ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 264 เมืองชั้นในของเมืองเทียนตี้
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมองมาของอวิ๋นจั่น อวิ๋นเซียวเก็บซ่อนความรู้สึกอับอายไว้ไม่อยู่ เขาจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา
ตู้ม!
เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้าระเบิด
บนชั้นที่เก้าสงบลงในที่สุด พลังอันบ้าคลั่งและน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นค่อยๆ สลายไปในทั่วบริเวณ
สำเร็จแล้วใช่หรือไม่!
ไม่รู้ว่าสาเหตุใด เหล่าภูตทั้งหลายแห่งเมืองเทียนตี้ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นพร้อมกับจ้องมองยังสังเวียนชั้นที่เก้าอย่างประหม่า
นางทำสำเร็จแล้วใช่หรือไม่ พระมหาอินฮูพนมมือ ยกศีรษะโล้นขึ้น และมองไปยังตำแหน่งที่โดดเด่นนั้นเช่นกัน
คนทั้งสี่ของสำนักเทียนเต๋ามิอาจสรรหาคำพูดมาอธิบายความรู้สึกตอนนี้ได้ พวกเขาทำได้เพียงมองดูประภาคารที่เก้าด้วยความตกตะลึงอย่างหาที่เปรียบมิได้
คนทั้งสามของป้อมปราการเฟยอวิ๋นมองไปยังชั้นที่เก้าด้วยเช่นกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาแตกต่างกันออกไป
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมไอของเจียงหลีลอยมาจากสังเวียนชั้นที่เก้า
นางคุกเข่าข้างเดียว วางมือข้างหนึ่งไว้กับพื้น ส่วนมืออีกข้างทาบอกไว้ ทันใดนั้น นางทุบตัวเองและอ้าปากกระอักเลือดสีดำออกมา
หลังจากกระอักเลือด นางถึงรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาบ้าง
นักรบนพเก้าหายไป ขณะที่เจียงหลียังคงยืนอยู่บนสังเวียน โดยผลของการท้าทายที่ข้ามอาณาเขตถึงสี่ขั้นเป็นที่ประจักษ์แล้ว
หลังจากถอนหายใจด้วยความโล่งอก เจียงหลีดันพื้นลุกขึ้นยืน ขยับคอและแขนขาของตน
ทันใดนั้น เกิดเสียง กรอบแกรบ ดังขึ้นจากกระดูกของนาง นางอดไม่ได้ที่จะระบายความในใจออกมา “การต่อสู้ครั้งนี้ยอดเยี่ยมนัก เกือบจะหักกระดูกข้าได้เลยทีเดียว!”
เฮ้อ! หลังจากถอนหายใจ เจียงหลีถึงจะเหลือบมองไปยังถ้วยแก้ว
แสงนพเก้าส่องประกายระยิบระยับ วางไว้บนยอดประภาคารอย่างสงบเพื่อรอคอยเจ้าของของมันมาจุดไส้ตะเกียง
เจียงหลียกยิ้มมุมปากกว้าง พึมพำกับตัวเอง “ถ้วยแก้วที่งดงามเช่นนี้สิ ถึงจะคู่ควรกับข้า!”
“จิ๊บๆ!”
ทันใดนั้น เสียงร้องที่คุ้นเคยดังขึ้น แสงสีเขียวแกมน้ำงเงินส่องผ่าน เจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินกระพือปีกและร่อนลงบนไหล่ของเจียงหลีอย่างมั่นคง
เจียงหลีเหลือบมองนางและกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ “เจ้านะเจ้า มายังเมืองเทียนตี้พร้อมกับข้า แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ตอนที่ข้าถูกโจมตีเกือบตาย ทำไมไม่เห็นหน้าเจ้าเลย พอข้าต่อสู้จบแล้ว ก็โผล่มาเลยนะ”
“จิ๊บๆ” เจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินเอียงศีรษะมองนางด้วยดวงตาไร้เดียงสาที่สุด
“…” ภายใต้ดวงตาที่ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์เช่นนี้ เจียงหลีมิสามารถเอ่ยคำตำหนิออกมาได้
นางทำได้เพียงเก็บความน้อยใจเอาไว้ จากนั้นจึงเดินไปข้างหน้า เอื้อมมือไปหยิบถ้วยแก้วนพเก้า เมื่อได้ถ้วยแก้วมาครอบครองแล้ว ก็เท่ากับว่าเจียงหลีได้รับสิทธิ์เข้าเมือง
แม้นางจะยังไม่รู้ถึงประโยชน์ของถ้วยแก้ว แต่การได้รับถ้วยแก้วที่ดีที่สุดคงไม่ผิด!
สัมผัสแรกเรียบเนียนและเย็นเยือก
เมื่อมองใกล้ขึ้น ถ้วยแก้วนพเก้าก็ยิ่งงดงาม
“นางได้มาแล้ว!”
“นางทำได้แล้วจริงๆ!”
“…”
เมื่อเจียงหลียืนถือถ้วยแก้วนพเก้าอยู่บนสังเวียนชั้นที่เก้า เหล่าภูตของเมืองเทียนตี้ที่อยู่ด้านล่างประภาคารต่างตื่นเต้นดีใจกันอย่างล้นหลาม
เจียงหลียังไม่ได้ออกจากประภาคาร นางละสายตาจากถ้วยแก้วและมองออกไปนอกประภาคาร แล้วกวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ด้านล่างประภาคาร
“ในเมื่อโอกาสดีๆ ล้วนอยู่ในเมือง ก็รีบคว้าโอกาสไว้เถิด” เจียงหลีพูดกับตัวเอง
นางหายใจเข้าลึกๆ ปิดเปลือกตาถือถ้วยแก้วนพเก้าไว้ในมือทั้งสองข้าง…
[จุดไฟด้วยใจ พลังควบคุมจิตเป็นเปลวไฟ]
พรึ่บ!
กลิ่นหอมอ่อนๆ และเปลวไฟขนาดเล็กลุกโชนขึ้นในถ้วยแก้วสีในมือของเจียงหลี ขณะที่ถ้วยแก้วก็ปลดปล่อยแสงนพเก้าอันเจิดจ้า ปกคลุมนางและเจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินเอาไว้
“นางจุดไฟแล้ว!”
“จุดไฟบนประภาคารเชียวรึ! ”
“…”
คนทั้งสี่ของสำนักเทียนเต๋าประหลาดใจ
ไม่ใช่ว่าห้ามจุดไฟบนประภาคารหรอกหรือ พวกเขาคิดเพียงว่า เจียงหลีทำผลงานได้เช่นนี้ก็จะลงมาเลย และหลังจากมองเห็นชื่อของตนปรากฏบนศิลาจารึกแล้วถึงจะจุดไฟเข้าเมือง
แต่กลับคาดไม่ถึงว่านางจะไม่ยึดตามหลักทั่วไป และดูเหมือนไม่สนใจอันดับเกียรติยศเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นนางจึงเตรียมพร้อมเข้าเมืองชั้นในเช่นนี้เลย
“สีกาเจียงหลี รออาตมาด้วย!” เมื่อพระมหาอินฮูมองเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ก็รีบหยิบถ้วยแก้วของตนออกมา และตัดสินใจติดตามเจียงหลีอย่างแน่วแน่!
แม้ระดับของถ้วยแก้วจะแตกต่างกันอยู่มาก แต่บางทีเข้าไปด้วยกัน ระยะห่างอาจไม่มากก็เป็นได้
พรึ่บ!
แสงนพเก้าได้ทำลายชั้นที่เก้าไปอย่างสมบูรณ์ ร่างของเจียงหลีและเจ้านกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินหายไป โดยที่ถ้วยแก้วนพเก้าได้กลายเป็นแสงดาวแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของนาง
นางเพิ่งจะหายตัวไป พระมหาอินฮูก็หายตัวตามไปเช่นกัน
ณ เวลานี้ ชื่อของเจียงหลีก็ปรากฏบนป้ายอนุสรณ์ศิลาแล้ว
“ไป” อวิ๋นจั่นยืนขึ้น หยิบถ้วยแก้วสีม่วงทองของตนเองออกมา
พวกป้อมปราการเฟยอวิ๋นทั้งสามคนก็จุดไฟเข้าเมืองชั้นในตามไปติดๆ ดังนั้นจึงเหลือเพียงคนทั้งสี่จากสำนักเทียนเต๋า ขณะนี้ พวกเขามองดูอักษรที่สลักไว้บนศิลาจารึก บนจุดสูงสุด บนตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจนที่สุด สลักไว้ว่า…[เจียงหลี ฮวงเสิน ถ้วยแก้วนพเก้า]
“จากฮวงเสิน ไม่ใช่วังเวิ่นฉิงหรือ”
“เอ่อ…ดูเหมือนว่านางไม่เคยบอกว่าตนเป็นศิษย์ของวังเวิ่นฉิงนะ”
“เจียงหลี ฮวงเสิน ข้าจำชื่อนางได้แล้ว”
“ข้าก็จำใบหน้าของนางได้เหมือนกัน…”
…
พลังวิญญาณที่มากมายมหาศาล!
นี่เป็นปฏิกิริยาแรกที่จิตสำนึกของเจียงหลีฟื้นคืนกลับมา
หลังจากนั้น ทันทีที่นางลืมตา ทุกสิ่งที่เข้าสู่ดวงตาของนาง กลับทำให้นางตกใจจนหยุดนิ่งอยู่กับที่ และลืมสิ้นสติไปชั่วขณะ
“นี่คือเมืองชั้นในของเมืองเทียนตี้หรือ” ดวงตาที่สดใสของเจียงหลีเบิกกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ในสายตาของนาง ผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีภูเขาลอยเหนือเมฆา หลายชั้นต่อกัน ไร้จุดสิ้นสุด โดยไม่รู้ว่าทอดยาวไปไกลเพียงใด และไม่รู้ว่าลึกหรือสูงแค่ไหน
ภูเขาลอยเด่นกลางนภา ไม่ใช่ภูเขาธรรมดา แต่กลับเป็นภูเขาที่ด้านบนกว้าง ด้านล่างแหลม ราวกับภูเขาของโลกภายนอกที่ถูกพลิกคว่ำและยืนกลับหัวอยู่บนความว่างเปล่า
ระหว่างภูเขามีทะเลเมฆคอยเชื่อมต่อ ซึ่งหมอกเมฆเหล่านั้นหนาจนมองไม่เห็นความลึกของมัน และแหงนหน้าก็คาดเดาความสูงไม่ได้
บนภูเขา มีต้นไม้ที่ไร้ราก มีสายน้ำที่ไร้ต้นน้ำ น้ำตกหลั่งรินพลิ้วไหวส่องแสงสีเงินประกายวาววับ สายรุ้งหลากสีทอประกายพาดผ่านน้ำตก ช่างเป็นทิวทัศน์ที่งดงามตระการตายิ่งนัก
นอกจากนี้ บนภูเขาทุกลูกยังมีสิ่งปลูกสร้างอันประณีตวิจิตร
ตัวอาคารเป็นสีขาวและส่องแสงสีทองเป็นประกาย แต่ที่แปลกคือ ฐานและตัวเสาค้ำนั้นกลับลอยอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินหนึ่งศอก เรือนผ้าม่านที่แขวนอยู่บนตัวอาคารโปร่งแสงดั่งปีกของจักจั่น ส่องแสงดาราระยิบระยับและเบาบางดั่งหมอกควัน พลิ้วไหวแม้ปราศจากสายลม
“นี่มันแดนดินแห่งสรวงสวรรค์หรือ” เจียงหลีพึมพำ
ทิวทัศน์ที่งดงามเช่นนี้ นางมิเคยพบเห็นมาก่อนเลย
เมืองเทียนตี้อยู่เหนือจินตนาการของนาง ตกลงดินแดนแห่งนี้เป็นของใครกันแน่
หลังจากนั้นไม่นาน หัวใจที่ตกตะลึงของเจียงหลีค่อยๆ นิ่งสงบลง นางไม่ได้หันหลังกลับเพื่อเดินไปยังตำหนักบนเนินเขาขนาดเล็กที่นางยืนอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่านางก้าวเท้าเข้าไปในทะเลเมฆแทน
ฟึ่บ!
เจียงหลีรู้สึกว่าร่างกายของนางกำลังจะจมลง ราวกับมีแรงดึงที่แปลกประหลาดในทะเลเมฆ เมื่อนางก้าวเท้าออกไป ก็ถูกคว้าข้อเท้าอย่างแรงและต้องการลากตัวนางเข้าไป
ระหว่างที่ร่างนั้นสั่นไหว เจียงหลีรีบถอยหลังและยืนอยู่บนดินแข็ง แล้วจ้องมองไปที่ทะเลเมฆ “ช่างแปลกนัก!”