั้น
เมลิสซ่าต้องการสวมมันมาก ทันทีที่ทานข้าวและล้างจานเสร็จ
เธอรีบใส่อย่างมีความสุข ไม่ถอดจนกระทั่งตอนนี้…”
“ก็แค่ลองใส่ไม่ใช่หรือไง? ก่อนที่เดรสตัวนั้นจะถูกซักและ
ลงแปั้งในตอนที่เธออาบน้ำ”
ไคลน์ปฏิเสธทันควัน มันอ้างเหตุผลเดียวกับที่เมลิสซ่าบอก
ตน
“ชิ…”
เบ็นสันพ่นลมหายใจยาว
“อากาศร้อนแบบนี้ แถมยังทำกับข้าวอยู่ในครัวนาน ไม่
แปลกที่เมลิสซ่าจะอาบน้ำตั้งแต่ก่อนทำการบ้านแล้ว”
นั่นก็จริง… ไคลน์พลันกระจ่างหลังจากได้ยินพี่ชายอธิบาย
ทำตัวสมกับเป็นเมลิสซ่า… ไม่ใช่เรื่องผิดสักหน่อยหาก
เป็นคนรักสวยรักงาม นั่นยิ่งดีเสียอีก ไม่เห็นต้องอ้างนั่นนี่ให้
พี่ชายตัวเองเข้าใจผิด
มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย มันเดินเข้าห้องนอนพลางส่าย
ศีรษะ
ขณะกำลังอาบน้ำอย่างสบายใจ ชายหนุ่มได้ยินเสียงใคร
บางคนเคาะประตูหน้าบ้านดังมาจากชั้นล่าง
พนักงานเก็บค่าแก๊สจะมาเดือนละสองครั้งไม่ใช่หรือ?
มาดามชาเดอร์ข้างบ้าน? ไม่ใช่แน่ หล่อนเป็นพวกรู้จัก
มารยาท ไม่มีทางเคาะประตูบ้านคนอื่นในยามวิกาล
เมื่อหาคำตอบไม่ได้ ไคลน์รีบเช็ดตัวและแต่งกายด้วยชุด
นอนเก่าที่สวมสบาย ก่อนจะเดินลงมาชั้นล่าง
เมื่อกวาดสายตามอง ชายหนุ่มพบว่าไม่มีแขกมาเยือนแม้แต่
คนเดียว
“เสียงใครเคาะประตู?”
เบ็นสันกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ มันเงยหน้าอธิบาย
“บิช·เมาท์บัตเท่น หนึ่งในตำรวจสายตรวจที่คอยดูแล
ย่านกางเขตเหล็ก มันถามว่าพวกเราเคยเห็นเด็กชายวัย
ประมาณสิบแปดปี ใบหน้ากลมกลึงบ้างหรือไม่ แถมยังแนบรูป
มาให้ดูด้วย น่าเสียดายที่เราสองคนไม่เคยพบ จึงอดรางวัลผู้แจ้ง
เบาะแส แล้วนายล่ะ? เคยพบเด็กแบบนั้นไหม?”
“ไม่เลย”
ไคลน์ทราบทันทีว่าบิช·เมาท์บัตเท่นกำลังตามหาใคร
นักกระตุ้น·ทริส ผู้ร้ายตามหมายจับที่หลบหนีจากผับ
มังกรชั่ว มันคงมุ่งหน้ามาแถวย่านถนนกางเข็นและดารารัตน์
ตำรวจสายตรวจจึงออกเคาะประตูถามทุกบ้าน
เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า แผนการลอบจับกุมตัวทริสที่ตลาด
มืดล้มเหลว
ไคลน์ไม่คิดเอาตัวไปเสี่ยง มันไม่เคยฝึกฝนต่อสู้มาก่อน
ทักษะปั้องกันตัวชนิดเดียวคืออาวุธปืน หากต้องเผชิญหน้ากับ
นักลอบสังหารที่ช่ำชอง เกรงว่าคงเป็นการไม่รักชีวิตเกินไป
คืนนั้นทั้งคืน ไคลน์นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เพราะกลัวว่านัก
กระตุ้น·ทริสจะลอบเข้าบ้านและก่อคดีสังหารหมู่
เมื่อถึงเช้าวันถัดมา โชคดีที่ถนนดารารัตน์ไม่เกิดเหตุ
โศกนาฏกรรมใดขึ้น
ไคลน์ตื่นนอนอย่างโล่งใจ มันรีบเปลี่ยนชุดทำงานและ
เดินทางไปยังถนนซุตแลนด้วยรถม้าสาธารณะ
เมื่อถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มกล่าวทักทายสาวสวยโรแซนซึ่ง
ประจำห้องรับแขก
“อรุณสวัสดิ์ไคลน์”
เธอตอบกลับร่าเริง จากนั้นก็หรี่เสียงลงเพื่อกระซิบกระซาบ
“ฉันแอบได้ยินมาว่า ปฏิบัติการเมื่อคืนล้มเหลวล่ะ!”
“ปฏิบัติการจับกุมนักกระตุ้น·ทริส?”
“ใช่!”
โรแซนพยักหน้าหนักแน่น เธอเหลือบมองฉากกั้นและกล่าว
ต่อ
“สายข่าวของหน่วยทูตพิพากษาพบตัวหมอนั่นโดย
บังเอิญแถวท่าเรือ… พวกเขาวางแผนเตรียมจับกุมอย่าง
ระมัดระวัง ตำรวจและผู้วิเศษจำนวนมากถูกระดมพลในภารกิจ
เปั้าหมายของปฏิบัติการคือการลงมืออย่างเงียบเชียบและไม่ทำ
ให้คนธรรมดาแตกตื่น แต่เมื่อเริ่มยุทธการล้อมจับคนร้ายมี
สัมผัสเฉียบแหลมกว่าที่คิด ทันทีที่พบสิ่งปรกติ มันพุ่งฝั่าวงล้อม
หน่วยผู้วิเศษของทูตพิพากษาออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ!”
“ถ้ามีผู้วิเศษสายแกะรอยแบบผมอยู่ คงไม่เกิดเหตุการณ์
แบบนี้แน่นอน”
ไคลน์กล่าวติดตลก
“ขณะถูกคนร้ายตีฝั่าวงล้อมหนี ที่นั่นมีก็เจ้าหน้าที่สาย
แกะรอยจำนวนมากอยู่ในเหตุการณ์”
เสียงดันน์·สมิทดังแว่ว
โรแซนเงยศีรษะด้วยใบหน้าตกตะลึงคล้ายเห็นผี ดันน์·
สมิทยังคงสวมชุดกันลมสีดำตัวเก่ง มันยืนพิงฉากกั้นและใช้
นัยน์ตาเทาจ้องมองโรแซนขึงขัง
สาวผมน้ำตาลรีบยกมือสองข้างปิดปากพร้อมกับส่ายศีรษะ
หนักแน่นแสร้งไม่รู้ไม่ชี้
ผ่านไปหลายวินาที่ ดันน์เบือนหน้ากลับมามองไคลน์และ
กล่าว
“ในที่เกิดเหตุมีผู้วิเศษสายแกะรอยจำนวนทั้งสิ้นหกนาย
มาจากหน่วยทูตพิพากษา จิตแห่งจักรกล รวมถึงเหยี่ยวราตรี
พวกเขาร่วมมือค้นหาแหล่งกบดานทริสที่ได้รับบาดเจ็บ จน
พบว่ามันมีบ้านชั่วคราวอยู่ที่ถนนกางเขนเหล็กสายล่าง แต่
ร่องรอยกลับสิ้นสุดลงที่จุดดังกล่าว… เมื่อไปถึง พวกเราไม่พบ
เบาะแสใดเพิ่มเติม ปฏิบัติการค้นหาด้วยวิธีธรรมดาและวิธี
ผู้วิเศษล้วนไม่เป็นผล ประหนึ่งหมอนั่นระเหยกลายเป็นไอน้ำ
ปะปนกับอากาศ”
“คุณจะให้ผมช่วยทำนายไหม?”
ไคลน์ถามหยั่งเชิง
ดันน์ส่ายศีรษะ
“หน่วยจิตแห่งจักรกลมีผู้ส่องความลับที่เก่งกาจไม่แพ้
ลุงนีลล์ ผมสงสัยว่าอาจเป็นลำดับแปดด้วยซ้ำ แต่ทางเราไม่
ทราบว่าโอสถลำดับแปดของเส้นทางผู้ส่องความลับชื่อว่าอะไร
และมีพลังแบบไหน”
“ชุมนุมสัมผัสวิญญาณเป็นองค์กรเก่าแก่ พวกมันคงมี
ลูกไม้สำหรับหลบหนีแพรวพราว”
ไคลน์ให้ความเห็น
…
ตลอดช่วงเช้า ไคลน์เข้าเรียนคาบวิชาเร้นลับกับลุงนีลล์
อ่านเอกสารโบราณ และฝึกฝนเทคนิคสำคัญของตนจน
เชี่ยวชาญ กระทำซ้ำไปมาเพื่อมิให้เบื่อหน่าย
เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยง สมองไคลน์เริ่มเตลิดไม่อยู่กับ
เนื้อกับตัว
หลายนาทีถัดมา ชายหนุ่มวางเอกสารโบราณลงเนื่องจาก
กระเพาะเริ่มส่งเสียงประท้วง
ทันใดนั้น ดันน์เดินเข้ามาในห้องทำงานรวมของเจ้าหน้าที่
ฝั่ายพลเรือน มันกล่าวด้วยเสียงสุขุมค่อนไปทางเบา
“ไคลน์ ตามผมมาที่ประตูยานิส ของวิเศษต้องห้ามรหัส
2-049 มาถึงแล้ว แผนปฏิบัติการจำเป็นต้องพึ่งพาความ
เชื่อมต่อระหว่างคุณกับสมุด”
“…ครับผม”
ไคลน์ลุกขึ้นยืน
ความคิดในหัวเริ่มพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มพยายามจินตนาการ
รูปลักษณ์ของ 2-049 ที่ต้องเสียเวลาเบิกจากมุขมณฑลเบ็คลันด์
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันและตึงเครียด ชายหนุ่มเดินลง
ไปชั้นใต้ดินพร้อมกับดันน์
เมื่อมาถึงสี่แยก ดันน์หยุดฝีเท้าและหันมาพูดกับไคลน์ด้วย
น้ำเสียงขึงขัง ผิดวิสัยจากปรกติมาก
“กระทำเช่นนี้ตามผม ห้ามหยุดเด็ดขาด ขอย้ำอีกครั้งว่า
ห้ามหยุด ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง!”
ขณะกล่าว ดันน์·สมิทเหยียดแขนตรงและหดกลับ ทำซ้ำ
ไปมาไม่หยุดพัก คล้ายคลึงกับท่า‘ยกดัมเบลลม’บนโลก
เก่า
ไคลน์ขมวดคิ้วขณะเห็นพฤติกรรมสุดประหลาดของหัวหน้า
ก่อนจะฉุกคิดได้ในอีกหลายวินาทีถัดมา
“เป็นวิธีรับมืออันตรายจากของวิเศษต้องห้ามใช่ไหม
ครับ?”
“ถูกต้อง”
ดันน์พยักหน้า แววตาของมันเอาจริงเอาจังชนิดที่ไคลน์ไม่
เคยพบเจอ
“การทำแบบนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปรกติเกิด
ขึ้นกับคุณ ถ้าหากมี ทุกคนจะได้ช่วยเหลือทันท่วงที่ ไม่เป็น
อันตรายถึงชีวิต”
“เข้าใจแล้วครับ”
ไคลน์ไม่ลังเลอีกต่อไป มันเริ่มยืดหดแขนยกดัมเบลลมไม่
หยุดพัก
“ถ้าเมื่อยให้เปลี่ยนข้าง แต่ห้ามหยุด”
ดันน์เสริม
รหัส 2-049 เป็นของวิเศษที่แปลกชะมัด…
การยกดัมเบลลมบัดซบนี่ช่วยอะไร?
ต้องเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายแน่… คำถาม
มากมายผุดขึ้นในหัวไคลน์
“เข้าใจแล้วครับ”
แต่เมื่อประตูยานิสปรากฏเบื้องหน้า ชายหนุ่มเก็บงำคำถาม
ทั้งหมดไว้ในใจ
และบางที่ ด้วยสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในปัจจุบันที่มีไม่มาก ตนคง
หมดโอกาสรับรู้ข้อมูลลับของโบสถ์
ทำได้เท่าที่ถูกออกคำสั่ง…
ไคลน์ถอนหายใจยาว มันเดินตามหัวหน้าดันน์เข้าไปในห้อง ผู้คุมหน้าประตูยานิส