ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 247 ได้ปกป้องเจ้าอีกครั้ง
เมื่อนางอยู่ต่อหน้าเขา นางได้ละทิ้งความเด็ดขาดและเผด็จการของจักรพรรดินีไปตลอดกาล แล้วนางก็ใช้น้ำเสียงอ้อนวอนเพื่อหวังให้เขาดูแลตัวเองดีๆ ต่อหน้าเขาเท่านั้น
ต้องพรากจากลู่เจี้ยอีกแล้วหรือ
ในใจของเจียงหลีมีแต่ความไม่ยินยอมนับพันนับหมื่น
แต่ทว่า มันเป็นไปไม่ได้
ทั้งนางและเขาต่างมีหน้าที่ที่ต้องแบกรับไว้ หากต้องการจะอยู่ด้วยกันตลอดไป จะต้องผ่านพ้นภยันตรายทั้งปวงไปให้ได้
โดยเฉพาะนาง
เมื่อสถานะที่แท้จริงของลู่เจี้ยเปิดเผยต่อหน้านาง นางก็รู้แล้วว่าระยะห่างระหว่างพวกเขามีภูเขาสูงตระหง่านหมื่นพันลูกขวางกั้น หากนางอยากอยู่กับเขาตลอดไปโดยไม่พรากจากกันอีก ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่จะต้องข้ามเขาไปทีละลูก ก้าวไปทีละก้าวโดยอาศัยพละกำลังของตนเองเพื่อไปให้ถึงตรงหน้าของเขา
“หลีเอ๋อร์…หลีเอ๋อร์…”
ในที่สุดเขาก็สามารถเอ่ยปากได้แล้ว แต่ทว่าตอนนี้เขากลับพร่ำเรียกชื่อของนางไม่หยุด
เจียงหลีแทบจะละลายไปกับเสียงเอ่ยเรียกของเขา นางจึงรอไม่ไหวที่จะเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา รอยยิ้มสายใจผุดขึ้นที่ริมฝีปากของนาง นางลืมตาแล้วเก็บซ่อนความเจ็บปวดทุกอย่างเอาไว้ในใจ
นางขยับออกจากซอกคอของเขา จากนั้นจึงประคองใบหน้าแล้วสบตาเขา “สัญญากับข้า ไปกับพวกเขา ข้าก็จะสัญญากับท่านว่าข้าจะปกป้องตัวเองดีๆ และพยายามที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งมากขึ้น ท่านอยู่รอข้าที่อาณาจักรปีศาจนะ”
มีความมุ่งมั่นที่ทำลายไม่ได้ในสายตาของเจียงหลี
แสงพร่างพราวปรากฏขึ้นในดวงตาสีอ่อน นางที่เป็นคนเด็ดเดี่ยว นางเป็นคนที่รักษาสัญญา
“ได้”
สุดท้าย เขาก็ทำให้เจ้าของสายตานี้ผิดหวังไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงตกลงทำตามสัญญาที่ต้องพรากจากกันในครั้งนี้
เจียงหลีพยายามฝืนยิ้มให้ดูสดใส ซึ่งรอยยิ้มนั้นช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลเหลือเกินและสวยงามไม่มีใครเปรียบ เพียงแต่สายตาของนางซ่อนความขมขื่นเอาไว้ แต่ก็หนีสายตาเขาไม่พ้นอยู่ดี
ทั้งสองต่างไม่มีใครเต็มใจที่จะพรากจากซึ่งกันและกัน แต่เพื่อซึ่งกันและกัน ทั้งสองจึงต้องตัดใจ
ขัดแย้งขนาดนี้เชียวหรือ…
ในเรื่องความรัก ทุกอย่างมักมีข้อขัดแย้งเสมอ
“แต่ว่า…” ผู้เป็นจักรพรรดิเปิดปากพูด เขามีข้อแม้ประการหนึ่ง
เจียงหลีจ้องตาเขา เพื่อรอเขาเอ่ยประโยคถัดไป
“ให้ข้าได้ปกป้องเจ้าอีกครั้งนะ” ท้ายที่สุดเขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
เจียงหลีชะงักก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าให้ “ได้สิ”
เขาทำเพื่อนางโดยการถอยให้หนึ่งก้าว และนางก็ทำเพื่อเขาโดยการถอยมาอีกก้าวเช่นกัน
…
ณ ล่วนจั้งกั่ง ท่ามกลางหน้าผาที่มีเหวลึกซึ่งซ่อนประตูของสำนักหลีหุนจงเอาไว้อยู่ และมีหุ่นเชิดศพจำนวนนับไม่ถ้วนเฝ้ารักษาการณ์อยู่บริเวณด้านนอกประตูแห่งนี้
ในวันธรรมดา พวกมันมักจะนอนหลับใหลในใต้ดิน เมื่อปลุกเรียกพวกมันขึ้นมา พวกมันก็จะปีนออกมาจากใต้ดินและโจมตีผู้ที่เข้ามาบุกรุก
ด้านนอกล่วนจั้งกั่ง กองทัพของวังเวิ่นฉิงและจยาเซียนได้มารวมกำลังกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เจียงหลีเพียงคนเดียวที่เป็นเหยื่อล่อให้หลิงหวังทั้งห้าคนของสำนักหลีหุนจงให้ออกมา เช่นนั้นตอนนี้ ในสำนักหลีหุนจง ที่ต้องระวังก็คือกุ่ยชื่อผู้เป็นประมุขสำนัก แล้วยังมีหุ่นเชิดศพพวกนั้นอีกด้วย” ฉิงเวิ่นและเจียงเฮ่ายืนเคียงข้างกัน ไม่รู้ว่าอายุห่างจากเจียงเฮ่าเท่าไร แต่นางก็ยังคงความงามมีเสน่ห์อยู่เสมอ
โชคดีที่เจียงเฮ่าไม่ใช่คนหวั่นไหวเพราะความสวยงาม เขาพยักหน้า “ถูกต้อง กุ่ยชื่อเป็นหลิงหวง ลำบากท่านประมุขวังเวิ่นฉิงที่ลงมือแล้ว ส่วนหุ่นเชิดแข็งแกร่งที่เหลือให้พวกเราจัดการเอง หากท่านกับข้าทั้งสองกลุ่มอำนาจผนึกกำลังกัน ข้าไม่เชื่อว่าจะทำลายล้างสำนักหลีหุนจงไม่ได้”
“อย่าประมาทไป หากสำนักหลีหุนจงสามารถทำลายได้ง่ายๆ ในตอนนั้นภายใต้การล้อมและปราบปรามของกลุ่มอำนาจต่างๆ เขาคงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้หรอก” ฉิงเวิ่นหัวเราะเบาๆ
เจียงเฮ่ายิ้มจางๆ แล้วเสียดสีคำพูดของนาง “นั่นเป็นเพราะว่าตอนนั้น ผู้อาวุโสมิได้มีใจคิดที่จะล้มล้างสำนักหลีหุนจงต่างหาก”
ฉิงเวิ่นชะงัก เหยียดยิ้มโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
“ตอนนี้ หลังจากที่สำนักหลีหุนจงแพ้ราบคาบ เพื่อเป็นการแก้แค้นจยาเซียน แม้กระทั่งคนในราชวงศ์ยังถูกเอามาทำเป็นหุ่นเชิดศพ ทำเรื่องชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ สวรรค์ต้องไม่ให้อภัยแน่ๆ” เจียงเฮ่ากล่าว
ฉิงเวิ่นหัวเราะแล้วกล่าวเยาะเย้ย “ท่านกับข้าต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่การฝึกยุทธ์ในโลกมนุษย์นั้นขัดต่อกฎสวรรค์ คำกล่าวที่ว่าสวรรค์ไม่ให้อภัยคงไม่ต้องพูดถึงแล้วล่ะ สรุปก็คือ สำนักหลีหุนจงหาล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินด้วย มีเหตุผลที่ว่าไม่กำจัดไม่ได้”
ในคำพูดของนางมีนัยแอบแฝง
แววตาของเจียงเฮ่าวูบไหว แล้วเขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ
“หากต้องการจับตัวกุ่ยชื่อ ข้ามีความมั่นใจว่าทำได้ แต่ข้าต้องยอมรับว่าข้าไม่มีความสามารถฆ่าเขาให้ตาย แล้วเมื่อไหร่เจียงหลีจะมาถึง” ฉิงเวิ่นถามตามตรง
“ใกล้แล้ว” เจียงเฮ่าตอบห้วนๆ
ฉิงเวิ่นไม่ถามให้มากความอีก นางมองไปที่ล่วนจั้งกั่งแล้วพูดขึ้น “เช่นนั้นเราบุกล่วนจั้งกั่งกันก่อนเถิด”
เมื่อสิ้นเสียงนาง แสงไฟในแต่ละแถวก็ลุกโชน
เมื่อคนของวังเวิ่นฉิงหันไปมองทางคนของจยาเซียนก็พบว่า พวกเขาทุกคนมีตะเกียงน้ำมันกับคบเพลิงอยู่ในมือ
“พวกนี้เป็นหุ่นเชิดระดับต่ำ ไม่เก่งในการต่อสู้ แต่พวกมันมีจำนวนมาก วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับพวกมันคือการจุดไฟเผา” เจียงเฮ่าอธิบาย
ฉิงเวิ่นยิ้มมีเสน่ห์มากขึ้น “จยาเซียนเตรียมตัวมาดีจริงดั่งคาด”
“ตรงนี้ให้พวกลูกศิษย์จัดการ ส่วนท่านประมุขวังเวิ่นฉิงนำคนไป พวกเราจะบุกฆ่าสำนักหลีหุนจง” เจียงเฮ่ามองทางฉิงเวิ่น
ข้างหลังของเขายังมีมู่เหยี่ยนฉือ กงเสวี่ยฮวา ฉินเทียนอีและมู่ชิงเหยียน รวมถึงเหล่าอัศวินเกราะทองต่างเตรียมตัวพร้อมแล้วเช่นกัน
ส่วนข้างหลังของฉิงเวิ่นก็มีพวกอาวุโสยืนอยู่ ทั้งยังมีไหวปี้และบรรดาศิษย์ชั้นยอดรวมอยู่ด้วย
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว จึงดำเนินการตามแผน
ยอมฝีมือจากสองกลุ่มอำนาจรวมทัพเพื่อบุกโจมตีประตูสำนักหลีหุนจง ส่วนหุ่นศพที่อยู่ด้านนอกพวกนี้ให้ลูกศิษย์ที่เหลือจัดการ
…
ภายในประตูของสำนักหลีหุนจงเต็มไปด้วยเมฆหมอกทมิฬ
นอกจากหุ่นเชิดศพขั้นสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้ากุ่ยชื่อ ก็ยังเหลือพวกหลิงจงเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ด้านนอกปรากฏแสงไฟรายล้อมแล้ว
“ท่านประมุข พวกมันบุกเข้ามาแล้ว” หลิงจงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความกระวนกระวาย
แววตาของกุ่ยชื่อดำดิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง สถานการณ์ในวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าสำนักหลีหุนจงที่สั่นสะเทือนฝ่ายตรงข้าม จะพลิกเรือล่มในแม่น้ำของจยาเซียน!
แพ้แล้ว!
เขาแพ้แล้ว!
ตั้งแต่เริ่มต้น เขาประเมินศัตรูต่ำไปเมื่อเขาได้รับความท้าทาย ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวพ่ายแพ้ที่ตามมา
พ่ายแพ้ให้กับตำแหน่งกลุ่มอำนาจระดับกลาง หลิงหวังทุกคนก็พ่ายแพ้เช่นกัน ตอนนี้ยอดฝีมือที่เหลือของสำนักหลีหุนจงต่างถูกเรียกกลับมารวมตัวกันที่แห่งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสู้ตาย
“วังเวิ่นฉิง จยาเซียน!” กุ่ยชื่อเรียกกลุ่มอำนาจทั้งสองด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
ตอนนี้เขาแค้นสองกลุ่มอำนาจนี้มากที่สุด
วางรากฐานมากี่ปี อำนาจยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน แต่หากลองขุดลึกเข้าไปกลับเจอเพียงรังมดเล็กๆ เท่านั้น
และจยาเซียนก็คือรังมดนั่น!
พ่ายแพ้อย่างนั้นหรือ!
กุ่ยชื่อยืนขึ้นทันที สายตาของเขามีลำแสงแห่งความชั่วร้ายพุ่งออกมา เขาจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้เยี่ยงไร ต่อให้ตาย เขาจะต้องตายไปพร้อมๆ กับวังเวิ่นฉิงและจยาเซียน!
ตู้มมมม!
เสียงดังสนั่น พื้นดินสั่นสะเทือน
ทำให้ประตูสำนักหลีหุนจงบนหน้าผาสั่นไหว จนแทบจะถล่มได้ตลอดเวลา
“ท่านประมุข!”
คนของสำนักหลีหุนจงต่างเรียกเขาด้วยความตกใจ
สายตาของกุ่ยชื่อเย็นเฉียบ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเคียดแค้น “ตามข้าออกไป ฆ่าพวกมัน!”
“ฆ่ามันนน!”
คนของสำนักหลีหุนจงเริ่มโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย
ชนะก็รอด หากแพ้ก็ต้องตาย!
เงาแสงนับไม่ถ้วนทะยานออกจากประตูสำนักหลีหุนจง พุ่งโจมตียอดฝีมือจากวังเวิ่นฉิงและจยาเซียน จากนั้นพวกเขาจึงปะทะกันอย่างดุเดือดรุนแรง
ตู้มๆๆ!
เกิดเสียงระเบิดแตกไม่หยุดหย่อน ไม่มีคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเริ่มสงครามกันทันที
กระแสลมรุนแรงทุกรูปแบบ พลังอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งหมดรวมตัวกันในที่เดียว และความว่างเปล่าก็ถูกระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ไปด้วยพลังบ้าคลั่ง…