ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 112 ปรึกษา (ต้น)
ตอนที่ 112 ปรึกษา (ต้น)
ไท่ฮูหยินยิ้มแล้วมองไปที่สืออีเหนียง “เจ้าเป็นคนบอกเขาใช่หรือไม่”
สืออีเหนียงยิ้ม “ท่านโหวเป็นห่วงท่านเจ้าค่ะ!”
“เจ้าเด็กนี่…”
สวีลิ่งอี๋พูดว่า “ท่านแม่ ท่านมาซีซานทำไมถึงไม่บอกข้าล่ะขอรับ ถนนขรุขระเช่นนี้ หากท่านไม่สบายที่ใดขึ้นมา ลูกตายไปก็คงจะลบล้างความผิดนี้ไม่ได้”
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน” ไท่ฮูหยินบ่น “กลางวันแสกๆ พูดเรื่องเป็นๆ ตายๆ!” จากนั้นนางก็พูดอีกว่า “ข้าก็แค่ออกมาเดินเล่น เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไป!”
สวีลิ่งอี๋ยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สืออีเหนียงกลับดึงแขนเสื้อของเขา “ท่านโหวมาตั้งไกล ยังไม่ได้ทานข้าวกระมัง พวกเราก็พึ่งจะนั่งลงเมื่อครู่นี้”
เรื่องมาถึงขึ้นนี้แล้ว พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์
เขาก็แค่ใจร้อน สืออีเหนียงห้ามเขาไว้ เขาจึงได้สติกลับมา ยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าก็ยังไม่ได้ทานอะไร!”
ไท่ฮูหยินเห็นสืออีเหนียงดึงแขนเสื้อสวีลิ่งอี๋ นางยิ้มแล้วบอก “ทานข้าว ทานข้าว”
ฮูหยินสองยิ้มแล้วบอกให้สาวใช้รับใช้สวีลิ่งอี๋เปลี่ยนเสื้อผ้า
พวกเขาสามคนนั่งทานข้าวรอบไท่ฮูหยิน ฮูหยินสองบอกให้ไท่ฮูหยินรีบกลับไป “…ระหว่างทางกลับระวังถนนหนทางด้วยนะเจ้าคะ”
ไท่ฮูหยินเห็นว่าฮูหยินสองสบายดีนางก็วางใจ พูดคุยกับนางอยู่นานจากนั้นก็กลับไปเหอฮวาหลี่กับสวีลิ่งอี๋
สวีลิ่งหนิงและสวีลิ่งควนรออยู่ที่หน้าประตู พวกเขาเห็นสวีลิ่งอี๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลงรถม้าหน้าประตูฉุยฮวา ก็เห็นฮูหยินสามและฮูหยินห้า พวกนางรีบเดินเข้ามาถามไถ่ไท่ฮูหยิน “ท่านกลับมาแล้ว” มีแค่ฮูหยินสามที่ย่อเขาคำนับ ส่วนฮูหยินห้ามีคนพยุงอยู่ข้างๆ
ไท่ฮูหยินเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มขึ้นมา “กลัวว่าข้าจะหายตัวไปหรือไงเล่า”
“ท่านแม่ ท่านอายุมากแล้ว จะทำเช่นนี้ไม่ได้แล้วนะขอรับ” สวีลิ่งควนเดินเข้ามาพยุงท่านแม่ “พี่สี่ได้ยินว่าท่านไปซีซานคนเดียว เขาตกใจจนหน้าซีดไปหมด”
“สืออีเหนียงก็ไปกับข้ามิใช่หรือ” ไท่ฮูหยินยิ้ม “พวกเจ้ากระต่ายตื่นตูมกันเกินไปแล้ว!”
นางกำลังพูด เด็กรับใช้ชายก็วิ่งเข้ามารายงาน “ท่านโหว กงกงของพระราชวังคุนหนิงมาขอรับ”
ไท่ฮูหยินตกใจ
สวีลิ่งอี๋บอกว่า “ฮองเฮาบอกให้ข้าไปหานางหลังจากประชุมราชสำนักเสร็จ เพราะว่าข้าต้องไปรับท่านที่ซีซาน จึงส่งคนไปรายงานนาง นางคงจะส่งคนมาถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ไท่ฮูหยินมีสีหน้าไม่สบายใจ “เจ้ารีบไปบอกฮองเฮา นางอยู่ในพระราชวังคงจะเป็นห่วงไม่น้อย!”
“ท่านรู้ก็ดีขอรับ” สวีลิ่งควนพยุงท่านแม่เข้าไปในจวน “ต่อไปหากท่านจะไปไหนก็บอกพวกเราก่อน พวกเราจะได้เตรียมการ ท่านออกไปเช่นนี้ ทำเอาพวกเราตกใจกันหมด”
สวีลิ่งอี๋พูดว่า “ข้าไปดูก่อน” จากนั้นก็เดินตามเด็กรับใช้ชายออกไป
สืออีเหนียงเดินตามไปที่เรือนของไท่ฮูหยิน
ฝูงคนรอบล้อมไท่ฮูหยิน รับใช้นางเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง รับใช้นางล้างหน้าบ้าง ยกชาให้นางบ้าง…ยุ่งวุ่นวายกันไปหมด
ไท่ฮูหยินเห็นว่าสืออีเหนียงก็ยุ่งอยู่ข้างๆ นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด!”
เดินทางกลับมาเหนื่อยๆ รู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ สืออีเหนียงจึงยิ้มตอบรับ จากนั้นก็กลับไปที่เรือนของตัวเอง
หู่พั่วและคนอื่นๆ ก็รีบมารับใช้สืออีเหนียง
นางล้างหน้า ม้วนผมใหม่ เปลี่ยนมาสวมเสื้อกั๊กยาวลายดอกสีเขียว และป้าเถาก็มาพอดี
“ฮูหยิน หลูหย่งกุ้ยกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
หลูหย่งกุ้ยเป็นคนดูแลสินเดินให้กับหยวนเหนียง ตอนที่นางแต่งงานนางเคยถามถึงเขา แต่คำพูดของป้าเถาคลุมเครือ นางบอกแค่ว่าเขาไปจัดการเรื่องกิจการข้างนอก แล้วยังรีบอธิบาย ‘…กิจการและบัญชีของคุณนายใหญ่อยู่ในมือของผู้ดูแลหลู’ ท่าทีเหมือนกลัวว่านางจะถามอะไรมากกว่านี้
คิดไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาตอนนี้? แล้วยังมาหานางด้วยตัวเอง? ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใด
“เขาพึ่งจะมาถึงตอนเช้าเจ้าค่ะ” ป้าเถายิ้ม “จะมาคารวะท่านแต่ท่านออกไปซีซานกับไท่ฮูหยิน รอท่านจนถึงเย็นท่านก็ไม่กลับมาเสียที เขาเป็นบุรุษจึงไม่สะดวกที่จะอยู่ในเรือน ให้บ่าวมาคารวะท่านแทนเขา บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาหาท่านเจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงครุ่นคิด นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าให้เขามาหาข้ายามเว่ยเถิด!”
ป้าเถายิ้มและตอบรับ
สืออีเหนียงนั่งสวมต่างหูอยู่ข้างกระจก บอกให้นางออกไปได้แล้ว
แต่ป้าเถากลับยิ้มและเดินไปหยิบไข่มุกดอกไม้สีเงินมาสวมให้นางแล้วพูดเบาๆ “ฮูหยินพึ่งจะแต่งเข้ามา ยังมีเรื่องที่ไม่รู้ สกุลขุนนางระดับสูงไม่เหมือนกับสกุลเศรษฐี สามีภรรยาอยู่ด้วยกันต้องมีกฎระเบียบ เมื่อก่อน มีแค่ฉินอี๋เหนียงและเหวินอี๋เหนียง คุณหนูใหญ่รับใช้ท่านโหวเข้านอนยี่สิบวัน อี๋เหนียงสองท่านคนละห้าวัน แต่ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ฮูหยินจะต้องเป็นคนจัดการนะเจ้าคะ”
คิดว่านางยังเด็ก แล้วก็ไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับนาง…ดังนั้นนางจึงคอยชี้ทางให้ตลอด
สืออีเหนียงยิ้ม “ท่านป้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้หรอกเจ้าค่ะ ข้าจะถามท่านโหวก่อนแล้วค่อยจัดการ”
รู้สึกว่านางไม่พอใจ ป้าเถาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ฮูหยินอย่าได้ว่าบ่าวว่าพูดมาก เรื่องข้างนอกเรือนนายท่านเป็นคนจัดการ แต่เรื่องข้างในเรือนนายหญิงต้องเป็นคนจัดการ นี่คือกฎระเบียบที่มีมาแต่ไหนแต่ไร ทำไมท่านต้องถามท่านโหวเจ้าคะ แล้วอีกอย่าง ท่านไปถามท่านโหว ท่านจะให้เขาตอบเช่นไร ตอบว่าตกลง ก็คงจะถูกคนอื่นมองว่าตามใจภรรยา ตอบว่าไม่ตกลง ท่านก็คงจะถูกคนอื่นมองว่าขี้อิจฉา เรื่องนี้ ท่านเป็นคนจัดการเองเถิดเจ้าค่ะ!”
สืออีเหนียงยิ้มอ่อน “ท่านป้าพูดถูก เรื่องในจวนข้าต้องเป็นคนจัดการอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านโหวอยากจะไปนอนที่ไหน นอนกี่วัน ก็ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเองเถิด!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของป้าเถาแข็งทื่อ
“เอาล่ะ สายมากแล้ว ข้ายังต้องไปทานอาหารเย็นที่เรือนไท่ฮูหยิน” สืออีเหนียงยิ้มและลุกขึ้นยืน “มีเรื่องอะไร พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” พูดจบ นางก็เดินออกไปเรือนของไท่ฮูหยินพร้อมกับลี่ว์อวิ๋นและหงซิ่ว
*****
มีม่านกั้นอยู่ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของฮูหยินห้า เมื่อเดินไปถึงหน้าม่าน ก็มีเสียงคลุมเครือเบาๆ ดังออกมา “… ตอนนั้นข้าอิจฉามากเลย คิดว่าสักวันจะต้องหาวิธีไปเด็ดมาสักดอก สุดท้ายข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ ก็ถูกส่งกลับไปแล้ว วันนี้พึ่งบารมีของฮองเฮา ความปรารถนาของข้าก็เป็นจริงแล้ว!”
เสียงรายงานของสาวใช้ขัดจังหวะคำพูดของฮูหยินห้า
สืออีเหนียงเดินเข้าไปในห้อง เห็นถาดลายทะเลสีแดงวางอยู่บนโต๊ะบนเตียงที่ไท่ฮูหยินนั่งอยู่ มีดอกไป๋ฉาที่งดงามเจ็ดแปดดอก
“สืออีเหนียงมานี่สิ” ไท่ฮูหยินยิ้มและกวักมือเรียกนาง “ดอกไป๋ฉาในพระราชวังบานแล้ว ฮองเฮาจึงส่งมาให้ เจ้าก็เลือกไปสักสองดอกสิ”
สืออีเหนียงเห็นว่าในมือของไท่ฮูหยินและฮูหยินห้าถือดอกอยู่คนละสองดอก และเห็นสวีลิ่งอี๋เด็ดมันกลับมา นางอดไม่ได้ที่จะเดาว่า หรือว่าฮองเฮาเป็นห่วงไท่ฮูหยินแต่ไม่กล้าถามตรงๆ เลยถือโอกาสส่งดอกไม้มาค้นหาความจริง?
นางยิ้มและเดินไปคำนับไท่ฮูหยิน เอ่ยชื่นชม “สวยจังเลยเจ้าค่ะ” แล้วก็หยิบมาสองดอก
ไท่ฮูหยินบอกให้ป้าตู้ยกอาหารเข้ามา
เหยาหวงและเว่ยจื่อรีบเชิญสวีซื่อฉินและคนอื่น ๆ ที่กำลังเล่นอยู่ในเรือนหน่วนเก๋อออกมา
พวกเด็กๆ คารวะผู้อาวุโส ทุกคนนั่งทานอาหารร่วมกัน จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปยังเรือนใครเรือนมัน
ระหว่างทาง สืออีเหนียงพูดกับสวีลิ่งอี๋ “ท่านโหว ป้าเถาบอกว่า หลูหย่งกุ้ยกลับมาแล้ว อยากจะมาหาข้า เขาเป็นคนดูแลสินเดินของพี่หญิงใหญ่ ข้าก็เจอกับเขาเป็นครั้งแรก พรุ่งนี้ข้าอยากเชิญท่าน พี่ใหญ่ และพี่สะใภ้ใหญ่มาเจอหลูหย่งกุ้ยด้วยกัน ท่านคิดว่าเช่นไรเจ้าคะ”
สวีลิ่งอี๋หยุดเดินและมองที่สืออีเหนียงด้วยสายตาที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “ข้าไม่ไปเจอเขาดีกว่า พวกเจ้าไปเจอเขาก็พอแล้ว” ทำท่าทีเหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
*****
เช้าวันต่อมา สืออีเหนียงบอกให้หู่พั่วไปเชิญคุณชายใหญ่สกุลหลัวและคุณนายใหญ่มาที่เรือน และเมื่อหลัวเจิ้นซิ่งและคุณนายใหญ่รู้ว่าต้องมาเจอกับหลูหย่งกุ้ย พวกเขาก็รับปากทันที
นางเรียกป้าเถามาถาม “เงินเดือนของสาวใช้ในเรือนจ่ายเช่นไร”
ป้าเถายิ้มแล้วพูดว่า “เดิมทีตอนที่คุณนายใหญ่ยังอยู่ คนที่ทำงานอยู่ในเรือนจ่ายพร้อมกัน ผู้ติดตามของแต่ละเรือนผู้ดูแลเป็นคนจัดการเจ้าค่ะ”
“หมายความว่าเช่นไร”
“อย่างเช่นเรือนของท่าน” ป้าเถายิ้มแล้วอธิบาย “ในเรือนมีสาวใช้ระดับหนึ่งสี่คน สาวใช้ระดับสองหกคน สาวใช้ระดับสามสิบคน ท่านป้าหกคน แม่ครัวหกคน สาวใช้ในครัวสองคน ท่านป้าในครัวสองคน ล้วนแต่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ส่วนกลางจะเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้พวกนางพร้อมกัน อย่างเช่น สาวใช้ที่ดูแลเรื่องผมเผ้า ไม่ได้อยู่ในที่กำหนด ท่านต้องเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้นางเอง แต่หากท่านอยากได้สาวใช้เพิ่มอีกหนึ่งคน เช่นนี้ไม่ได้อยู่ในที่กำหนดไว้ ท่านก็ต้องเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้นางเองเจ้าค่ะ”
หมายความว่า นางไม่ต้องสนใจเรื่องเงินเดือนของสาวใช้ในเรือน
“แล้วหากในเรือนของข้ามีท่านป้าแค่ห้าคน?”
“เช่นนั้นก็จ่ายแค่ห้าคนเจ้าค่ะ”
“แต่ละเรือนรับเงินมาจ่ายเองหรือว่าจ่ายพร้อมกัน”
“จ่ายพร้อมกันเจ้าค่ะ”
“จ่ายเมื่อใด”
“ตอนที่คุณนายใหญ่อยู่คือจ่ายทุกวันที่หนึ่งของเดือน ต่อมาฮูหยินสามเป็นคนดูแล จึงเปลี่ยนเป็นจ่ายทุกวันที่สิบห้าของทุกเดือนเจ้าค่ะ”
สีหน้าของสืออีเหนียงเปลี่ยนไป “เช่นนั้น เงินเดือนของสะใภ้หนานหย่งข้ายังไม่ได้จ่ายหรือ”
ชีวิตที่ต้องรอเงินเดือนนางเองก็เคยผ่านมาก่อน
ป้าเถายิ้มแล้วพูดว่า “ถึงแม้ว่านางจะทำงานในเรือนของท่าน แต่นางเป็นคนของไท่ฮูหยิน ยังต้องไปรับเงินเดือนที่เรือนของไท่ฮูหยิน ท่านไม่ต้องสนใจเงินเดือนของนางหรอกเจ้าค่ะ”
จากนั้นก็มีสาวใช้เข้ามารายงาน “ฮูหยิน ฮูหยินสามมาเจ้าค่ะ!”
นางมาทำอะไรที่นี่
สืออีเหนียงเชิญฮูหยินสามเข้ามา พวกนางนั่งลงบนเตียงข้างหน้าต่างในห้องฝั่งตะวันออก
สาวใช้ยกชาและของว่างเข้ามา
สืออีเหนียงยิ้มแล้วถามนางว่า “พี่สะใภ้สามมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินสามจึงชี้ไปยังของที่อยู่ในผ้าเช็ดมือที่ชิวหลิงถืออยู่ “นำเงินเดือนมาให้น้องสะใภ้สี่ไงเล่า!”
สืออีเหนียงตกใจ
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาพอดี!
นางให้หู่พั่วรับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ลำบากพี่สะใภ้สามแล้วเจ้าค่ะ”
“ไอ๊หยา เรื่องแค่นี้” ฮูหยินสามยิ้ม “ข้าก็อยากมานั่งที่เรือนของเจ้าอยู่แล้ว” นางพูดแล้วก็จิบชา “จะว่าไป ข้ามีเรื่องจะมาปรึกษาเจ้า!” จากนั้นก็มองสาวใช้ที่อยู่ในห้อง
สืออีเหนียงรู้ว่านางหมายความว่าอะไร นางบอกให้บรรดาสาวใช้ออกไปข้างนอก
“น้องสะใภ้สี่” ฮูหยินสามพูดเบาๆ แต่สายตาของนางกลับร้อนรน “เจ้าอยากจะหาเงินไว้ซื้อผงชาดแดงสักหน่อยหรือไม่”
สืออีเหนียงตกใจ
นี่คือคนที่สองที่ถามนางเช่นนี้แล้ว!
ฮูหยินสามเห็นสีหน้าของสืออีเหนียงนางก็พอใจเป็นอย่างมาก นางทำท่าทีถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เงินสิบสองตำลึงหาได้หนึ่งถึงสองตำลึงภายในสองวัน เงินหนึ่งร้อยตำหนึ่งหาได้สิบตำลึงภายในสิบวัน หากมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึง เจ้าก็จะหาได้หนึ่งพันตำลึง…พูดตามตรง เรื่องดีๆ เช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่ากิจการของข้ามีเงินไม่พอ ข้าคงไม่อยากหาคนมาร่วมด้วย”
สืออีเหนียงขมวดคิ้ว
มันต่างอะไรจากของฟรีที่ตกลงมาจากฟ้า?
นอกจากมันคือกิจการที่ผิดกฎหมาย กิจการที่ถูกกฎหมายจะได้กำไรสูงขนาดนี้ได้เช่นไร ไม่รู้ว่าฮูหยินสามคิดอะไรอยู่กันแน่ แล้วทำกิจการอะไร สวีลิ่งอี๋นั้นรู้เรื่องกิจการนี้ของฮูหยินสามหรือไม่