ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 95 ผู้ภาวนา
“เสียงภาวนา?”
หลังจากได้สติ ไคลน์รีบทำแบบเดียวกับตอนที่เคยแอบ
สำรวจแฮงแมน มันส่งพลังวิญญาณเข้าไปในดาวแดงดวง
ดังกล่าว
จอฉายภาพปรากฏขึ้นตรงหน้า เด็กหนุ่มผมทองคนหนึ่ง
กำลังก้มกราบลูกแก้วใส
มันสวมเครื่องแบบรัดรูปสีดำสนิท ลักษณะแตกต่างจาก
เครื่องแต่งกายชาวโลเอ็น แต่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมของ
อาณาจักรฟุซัคและสาธารณรัฐอินทิสที่เคยเห็นจากวารสาร
บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างมืด มีแสงสว่างส่องกะพริบเป็น
ระยะ แต่มันไม่ได้ยินเสียงฟั้าผ่าหรือฝนตกประกอบ
ภาพที่กำลังปรากฏ เด็กหนุ่มผมทองคุกเข่าก้มศีรษะโดยใช้
หน้าผากแนบติดพื้น ฝั่ามือสองข้างรองหน้าผากไว้ในลักษณะ
คว่ำ ปลายนิ้วชนกัน
บุคคลดังกล่าวก้มกราบอีกหลายหน ปากพลางสวดภาวนา
ไม่หยุดพัก เสียงถ้อยคำเริ่มดังแว่วข้างหูไคลน์ทีละนิด
หลังจากตั้งใจฟังสักพัก มันได้พบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจ
ภาษาที่เด็กหนุ่มใช้สวด…ตนไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน
สักครั้ง
ในฐานะนักศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำของไคลน์คน
เก่าย่อมมีรากฐานของทุกภาษาบนโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาษา
เก่าแก่อย่างเฮอร์มิสโบราณ
แต่มันกลับฟังไม่ออก ทั้งที่ปัจจุบันมีมิติสายหมอกสุดทรง
พลังคอยสนับสนุน
ไคลน์ยิ้มแห้ง มันพยายามตั้งใจฟังยิ่งกว่าเมื่อครั้งสอบ
ภาษาอังกฤษบนโลกเก่า
จนกระทั่งเริ่มสะกิดใจ
ภาษาที่เด็กหนุ่มคนดังกล่าวใช้ ถึงตนจะไม่เคยร่ำเรียน
โดยตรง แต่ก็สามารถพบความสัมพันธ์ทางรูปประโยคและ
ลักษณะการเปล่งเสียง
คล้ายคลึงกับภาษาฟุซัคโบราณ
พ่อครับ…แม่ครับ…
ถ้าเข้าใจไม่ผิดคงแปลออกมาแบบนั้น…ใกล้เคียงกับภาษา
ฟุซัคโบราณมากที่สุด แต่ก็ยังมีจุดต่างพอสมควร
ไคลน์ขมวดคิ้วงุนงง ภาษาฟุซัคโบราณนิยมใช้ในยุคสมัยที่สี่
ถือเป็นรากฐานของภาษาร่วมสมัยในยุคปัจจุบันเกือบทั้งหมด
หมายความว่า ภาษาฟุซัคโบราณสามารถดัดแปลงและ
พัฒนาต่อยอดได้หลายทิศทาง และสิ่งที่ตนกำลังได้ยินอาจเป็น
แขนงใหม่
กระนั้นก็ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยัน
จนกระทั่งตั้งใจฟังซ้ำไปมาอีกหลายหน มีหนึ่งสิ่งที่มัน
สามารถยืนยันได้ ภาษาตรงหน้าไม่ใช่โลเอ็น ฟุซัค และอินทิส
แน่นอน
คงเป็นแขนงหนึ่งของฟุซัคโบราณ เหมือนกับที่เขียนไว้ใน
สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส
ไคลน์นั่งพยักหน้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะฉุกคิดถึงสิ่งที่เคย
มองข้าม
ภาษาฟุซัคโบราณไม่ใช่ภาษาดั้งเดิม แต่พัฒนามาจากภาษา
คนยักษ์อีกทอด อีกทั้ง อาณาจักรฟุซัคในปัจจุบันยังเรียกตัวเอง
ว่าทายาทคนยักษ์
ฟังมาถึงจุดนี้ ภาษาคนยักษ์โบราณเก่าแก่เกินกว่าที่ไคลน์
จะเข้าใจถ่องแท้ มันจึงตัดสินใจพักการเฝั้ามองไว้ก่อน
ไคลน์ไม่มีเจตนาฝืนดึงเด็กหนุ่มผมทองขึ้นมายังมิติสาย
หมอก มันต้องแอบมองไปอีกสักระยะเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝั่าย
ไม่ใช่คนเลวร้าย สิ่งนี้ถือเป็นขั้นตอน ‘คัดกรอง’ ประเภท
หนึ่ง
ฟูั่ว…
ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ผ่อนคลาย ก่อนจะดำดิ่งกลับ
สู่โลกแห่งความจริง
…
หลังจากทบทวนเนื้อความในไดอารีจักรพรรดิโรซายล์เพื่อ
ไม่ให้หลงลืม ไคลน์เปลี่ยนชุดและเดินทางไปยังสโมสรพยากรณ์
ตามกำหนดการ
ถึงจะมีรายได้เพิ่มจากเดิมสองเท่า แต่มันก็ยังเลือกโดยสาร
รถม้าสาธารณะที่ราคาถูกกว่า
กระนั้นก็มิได้ตระหนี่เกินเหตุ ด้วยแสงแดดยามบ่ายที่ยัง
ร้อน มันแวะดื่มชาเย็นของร้านมาดามสลินก่อนออกเดินทาง
หลังจากรถม้าเคลื่อนตัวมาจอดที่ปั้ายถนนฮาเวิส ไคลน์โยน
แก้วชาเย็นลงถังขยะและเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร
ก่อนจะเข้าห้องรับแขก มันเปิดภาวะเนตรวิญญาณเพื่อ
เตรียมความพร้อม
เมื่อย่างกรายเข้าไป ไคลน์สัมผัสถึงบรรยากาศโศกเศร้า
เล็กๆ จากผู้คนรอบตัว
เจ้าหน้าที่ต้อนรับสาวสวยคนเดิม มาดามแอนเจลิก้า นั่งอยู่
ในที่ประจำของเธอ สายตากำลังเหม่อลอยไร้การเพ่งสมาธิ
“กาลเวลาจะช่วยเยียวยาความโศก”
แอนเจลิก้าพลันสะดุ้ง เธอเหลียวมองไคลน์เมื่อได้สติ ก่อน
จะพึมพำ
“มิสเตอร์โมเร็ตติ…”
ทันใดนั้น นัยน์ตาดำของเธอหดลีบลง
“ค…คุณรู้เรื่องการตายของมิสเตอร์เฮเนส·ด้วยหรือ
คะ? ด…ได้ยังไง? จ…จริงด้วยสินะ… ดิฉันลืมไปว่าคุณเป็น
หมอดูที่พิเศษกว่าใคร”
ไคลน์ทำทีถอนหายใจในปริมาณพอเหมาะ
“หามิได้ครับ ผมเพียงมองเห็นจากอนาคตอันใกล้ที่
ค่อนข้างเลือนราง…เกิดอะไรขึ้นกับมิสเตอร์เฮเนสกันแน่?”
“หัวหน้าแจ้งมาว่า ในค่ำคืนหนึ่ง มิสเตอร์เฮเนสประสบ
ภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลันและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย”
ดวงตาแอนเจลิก้าเริ่มแดงก่ำ
“เขาเป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนและมนุษยสัมพันธ์ดีมาก
เป็นอาจารย์คนสำคัญของสมาชิกหลายท่านในสโมสร แถมอายุ
ก็ยังไม่มาก อนาคตต้องสดใสแน่…”
“ขออภัยที่เอ่ยถึงนะครับ”
ไคลน์ไม่ปลอบเธอต่อ มันเดินตรงไปที่ห้องประชุมด้วยย่าง
ก้าวไม่รีบร้อน
แอนเจลิก้าใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ก่อนจะตะโกนไล่หลัง
ด้วยเสียงค่อนข้างดัง
“มิสเตอร์โมเร็ตติ รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ?”
“ชาดำ”
จากบรรดาเครื่องดื่มทั้งหมดของสโมสร มันชื่นชอบชาดำ
ที่สุด ถึงจะมีรสชาติธรรมดามากก็ตาม
ในโลกยุคปัจจุบัน ในเมืองทิงเก็น มันชื่นชอบเบียร์ขิงและชา
เย็นร้านมาดามสลินเป็นที่สุด แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์นัก
ทำนาย มันจำเป็นต้องสั่งเครื่องดื่มสุภาพบุรุษ
เมื่อเป็นวันจันทร์ จำนวนสมาชิกสโมสรช่วงบ่ายจึงมีไม่มาก
ราวห้าถึงหกคน
พลังเนตรวิญญาณช่วยให้เห็นภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่าง
กันไป ทั้งเสียใจ เหม่อลอย และไม่แยแส
ค่อนข้างปรกติ…คนเหล่านี้บริสุทธิ์
ไคลน์พยักหน้าเล็กๆ พร้อมกับเดินหาที่นั่ง
ขณะกำลังจะปิดเนตรวิญญาณ มันเหลือบเห็นแอนเจลิก้า
กำลังเดินมาทางตน
“มิสเตอร์โมเร็ตติคะ มีลูกค้าต้องการพบคุณ เป็นลูกค้า
คนเดิมค่ะ”
สุภาพสตรีเลอโฉมกล่าวด้วยท่าทีรีบร้อน
“คุณจำเขาได้?”
ไคลน์ยิ้ม
คงเป็นบอร์กด้ากระมัง…หมอนั่นได้ซื้อสมุนไพรตามที่เรา
บอกหรือเปล่า? และยังต้องผ่าตัดอยู่ไหม?
แอนเจลิก้าใช้มือปิดปาก ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงแฝง
ความเหนื่อยหอบ
“เขาเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวยอมนั่งรอตลอดช่วงบ่าย
ต้องจำได้อยู่แล้วค่ะ”
ไคลน์หยิบไม้ค้ำและลุกขึ้นเดิน มันก้าวขาออกจากห้อง
ประชุมโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ในเขตห้องรับรอง ไคลน์พบบุรุษผู้ที่เคยใช้บริการดูดวงของ
ตนเมื่อสัปดาห์ก่อน ตับของมันปรากฏแสงออร่าสีปรกติ แถม
สุขภาพโดยรวมยังดีขึ้นมาก
“ยินดีด้วยครับ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
ไคลน์ยิ้มพร้อมกับยื่นแขนขวาขอจับมือ
บอร์กด้าผงะเล็กน้อย ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างกุมมือขวา
ไคลน์ด้วยท่าทีนอบน้อม
“มิสเตอร์โมเร็ตติ…คุณ ‘มองเห็น’ สุขภาพของผม
ได้จริงๆ! ใช่ครับ ผมหายดีแล้ว แพทย์ที่ดูแลแทบไม่เชื่อสายตา
เขาพยายามเค้นถามความจริงหลายหน หลังจากผลตรวจยืนยัน
ว่าตับของผมกลับเป็นปรกติโดยไม่ต้องผ่าตัด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไคลน์มั่นใจหนึ่งเรื่องทันที่
หมอยาร้านสมุนไพรโรเซนเป็นผู้วิเศษ
ยิ่งมีเหตุการณ์ของกลาซิสช่วยยืนยัน มันมั่นใจว่าสมมติฐาน
นี้ถูกต้อง
“ผมต้องหาโอกาสไปสารภาพบาปกับพระองค์สักครั้ง
โทษฐานที่ไม่เชื่อใจคุณ ไม่เชื่อใจหมอยาวิเศษคนนั้น”
บอร์กด้าไม่ยอมปล่อยมือไคลน์ มันเล่าต่อด้วยสีหน้าสำนึก
ผิด
“…สิบปอนด์ที่จ่ายไปไม่เสียเปล่า มันช่วยให้ผมกลับมา
มีชีวิตอีกครั้ง”
อะไรนะ…สิบปอนด์!?
เอ็งจ่ายมันสิบปอนด์ แล้วจ่ายตูแค่แปดเพนนีเนี่ยนะ? แปด
เพนนี!
มุมปากไคลน์พลันกระตุก มันพยายามเก็บซ่อนอาการสั่น
เทา
ขณะเดียวกัน บอร์กด้าปล่อยมือและก้มศีรษะให้อย่าง
จริงใจ
“ผมมาที่นี่เพื่อแสดงความขอบคุณ ขอบคุณท่านโมเร็ตติ
ที่ได้ช่วยชีวิตผมไว้”
“ผิดแล้ว ต้องขอบคุณตัวเองต่างหาก ที่ตัดสินใจเดินทาง
มาทำนายเพื่อตรวจสอบอนาคตการผ่าตัด”
ไคลน์เงยศีรษะขึ้นไปมองเพดานพร้อมกับเปล่งน้ำเสียงลุ่ม
ลึกคล้ายนักต้มตุ๋น
“ท…ท่าน! สมกับเป็นนักทำนายตัวจริง”
บอร์กด้าเล่าต่อ
“อีกเดี๋ยวผมจะเดินทางไปขอบคุณหมอยาที่ถนนวลาด
และซื้อสมุนไพรที่เขาเคยแนะนำติดมือกลับมาสักชุดสองชุด”
“คุณหายดีแล้วไม่ใช่หรือ?”
ไคลน์ขมวดคิ้ว
บอร์กด้ากวาดสายตามองรอบห้อง เมื่อเห็นว่าแอนเจลิก้า
ไม่ได้ฟัง มันอมยิ้มพร้อมกับอธิบายเสียงค่อย
“หมอยาเคยแนะนำให้ผมใช้ผงมัมมี่ สิ่งนั้นจะช่วยนำพา
ความสุขสมมาสู่กิจกรรมเร่าร้อนบนเตียง คราวก่อนผมไม่เชื่อ
แต่ปัจจุบันไม่เคลือบแคลงอีกแล้ว”
…มีสรรพคุณแบบนั้นด้วยหรือ?
ไคลน์เริ่มตงิดเล็กๆ ว่าหมอยาคนนั้นอาจเป็นนักต้มตุ๋น และ
ตนทำให้บอร์กด้ามีชะตากรรมต้องถูกหลอกลวง
แต่หลังจากสำรวจสีออร่าซ้ำ มันไม่พบสิ่งแปลกปลอมในตัว
บอร์กด้า
“ผงมัมมี่…?”
ไคลน์ทวนคำพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ใช่แล้วครับ ผงมัมมี่ ผมได้ยินจากกลุ่มเพื่อนฝูงว่า ขุน
นางใหญ่ของเบ็คลันด์ตามหาผงมัมมี่อย่างบ้าคลั่ง มีสรรพคุณ
ช่วยให้ของลับของบุรุษแข็งแกร่งดุจดังหินผาบนเตียง ถึงจะฟังดู
น่ารังเกียจและน่าละอายอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นที่นิยม
ของชนชั้นสูง”
บอร์กด้าอธิบายด้วยแววตาหื่นกระหาย
มัมมี่? ซากศพ? เอาศพไปบดเป็นผง?
ไคลน์ยังคงทึ่ง มันเกือบเสียอาการต่อหน้าบอร์กด้า
พวกขุนนางนี่ช่าง…ดิบชะมัด
ขณะไคลน์กำลังจะโน้มน้าวให้บอร์กด้าล้มเลิกความคิด กลา
ซิส อดีตลูกค้าของไคลน์ และเป็นคนแนะนำร้านหมอยา เดิน
เข้ามาในห้องรับรองและได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่
“ใช่แล้วครับ มันเจ๋งมาก! ผมขอแนะนำให้คุณไปร้าน
สมุนไพรโรเซนที่ถนนวลาด ผงมัมมี่ของร้านนั้นทานแล้วแข็ง
โปั๊ก!”
กลาซิสถอดแว่นตาขาเดียวออกพร้อมกับสรรเสริญไม่หยุด
ปาก
“มันทำให้ผมมีประสบการณ์แสนวิเศษ…”
“คุณรู้จักด้วยหรือ? ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อร้านสมุนไพรโร
เซนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง”
บอร์กด้าขานรับด้วยสีหน้าโล่งใจ
หลังจากสนทนาอย่างออกรสอีกสักพัก บอร์กด้ารีบไปจาก
สโมสรพยากรณ์
ไคลน์ยังคงทึ่งไม่หาย
มันรอจนกระทั่งห้าโมงสี่ยิบ ก่อนตัดสินใจออกจากสโมสร
พยากรณ์และขึ้นรถม้าไปยังถนนวลาด โดยต้องการสืบว่า
เจ้าของร้านเป็นคนแบบไหน และมีความจำเป็นต้องรายงานให้
หัวหน้าทราบหรือไม่
…
บ้านเลขที่ 18 ถนนวลาด
เมื่อไปถึงหน้าร้าน บานประตูปิดสนิท และมีปั้ายแขวน
อธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน
…หมอนี่รอบคอบชะมัด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวมันก็ไม่ต้องทำการสืบสวนให้เปลืองแรง
บุคคลน่าสงสัยได้เดินทางออกจากทิงเก็นเรียบร้อย