ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 120 อาหารเย็นของครอบครัว
ตอนที่ 120 อาหารเย็นของครอบครัว
สาวใช้พาหญิงที่สวมเสื้อกั๊กยาวสีเขียวคนหนึ่งเดินเข้ามา
นางอายุราวสามสิบเจ็ดสามสิบแปดปี รูปร่างปานกลาง ค่อนข้างผอม จมูกโด่งหน้าผากกว้าง หน้าตาสะสวยมีความสง่างาม ทำให้นางดูเคร่งขรึม
“ท่านโหว ฮูหยิน!” นางคำนับสืออีเหนียงและสวีลิ่งอี๋ด้วยความเคารพ แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและความเคร่งขรึมของหญิงสกุลผู้ดี
สืออีเหนียงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ
เมื่อเทียบกับท่านแม่ของนางแล้ว เฉียวเหลียนฝังมีความรู้สึกเหมือนรู้คน รู้หน้า แต่ไม่รู้ใจ
และเพราะเช่นนี้ สืออีเหนียงจึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
หากไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เฉียวเหลียนฝังคงไม่มีทางคารวะตัวเองทั้งเช้าและเย็น นายหญิงเฉียวก็คงไม่ต้องทำเช่นนี้ ในฐานะท่านแม่ของอนุภรรยา นางไม่ถือว่าเป็นญาติของสกุลสวี มาเยี่ยมบุตรสาว ยังต้องให้สืออีเหนียงเห็นด้วย และยังต้องเข้ามาทางประตูข้าง
สวีลิ่งอี๋ไม่พูดไม่จา เขาแค่พยักหน้า ทำท่าทีเย็นชา
สืออีเหนียงจึงยิ้มแล้วพูดว่า “นายหญิงเฉียวมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”
สายตาของนายหญิงเฉียวหม่นหมองลง นางพูดเบาๆ “ข้ามาขอบพระคุณท่านโหวและฮูหยิน ท่านพ่อของเหลียนฝังเสียชีวิตไปตั้งแต่นางยังเด็ก ข้านั้นมีบุตรสาวแค่คนเดียว ข้าจึงคาดหวังในตัวนางเป็นอย่างมาก ให้นางเริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่สามขวบ อ่านหนังสือตั้งแต่ห้าขวบ นางจึงฉลาดและรู้ความ เป็นที่รักของกั๋วกงและฮูหยิน พวกเขาเลี้ยงนางมาตั้งแต่เด็ก แต่ข้ามีความรู้น้อย ไม่เคยเห็นโลกภายนอก เลี้ยงนางราวกับไข่มุกที่ล้ำค่า เลี้ยงให้นางกลายเป็นคนนิสัยเช่นนี้” นางพูดแล้วก็ย่อเข่าลงคำนับอย่างสุดซึ้ง “หากนางไร้มารยาท ท่านโหวและฮูหยินโปรดเห็นแก่นางที่เสียบิดาไปตั้งแต่ยังเด็ก อภัยให้นางด้วย ข้าจะขอบพระคุณเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ!”
คิดไม่ถึงว่านายหญิงเฉียวคนนี้จะพูดเป็นขนาดนี้!
บอกว่าท่านพ่อของเฉียวเหลียนฝังเสียชีวิตไปตั้งแต่นางยังเด็ก แม่ม่ายเช่นนางเป็นคนเลี้ยงมาจนโต แล้วยังบอกว่าลูกสาวคนนี้ของนางมีความสามารถแค่ไหน ยังพูดถึงความสัมพันธ์ของเฉียวเหลียนฝังและเฉิงกั๋วกง ส่วนนิสัยที่เย่อหยิ่งของเฉียวเหลียนฝังเป็นเพราะว่าตัวเองเลี้ยงนางมาไม่ดี
เป็นคนที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
สืออีเหนียงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองสวีลิ่งอี๋
นางเห็นสายตาของสวีลิ่งอี๋มองมาที่ตัวเองพอดี
สีหน้าของเขาดูโมโห ราวกับกำลังพูดว่า นี่เป็นเรื่องของสตรีอย่างพวกเจ้า หรือว่ายังต้องให้ข้าเป็นคนออกหน้า
สืออีเหนียงแอบถอนหายใจในใจ เดินเข้าไปพยุงนายหญิงเฉียว “ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว น้องหญิงเฉียวมีมารยาทและอ่อนโยน ท่านโหวและข้าล้วนแต่ชื่นชอบนาง นายหญิงเฉียวไม่ต้องเป็นห่วงว่านางจะลำบาก”
โจมตีอย่างนุ่มนวลแฝงนัยว่า เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าเช่นไร หรือว่าเฉียวเหลียนฝังมาระบายความในใจกับเจ้า หรือว่าเจ้าคิดว่าบุตรสาวของตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
นายหญิงเฉียวลุกขึ้น ยิ้มแล้วมองไปที่สืออีเหนียง “เพราะว่าเหลียนฝังไม่ลำบาก ข้าถึงรู้สึกไม่สบายใจ เป็นแค่ไข้ธรรมดา แต่เชิญหมอหลวงมาดูนางตั้งสองสามท่าน แล้วยังส่งคนไปเชิญข้ามาเยี่ยมนาง ล่วงเกินไปแล้วจริงๆ ข้าไม่สบายใจมากเจ้าค่ะ”
หมายความว่า บุตรสาวของตัวเองล่วงเกิน หรือว่านางที่ทำเช่นนั้นล่วงเกินเฉียวเหลียนฝังกันแน่
สืออีเหนียงยิ้มอ่อน “ท่านโหวเป็นคนใจกว้าง พี่น้องอย่างพวกเราก็ต้องเข้าใจความหวังดีของท่านโหว รักใคร่ปรองดองกัน พูดไม่ได้ว่าล่วงเกินเจ้าค่ะ แล้วเรื่องที่เชิญนายหญิงเฉียวมาเยี่ยมน้องหญิงเฉียวก็เป็นความคิดของท่านโหว หากนายหญิงเฉียวอยากจะขอบคุณ ก็บอกให้น้องหญิงเฉียวรีบหายไวๆ ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ท่านโหวเถิด”
นายหญิงเฉียวได้ยินเช่นนี้ก็สายตาเป็นประกายขึ้นมา นางเหลือบมองสวีลิ่งอี๋อย่างรวดเร็ว
สวีลิ่งอี๋ยืนอยู่ตรงนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะยืนอกผายไหล่ผึ่งแต่เขากลับบึนปากทำท่าทีรำคาญ
นางยิ้มและย่อเข่าคำนับสืออีเหนียง “ขอบพระคุณคำแนะนำของฮูหยินเจ้าค่ะ ข้าจดจำมันไว้แล้ว ข้าจะต้องบอกให้นางตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ท่านโหวและรักใคร่ปรองดองกับพี่ๆ น้องๆ อย่างแน่นอน”
ปรนนิบัติรับใช้ท่านโหวก่อน แล้วค่อยรักใคร่ปรองดองกับพี่ๆ น้องๆ…
สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “สายมากแล้ว ข้ากับท่านโหวจะต้องไปคารวะไท่ฮูหยิน ข้าให้โรงครัวเตรียมบะหมี่ไว้แล้ว นายหญิงเฉียวอยู่ทานข้าวเย็นที่นี่แล้วค่อยกลับเถิดเจ้าค่ะ!”
นายหญิงเฉียวเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็ส่งสวีลิ่งอี๋และสืออีเหนียงออกไป
ข้างนอกเรือนที่หรูหราปราณีตเต็มไปด้วยหิมะที่ตกหนัก
โชคดีที่ทางไปเรือนของไท่ฮูหยินมีทางเดินตลอดทั้งทาง ไม่จำเป็นต้องกางร่มหรือสวมรองเท้าไม้ สืออีเหนียงเดินตามสวีลิ่งอี๋อยู่ข้างหลังเงียบๆ
ถึงทางเลี้ยว จู่ๆ สวีลิ่งอี๋ก็หันหน้ามา “ระวังพื้นลื่น”
สืออีเหนียงก้มหน้าลงด้วยความตกใจ
อิฐสีฟ้าถูกตัดเป็นเส้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นลื่น ทางเดินก็กว้างกว่าครึ่งเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้หิมะสาดเข้ามาทำให้พื้นเปียก เหตุใดจู่ๆ เขาถึงบอกว่าพื้นลื่นกันเล่า
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แต่สวีลิ่งอี๋กลับเดินไปข้างหน้าแล้ว
มองดูแผ่นหลังของเขาไกลๆ สืออีเหนียงไม่กล้ารอช้า นางรีบเดินตามไป
*****
ในห้องจุดไฟแล้ว อบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นหอมที่สดชื่นของสมุนไพรในกระถางเครื่องปั้นดินเผาอบอวลไปทั่วห้อง เพิ่มกลิ่นอายที่อบอุ่นให้กับเรือนไม่น้อย
ไท่ฮูหยินเอนตัวอยู่บนหมอนสีเหลืองใบใหญ่บนเตียงข้างหน้าต่าง นางกำลังยิ้มและมองดูจุนเกอที่สวมเสื้อลายน้ำเต้าสีเขียวอ่อนที่กำลังท่องหนังสือ ‘เด็กน้อยเรียนรู้ฉงหลิน’ อยู่หน้าเตียง “…วันขึ้นปีใหม่คือวันแรกของเดือนหนึ่ง วันของมนุษย์คือวันที่เจ็ดของเดือนหนึ่ง วันขึ้นปีใหม่มอบบทกวีแด่พระองค์ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เลี้ยงเหล้าถูซูเพื่อนบ้าน สามารถขจัดโรคระบาด”
สวีลิ่งควนนั่งอยู่ข้างล่างไท่ฮูหยิน สวีลิ่งหนิงนั่งตรงข้ามสวีลิ่งควน ฮูหยินห้าสวมเสื้อกั๊กลายดอกโบตั๋นสีแดง เพราะว่านางกำลังตั้งครรภ์ สีหน้าดูดีเป็นอย่างมาก นั่งหน้าแดงก่ำอยู่ข้างสามีตัวเอง ฮูหยินสามยืนอยู่ข้างหลังสวีลิ่งหนิง สวีซื่อฉินบุตรชายคนโตและสวีซื่อเจี่ยบุตรชายคนเล็กนั่งอยู่ข้างๆ สวีซื่ออวี้นั่งอยู่ข้างๆ สวีซื่อเจี่ยน พวกเขานั่งห่างกันประมานสองฟุต
เขาเป็นคนแรกที่เห็นท่านพ่อและท่านแม่เดินเข้ามา จึงลุกขึ้นแล้วตะโกนเรียก “ท่านพ่อ ท่านแม่” ด้วยความเคารพ
การท่องของจุนเกอถูกขัดจังหวะ เขาหันมามองสวีลิ่งอี๋ ทันใดนั้นก็วิ่งไปหาไท่ฮูหยิน จับเสื้อของไท่ฮูหยินแล้วมองมาทีสวีลิ่งอี๋ด้วยความหวาดกลัว
คนอื่นๆ ในห้องก็ยืนขึ้นคำนับสวีลิ่งอี๋
สวีลิ่งอี๋พยักหน้าให้บุตรชายคนโต จากนั้นก็กุมมือคำนับกลับพี่ๆ น้องๆ และนั่งลงตรงข้ามกับไท่ฮูหยิน
สืออีเหนียงยืนอยู่ข้างฮูหยินห้า
“ท่อง ‘เด็กน้อยเรียนรู้ฉงหลิน’ ได้แล้วเช่นนั้นหรือ” เขายิ้มและมองดูจุนเกอที่อยู่ในอ้อมแขนของท่านย่า “เรียนกับผู้ใด”
จุนเกอทำสีหน้าสับสน ไท่ฮูหยินผลักเขาเบาๆ “ท่านพ่อถามเจ้า” เขาถึงได้มีสติกลับมาแล้วตอบเบาๆ “ท่านย่าสอนขอรับ!” จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นแอบมองสีหน้าของสวีลิ่งอี๋ เห็นเขายิ้มอยู่ตลอด ไม่มีสีหน้ารำคาญ เขาจึงพูดเสริมอีกว่า “ท่านย่าสอนขอรับ บอกว่าจะปีใหม่แล้ว ต้องรู้จักกฎระเบียบของปีใหม่…”
ได้ยินคำตอบของจุนเกอ สวีลิ่งอี๋ไม่มีสีหน้าที่ไม่พอใจเหมือนวันธรรมดา เขายิ้มแล้วพยักหน้า “ไม่เลว ไม่เลว อยู่กับท่านย่า ได้เรียนรู้กฎระเบียบแล้วจริงๆ”
จุนเกอได้ยินเช่นนี้ก็หันไปยิ้มให้เจินเจี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ไท่ฮูหยินด้วยความภาคภูมิใจ
สวีลิ่งอี๋เห็นว่าบุตรชายของตัวเองไม่สุขุมเลยสักนิด เขาขมวดคิ้ว ไท่ฮูหยินเห็นเช่นนี้ก็รีบยิ้มแล้วพูดว่า “ทำไมวันนี้พวกเจ้าถึงมาช้าเช่นนี้ พวกข้ารอพวกเจ้าทานข้าวอยู่ คนอื่นยังพอทนได้ แต่น้องสะใภ้ห้ากำลังตั้งครรภ์ ประเดี๋ยวยังต้องกลับไปสวนดอกไม้หลังจวน อากาศหนาวๆ เช่นนี้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น ข้าจะมัดเจ้าไปรับโทษที่คุณชายห้า”
ฮูหยินห้าได้ยินเช่นนี้ก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดปากยิ้ม
แต่สวีลิ่งควนกลับยืนขึ้นอย่างกระวนกระวาย “ไม่ใช่ ไม่ใช่“ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมจึงเปลี่ยนคำพูด “ไม่มีทางขอรับ ข้าจะดูแลตานหยางเป็นอย่างดี ไม่มีทางให้นางเป็นอะไร…พี่สี่ไม่ต้องไปรับโทษที่ข้าหรอกขอรับ”
ไท่ฮูหยินได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะขึ้นมา แม้แต่สวีลิ่งอี๋ก็ยิ้มออกมา คนอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกลั้นเอาไว้ ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา
สืออีเหนียงถือโอกาสมองดูเด็กสามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
สวีซื่อเจี่ยนคนที่อายุน้อยที่สุดหัวเราะอย่างโง่เขลา หัวเราะอย่างมีความสุข
สวีซื่ออวี้ก็หัวเราะ แต่สายตาของเขากลับมีความเย็นชาและห่างเหิน
สวีซื่อฉินที่กำลังมองดูสวีซื่ออวี้ รอยยิ้มของเขามีกลิ่นอายของความขมขื่น
นี่เป็นครั้งที่สองที่นางเห็นสวีซื่อฉินมองสวีซื่ออวี้แล้วยิ้มอย่างขมขื่น…ในบรรดาบุตรหลานรุ่นนี้ มีแค่พวกเขาสองคนที่ออกไปอยู่เรือนข้างนอก ได้ยินมาว่าเรือนของพวกเขาอยู่ติดกัน ปีนี้สวีซื่ออวี้อายุแค่สิบเอ็ดปี ก่อนหน้านี้ตอนที่ตัวเองอายุเท่าเขาก็มักจะถูกผู้คนบอกว่าเป็นเด็กแต่ทำตัวราวกับผู้ใหญ่ แต่ว่าเช่นนั้น นางก็เล่นกับบุตรของแม่นมที่ข้างเรือนอย่างสนุกสนาน บุตรของแม่นมบอกนางว่าเล่นพิณน่าเบื่อแค่ไหน ตัวเองโชคร้ายแค่ไหน…สวีซื่ออวี้และสวีซื่อฉินก็คงมีความสัมพันธ์เช่นนี้เหมือนกันกระมัง
“เว่ยจื่อ” ไท่ฮูหยินยิ้มแล้วเรียกนาง “จัดอาหารเถิด! วันนี้คุณชายสามนำเป็ดป่ามาให้ ข้าบอกให้โรงครัวทำหม้อไฟเป็ดป่า ทุกคนลองทานดู”
สวีลิ่งอี๋พยุงไท่ฮูหยิน คนอื่นๆ ก็พากันล้อมรอบพวกเขาไปห้องนั่งพักผ่อนทางตะวันออก
ในห้องนั่งพักผ่อนมีโต๊ะสามโต๊ะ ไท่ฮูหยินและบรรดาบุตรชายนั่งโต๊ะเดียวกัน บรรดาลูกสะใภ้นั่งโต๊ะเดียวกัน สวีซื่อฉินและพวกเด็กๆ นั่งโต๊ะเดียวกัน
ไท่ฮูหยินและสวีลิ่งอี๋นั่งลง แม่นมของพวกเด็กๆ ก็รับใช้พวกเขานั่งลง ฮูหยินห้าเป็นกรณีพิเศษ ป้าสือรับใช้นางนั่งลง ฮูหยินสามและสืออีเหนียงช่วยเว่ยจื่อจัดถ้วยช้อนจานชาม ไท่ฮูหยินยิ้มแล้วตำหนิพวกนางสองคน “…จะมาขยันขันแข็งทำไมตอนนี้ นั่งลงทานข้าวดีๆ”
พวกนางจัดถ้วยช้อนจานชามโต๊ะเด็กๆ และโต๊ะของไท่ฮูหยินเสร็จแล้วก็นั่งลง
สาวใช้และท่านป้ายกอาหารขึ้นมา
ไท่ฮูหยินพูดคุยกับบุตรชายของตัวเอง “ปีนี้หิมะตกเร็วมาก พึ่งจะต้นเดือนสิบเอ็ดเอง!”
สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้วขอรับ ซานตง ส่านซี เหอเป่ยและเหอหนาน ล้วนแต่เขียนฏีกาเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติหิมะ สองสามวันนี้ฮ่องเต้ก็เอาแต่ทรงยุ่งอยู่กับการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติกับกระทรวงขุนนางภายใน!”
ไท่ฮูหยินได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล “หากหิมะยังไม่หยุดตก เกรงว่าปีนี้คงจะหนาวเป็นอย่างมาก”
“ท่านแม่ เช่นนั้นเราควรตั้งซุ้มข้าวต้มหรือไม่ขอรับ” สวีลิ่งควนถาม
ไท่ฮูหยินและสวีลิ่งหนิงมองไปที่สวีลิ่งอี๋
สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพูดว่า “ปีก่อนๆ ทำเช่นไร ปีนี้ก็ต้องทำเช่นนั้น”
ไท่ฮูหยินลังเล “ต้องปรึกษากับฮองเฮาหรือไม่…”
ทุกคนในห้องต่างเงียบพร้อมกัน
สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพูดว่า “หากเราแก้ไขความผิดพลาดมากจนเกินไป มันอาจจะทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกๆ เรื่องนี้ข้าจัดการเองขอรับ ถึงตอนนั้นเกรงว่าคงต้องขอความช่วยเหลือจากท่านแม่”
ไท่ฮูหยินพยักหน้า “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”
ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
สวีลิ่งหนิงยิ้มแล้วพูดว่า “เช่นนั้นข้าต้องเตรียมเมล็ดข้าวก่อน หากตั้งซุ้มข้าวต้ม ก็ต้องมีข้าวต้มใช่หรือไม่”
ไท่ฮูหยินยิ้มและพยักหน้า นางพอใจกับคำพูดของสวีลิ่งหนิงเป็นอย่างมาก “เตรียมตัวให้พร้อม หากหิมะยังตกอยู่เช่นนี้ ถนนคงจะเปียก เกรงว่าถึงตอนนั้นจะไม่สะดวก”
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้ารู้ดี” สวีลิ่งหนิงตอบรับด้วยความเคารพ
ไท่ฮูหยินพยักหน้า แต่สืออีเหนียงกลับสังเกตเห็นดวงตาของฮูหยินสามที่นั่งอยู่ตรงข้ามตัวเองนั้นมองไปมองมา