ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 251 ปาฐกถาย่อย
ณ ตำหนักเย่า ฮวงเสิน
คุนอู๋พาเจียงหลีกลับมายังตำหนักเย่า ตกลงแล้วมันคือเรื่องอะไรกันแน่ คุนอู๋ก็ไม่พูดให้ชัดเจน เขาบอกนางแค่ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่มอำนาจทั่วซีฮวงและเทียนเจียวไม่ควรพลาด รอให้กลับมาถึงตำหนักเย่าแล้วค่อยบอกเรื่องทุกอย่างกับนาง
“ศิษย์พี่สาม ตอนนี้บอกได้หรือยัง” เจียงหลีแสดงความไม่พอใจอย่างสุดซึ้งกับความลึกลับของคุนอู๋
ไม่รู้หรืออย่างไรว่าพูดครึ่งๆ กลางๆ มันทำให้คนอื่นขาดใจตายได้น่ะ!
แต่คุนอู๋ยังคงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยกับนาง “ไปพบซือจุนก่อน เดี๋ยวเจ้าก็รู้ทุกอย่างเอง”
เจียงหลีเลิกคิ้ว จากนั้นเดินตามคุนอู๋ไปยังตำหนักใหญ่ที่ท่านประมุขฮวงเสินอยู่
เมื่อมาถึงอาณาเขตของท่านประมุข เขาไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นเท่าไร หากไม่เก็บตัวเข้าฌาน ไม่ก็แปลงกายเป็นมนุษย์ลงไปยังโลกีย์เพื่อสัมผัสรสชาติแห่งชีวิต
แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จุดประสงค์ก็เหมือนกัน นั่นคือบรรลุลึกซึ้งรู้แจ้งแห่งธรรม
“ซือจุนอยู่ในฮวงเสินหรือไม่” เจียงหลีเอ่ยถาม
“ไม่อยู่” คำตอบของคนอู๋ทำเอาเจียงหลีอึ้ง
นางตกตะลึง แต่เจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินบนไหล่ของนางเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ ดวงตาคู่หนึ่งที่ใสซื่อหลุกหลิกไปมา ดูเหมือนกำลังคิดอยู่
“ไม่อยู่หรือ” เจียงหลีพูดด้วยความแปลกใจ
คุนอู๋กลับหัวเราะ “ซือจุนไม่อยู่ แต่ท่านถอดกายทิพย์เพราะมีธุระสำคัญจะสั่งเจ้า”
“…” เจียงหลีพูดไม่ออกเพราะกำลังตกใจกับคำพูดของคุนอู๋
“ศิษย์พี่สาม ที่ท่านไปหาข้าที่จยาเซียน ท่านมีจุดประสงค์อื่นอีกใช่หรือไม่” ในที่สุด เจียงหลีก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
นางไม่อยากให้คนรอบข้างเป็นห่วง
คุนอู๋ยังคงไม่หยุดฝีก้าว ใบหน้ารูปงามของเขาประกอบกับรอยยิ้มทำให้คนหวั่นไหว “เจ้าฉลาดจะตาย น่าจะเดาออกนะ”
เจียงหลีกระตุกมุมปากและพึมพำ “ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน” คุนอู๋พยักหน้าเห็นด้วย
เอ่อะ!
เจียงหลีหันขวับไปมองเขา
ศิษย์พี่สามคนนี้มักจะพูดหรือทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องสักเท่าไร
“หลังจากที่เจียงเฮ่ากลับมา เขามาที่ตำหนักเย่าเพื่อพบเราสามคน แล้วเล่าเรื่องเจ้าตอนอยู่จยาเซียนให้ฟัง แล้วยังเผยอีกว่า ในหนึ่งปีมานี้เจ้ามีนิสัยเปลี่ยนไป แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แล้วเจ้าก็เป็นคนไม่พูดมากอีก จนสุดท้าย เขาก็กลับไปพร้อมความเป็นห่วง” คุนอู๋พูดช้าๆ
เจียงหลีฟังเงียบๆ ด้วยความรู้สึกผิด “เพราะข้าทำให้พวกเขาเป็นห่วง”
คุนอู๋ยิ้ม “อันที่จริง ข้ากับศิษย์พี่ทั้งสองไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ ด้วยนิสัยของเจ้า ไม่ว่าจะเผชิญเรื่องร้ายแรงแค่ไหน เจ้าก็สามารถมีชีวิตรอดได้เข้มแข็ง ดังนั้น เจียงเฮ่าจึงอยากให้พวกเราช่วยพูดกับเจ้า เข้าใจเรื่องในใจของเจ้า แต่พวกเราก็ไม่ได้เป็นห่วงแบบเขา”
เจียงหลียิ้มเจือจาง
ก็ได้ ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสามของนางที่เชื่อใจนางเช่นนี้
“เรื่องของเจ้า พวกเราสามคนไม่อยากถามไถ่อะไรมาก แล้วพวกเราก็เชื่อว่าในใจของเจ้ารู้ว่าสิ่งไหนหนักสิ่งไหนเบา แต่พวกเราก็ได้ปรึกษากันแล้วว่าท่าทางเจ้าหดหู่หงอยเหงาเช่นนี้ดูว่างงานเกินไปแล้ว”
คุนอู๋พูดด้วยท่าทางมั่นใจมาก ทำเอาเจียงหลีถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“…” นางดูว่างงานหรือ
เปล่า! สัก! หน่อย!
นางยุ่งมาก นางโคตรยุ่ง ยุ่งมากๆๆๆ!
“ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจให้เจ้าไปทำธุระสักหน่อย เดิมทีวางแผนเอาไว้ปีหน้าค่อยให้เจ้าไป แต่นี่ก็ถือเสียว่าให้เจ้าล่วงหน้าไปก่อน เพื่อเบิกทางให้กับบรรดาลูกศิษย์ฮวงเสิน” คุนอู๋ยิ้มเจ้าเล่ห์
“…” แต่เจียงหลีกลับรู้สึกว่านางหลงกลเข้าให้แล้ว
“เมื่อเจ้ายุ่งมากขึ้น เจ้าก็จะได้ไม่ว่างคิดฟุ้งซ่านแล้วล่ะ” คุนอู๋กล่าวสรุปเอาเอง
“….” เจียงหลีจะพูดอะไรได้อีก ในท้ายที่สุด นางทำได้เพียงยิ้มและพูดอย่างไม่มีรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นก็ขอขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสามคนจริงๆ ที่ทำงานอย่างหนัก”
“ไม่ต้องเกรงใจ มันเป็นหน้าที่ในฐานะศิษย์พี่อยู่แล้ว” คุนอู๋พูดพร้อมกับยิ้มตาหยี
ใบหน้ารูปงามเช่นนี้ รอยยิ้มพริมใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทำให้หนุ่มสาวหลงใหลไปได้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้เจียงหลีกลับไม่มีกะจิตกะใจเชยชม แล้วอยากจะทุบรอยยิ้มนี่ทิ้งเสีย
…
เจียงหลีเห็นกายทิพย์ของซือจุนในตำหนักใหญ่
เหนือขึ้นไปบนตำหนักใหญ่อันวิจิตรงดงาม กายทิพย์นั้น นอกจากจะดูเป็นภาพลวงตามากกว่าร่างจริงแล้ว ก็ไม่มีส่วนใดแตกต่าง
“ซือจุน” เจียงหลีแสดงความเคารพ
ท่านประมุขฮวงเสินยิ้มให้อย่างใจดี จ้องไปที่เจียงหลีและพยักหน้า “กลับมาแล้ว”
ความห่วงใยเช่นนี้จากผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้เจียงหลีแอบซาบซึ้งใจ แต่ประโยคต่อมาของท่านประมุขกลับทำให้ความซาบซึ้งเมื่อครู่นี้แตกดังเพล้ง
“ในเมื่อกลับมาแล้ว ก็เตรียมเก็บข้าวของแล้วไปยังเมืองเทียนตี้เสียเถิด”
“…” มุมปากของเจียงหลีกระตุก เมืองเทียนตี้บ้าบออะไรกัน
“เมืองเทียนตี้ เป็นเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการฝึกประสบการณ์ เมืองเทียนตี้แบ่งออกเป็นเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นใน ตอนนี้เจ้าจะต้องได้รับคุณสมบัติจากเมืองชั้นนอกเสียก่อนถึงจะสามารถเข้าไปที่เมืองชั้นในได้ จากนั้นจะต้องฝึกประสบการณ์ในเมืองภายในห้าปี เพื่อให้ได้โอกาสของตัวเอง” คุนอู๋อธิบายอยู่ด้านข้าง
สถานที่ฝึกประสบการณ์!
ต้องอยู่ที่เมืองนั้นห้าปีเชียวหรือ!
เจียงหลีรู้สึกแปลกใจ ตกลงเมืองเทียนตี้นี่มันคือเมืองอะไรกันแน่
“เจ้าอย่าเพิ่งดูถูกเมืองเทียนตี้เชียวล่ะ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเมืองหนึ่ง แต่ข้างในนั้นกลับกว้างใหญ่ไพศาล อย่าว่าแต่ห้าปีเลย ต่อให้สิบปีเจ้าก็ไม่มีทางเดินไปทั่วทุกหย่อมหญ้าได้แน่ๆ ตำนานกล่าวว่า เมืองเทียนตี้แห่งนี้ปรากฏขึ้นกะทันหันตอนที่กลองศิลาจารึกร่วงลงมาสู่พื้นโลก ตั้งแต่นั้นมามันก็อยู่ในดินแดนตะวันตกซีฮวงตลอดมา มีโอกาสมากมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่เจ้าจะได้มันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเองแล้ว” คุนอู๋พูดอีกครั้ง
“เมืองเทียนตี้อย่างนั้นหรือ” ดวงตาของเจียงหลีเป็นประกายวูบไหว และรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่า เมืองเทียนตี้แห่งนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลองศิลาจารึก นางก็ควรจะไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อย เจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินเอียงคอมองนางแล้วตั้งใจฟังมาก
กายทิพย์ของท่านประมุขค่อยๆ เอื้อนเอ่ย “การฝึกประสบการณ์ที่เมืองเทียนตี้ ถูกขนานนามว่างานปาฐกถาย่อย ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ก่อนหน้างานปาฐกถาครองนครของพวกเจ้าเหล่าหลิงหวังและเทียนเจียว กล่าวได้ว่า ภายในห้าปีที่เจ้าอยู่ในเมืองเทียนตี้ เจ้าอาจจะเจอกับกลุ่มนาจระดับสูงและเทียนเจียวยอดฝีมือมากหน้าหลายตาก็เป็นได้”
“งานปาฐกถาย่อย!” ดวงตาของเจียงหลีฉายแสงเป็นประกายและนางถูกเมืองเทียนตี้ดึงดูดความสนใจอย่างสมบูรณ์
คุนอู๋อธิบายอยู่ด้านข้าง “โดยปกติแล้ว หลังออกมาจากเมืองเทียนตี้ เก็บตัวฝึกยุทธ์อีกสักสองสามปีก็จะถึงงานปาฐกถาเจ้าครองนครแล้ว ดังนั้น การฝึกประสบการณ์ที่เมืองเทียนตี้ จึงถูกเรียกว่างานปาฐกถาย่อย”
“ข้าไปแค่คนเดียวหรือ” เจียงหลีคิดถึงคำพูดของคุนอู๋เมื่อครู่นี้ที่บอกว่าให้นางไปเบิกทาง สำรวจเส้นทางอะไรเทือกนั้น
คุนอู๋ยิ้มขำ “ข้าบอกไปแล้ว ตอนแรกวางแผนจะให้พวกเจ้าไปปีหน้า แต่ตอนนี้เจ้าว่างงานไม่มีอะไรทำ ก็เลยให้เจ้าลองไปเสี่ยงดวงดูก่อน ถึงอย่างไรระดับการฝึกยุทธ์ของเจ้าก็มีมากพอ อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่ข้างนอกเลย ปีหน้า เจียงเฮ่า หันเหยากวง ไป๋หลี่เฟิ่ง ฉู่เฟยเยียนและพวกเรายอดฝีมือแห่งฮวงเสินก็ต้องไปอยู่ดี”
“ขอบเขตของระดับการฝึกประสบการณ์ในเมืองเทียนตี้ แม้จะเป็นผู้ที่อยู่ในอาณาเขตหลิงหวัง แต่คนที่เข้าไปเกือบจะทุกคนล้วนเป็นเทียนเจียวหลิงหวังขั้นที่สองขึ้นไปทั้งนั้น แม้ระดับการฝึกยุทธ์ของเจ้าจะไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าพวกเขา แต่เจ้าก็ต้องระวังตัวด้วย” กายทิพย์ของท่านประมุขเอ่ยขึ้น
“ศิษย์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เจียงหลีพยักหน้า แสดงสีหน้าจริงจังที่มักไม่ค่อยได้เห็น
“อืม” กายทิพย์ของท่านประมุขพยักหน้าและยิ้มให้เล็กน้อย
เจียงหลีเอ่ยถาม “เมืองเทียนตี้อยู่แห่งหนใดหรือเจ้าคะ ข้าต้องเดินทางเมื่อไหร่”
“ข้าทิ้งกายทิพย์เอาไว้ ก็เพื่อจะพาเจ้าไปส่งเมืองเทียนตี้นี่แหละ”