ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 142 เยี่ยมเยือน(ต้น)
ตอนที่ 142 เยี่ยมเยือน(ต้น)
ระหว่างทาง ฮูหยินสามอธิบายเบาๆ ว่า “ดึกมากแล้ว จึงให้เด็กๆ ไปพักผ่อนก่อน ส่วนน้องสะใภ้ห้าร่างกายไม่สะดวก ท่านโหวจึงให้คุณชายห้ากลับไปกับน้องสะใภ้ห้าก่อนเจ้าค่ะ”
ไท่ฮูหยินพยักหน้าแล้วถามว่า “ตอนเย็นเด็กๆ ทานอะไรกัน”
“ฉินเกอและเจี่ยนเกอทานหม้อไฟเป็ด อวี้เกอ เจินเจี่ยเอ๋อร์และจุนเกอทานผัดผักเจ้าค่ะ”
ไท่ฮูหยินเอ่ยตอบ “อืม” อย่างพึงพอใจ จากนั้นสวีลิ่งหนิงก็เปิดม่านให้นางเข้าไปในห้องด้วยตัวเอง
เว่ยจื่อที่อยู่ที่เรือนพาเหล่าสาวใช้และท่านป้ามารออยู่ที่เรือนอยู่แล้ว เมื่อเห็นไท่ฮูหยินกลับมา พวกนางก็รีบเดินเข้าไปช่วยถอดเสื้อคลุม รับใช้ไท่ฮูหยินไปอาบน้ำและแต่งตัว
ฮูหยินสามยิ้มแล้วถามสืออีเหนียง “ที่นั่นคึกคักมากใช่หรือไม่”
สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “ได้ยินมาว่าสินเดิมมีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ชิ้น”
“โอ๊หยา!” สายตาของฮูหยินสามมีความอิจฉา “สกุลโอวหยางโชคดีเสียจริง ได้แต่งงานกับคุณหนูสกุลถัง สินเดิมมากมายขนาดนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกของเยี่ยนจิง”
สืออีเหนียงยิ้ม
แต่สวีลิ่งหนิงกลับพูดขึ้นมาว่า “ตอนนั้นที่น้องสะใภ้ห้าแต่งเข้ามาก็มีสินเดิมหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ชิ้นมิใช่หรือ!”
“ย่อมไม่เหมือนกัน” ฮูหยินสามพูด “ตานหยางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว แต่สกุลถังนั้นมีบุตรสาวตั้งสิบสามคน”
พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ ไท่ฮูหยินก็เดินออกมา
ฮูหยินสามรีบเดินเข้าไปประคองนางมานั่งบนเตียงเตาข้างหน้าต่าง สืออีเหนียงรินชาร้อนให้นาง
ไท่ฮูหยินรับชาร้อนมาจิบหนึ่งอึกแล้วพูดว่า “ดึกมากแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด! พรุ่งนี้ทุกคนยังมีธุระของตัวเอง!”
พวกเขาทั้งสี่คนตอบรับ คำนับไท่ฮูหยินแล้วก็ขอตัวออกไป
ออกมาจากเรือนของไท่ฮูหยิน สวีลิ่งหนิงพูดกับสวีลิ่งอี๋อย่างเป็นนัยว่า “เช่นนั้นเรากลับกันก่อน!”
สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพยักหน้า สวีลิ่งหนิงจึงพาฮูหยินสามที่ยังสับสนเดินออกไป
สืออีเหนียงเห็นเช่นนี้แล้วก็สับสนเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว พวกเขาต้องเดินไปทางทิศตะวันออก เดินไปทางเดียวกันมิใช่หรือ เหตุใดจึงต้องแยกกันเดินด้วยเล่า
นางกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินสวีลิ่งอี๋ถามว่า “เจอกับโจวฮูหยินแล้วหรือ”
สืออีเหนียงตกใจ “ท่านโหวรู้ได้เช่นไรเจ้าคะ”
สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพูดว่า “วันนี้ข้าทานอาหารเย็นกับซื่อเจิง ซื่อเจิงก็คือบุตรชายคนที่สามขององค์หญิงฝูเฉิง”
ดูเหมือนว่า ซื่อเจิง ใต้เท้าโจวผู้นี้กับสวีลิ่งอี๋คงจะสนิมสนมกันไม่น้อย
สืออีเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ได้ยินพี่หญิงโจวบอกว่าพวกท่านโตมาด้วยกัน!”
“โตมาด้วยกันอะไรกันเล่า!” สีหน้าของสวีลิ่งอี๋ดูไม่พอใจ แต่ในแววตากลับมีรอยยิ้มที่อบอุ่น “ก็แค่สมัยฮองเฮาอู๋ ข้ากับซุ่นอ๋องและอีกสองสามคนมักจะไปเล่นด้วยกันที่พระราชวังคุนหนิง” เขาพูดพร้อมกับทำสีหน้าผิดหวัง “คิดไม่ถึงว่าฮองเฮาอู๋จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของรัชทายาท ถูกฮ่องเต้คนก่อนสั่งประหาร”
นางไม่รู้เหตุการณ์ในอดีตเหล่านี้ แน่นอนว่านางจึงไม่พูดอะไร นางยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง ถือโอกาสเล่าเรื่องที่พูดกับไท่ฮูหยินให้สวีลิ่งอี๋ฟัง
สวีลิ่งอี๋ฟังอย่างเงียบๆ จนกระทั่งถึงเรือนของตัวเองกับสืออีเหนียง
ลี่ว์อวิ๋นและหงซิ่วพาสาวใช้และท่านป้ามารออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามาก็รีบเดินเข้าไปคำนับ
สวีลิ่งอี๋เดินเข้าไปในห้องหลัก
สืออีเหนียงคิดว่าเมื่อวานเขาอยู่ที่เรือนของไท่ฮูหยิน…คงมีบางสิ่งที่อยากจะพูดคุยกับนาง
นางจึงรีบเดินตามเข้าไป เรียกสาวใช้มารับใช้เขา ส่วนตัวเองก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอาบน้ำ
เมื่อเดินออกมา สวีลิ่งอี๋กำลังนั่งดื่มชาอยู่บนเตียงเตาข้างหน้าต่าง
สืออีเหนียงยิ้มแล้วเดินไปนั่งตรงข้ามเขา
สาวใช้ยกชาร้อนเข้ามา นางถือมันไว้ในมือแล้วจิบทีหนึ่ง ความพึงพอใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า
เมื่อสวีลิ่งอี๋เห็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม
เพราะว่ากระเพาะอบอุ่น ดังนั้นคนจึงรู้สึกเกียจคร้านขึ้นมา
สืออีเหนียงเอ่ยถามถึงเรื่องเมื่อวานกับสวีลิ่งอี๋ “…ท่านโหวกับท่านแม่ปรึกษากันเช่นไรแล้วเจ้าคะ”
“ท่านแม่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นอะไรมาก่อน” สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วจิบชา “เรื่องของพี่สามท่านก็คิดว่าดี แต่ว่าท่านอยากให้ฉินเกอและเจี่ยนเกออยู่ที่นี่ แต่ด้วยนิสัยของพี่สะใภ้สาม การไปเมืองที่ร่ำรวยอย่างหูโจวหรือหังโจวมันคือการทำร้ายนาง จึงต้องหาเมืองที่ยากจนเสียหน่อย หนึ่งคือดัดนิสัยของนาง สองคือเมืองเช่นนั้นไม่มีอะไร ถึงแม้ว่าพี่สามจะหูเบาแต่ก็คงจะไม่มีทางก่อเรื่องอันใดขึ้น ข้าจะส่งอาจารย์ที่มีความสามารถติดตามไปด้วย หากมีเรื่องอันใดที่นางกระทำจนเกินเหตุ เขาก็จะมารายงานข้าทันที ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา นอกจากนี้ ข้าก็กลัวว่าเมืองเช่นนั้นจะไม่มีอาจารย์ดีๆ อาจจะกระทบต่อการเรียนของฉินเกอและเจี่ยนเกอได้”
คิดไม่ถึงว่าไท่ฮูหยินจะเห็นด้วยเช่นนี้…
สืออีเหนียงรู้สึกนับถืออย่างแท้จริง
นางแอบเตือนตัวเอง กระทำสิ่งใดต้องเป็นเหมือนไท่ฮูหยิน จะต้องไม่ยึดติด
“เช่นนั้นคุณชายสามจะจัดการเด็กๆ สองคนเช่นไรเจ้าคะ”
“ข้ายังไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากมาย” สวีลิ่งอี๋พูด “แค่พูดถึงเรื่องที่จะให้พวกเขาไปอยู่ข้างนอก เขาได้ยินเช่นนี้ก็สนใจเป็นอย่างมาก ข้าจึงให้เขารีบไปปรึกษากับพี่สะใภ้สามแล้วรีบมารายงานข้า ข้าจะได้รีบจัดการโดยเร็ว”
สืออีเหนียงพยักหน้า
ดูเหมือนว่าเมื่อวานไปปรึกษากับไท่ฮูหยิน ส่วนวันนี้หลังจากออกมาจากราชสำนักก็ไปปรึกษาคุณชายสามทันที…ดังนั้นที่คุณชายสามมีท่าทีเหมือนมีเรื่องบางอย่างเมื่อครู่ รีบพาฮูหยินสามกลับไปที่เรือน ก็คงจะรีบร้อนกลับไปปรึกษาเรื่องนี้กับฮูหยินสามอย่างแน่นอน
“ข้าคิดว่า ถึงแม้ว่าพี่สะใภ้สามอยากจะพาบุตรชายทั้งสองคนไปด้วย ก็มิใช่เรื่องไม่ดีนะเจ้าคะ!”
สวีลิ่งอี๋ได้ยินเช่นนี้ก็เลิกคิ้ว
สืออีเหนียงพูดว่า “อ่านหนังสือหมื่นเล่มหรือจะสู้เดินทางหมื่นลี้ ให้เด็กๆ ได้ออกไปเห็นอะไรบ้างก็ดีเช่นกัน หากไม่ได้จริงๆ ค่อยรับกลับมาก็ได้ ครอบครัวอย่างเรา การที่เด็กๆ เล่าเรียนหนังสือก็เพื่อพัฒนาตนเอง ถึงแม้ว่าจะล่าช้าไปเสียหน่อยแต่ก็ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดที่บอกว่า ‘บุตรไม่รังเกียจมารดาที่ขี้เหร่’ อยู่กับบิดามารดา ถึงแม้ว่าจะลำบากสักเพียงใด แต่ครอบครัวเดียวกันนั้นได้อยู่ด้วยกัน ย่อมดีกว่าแยกกันอยู่เจ้าค่ะ”
สวีลิ่งอี๋พยักหน้า “ดูว่าพี่สามว่าเช่นไรแล้วเราค่อยตัดสินใจดีกว่า! บางทีเราอาจจะกังวลกันไปเอง พี่สามอาจจะไม่อยากพาฉินเกอและเจี่ยนเกอไปด้วยก็ได้”
สืออีเหนียงจึงนึกถึงเรื่องที่คุณนายใหญ่สกุลหลินบอกว่าอยากจะให้ฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์มาเรียนเย็บปักถักร้อยกับตัวเองขึ้นมา “…นางพูดเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก อีกทั้งเราสองสกุลก็ยังอาศัยอยู่ข้างกัน ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ หากคุณนายใหญ่สกุลหลินพาฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์มาจริงๆ เจินเจี่ยเอ๋อร์ก็คงจะต้องออกมาต้อนรับ ถึงตอนนั้นจุนเกออาจจะต้องอยู่คนเดียว เกรงว่าเขาจะไม่คุ้นชิน”
สวีลิ่งอี๋ตกใจ “ฝีมือเย็บปักถักร้อยของเจ้าเรียนมาจากหอเซียนหลิง?”
สืออีเหนียงยิ้มแล้วตอบว่า “ข้าเรียนรู้มาเพียงเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
สวีลิ่งอี๋มองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่พูดไม่จาอยู่นาน
สืออีเหนียงไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร นางจึงถอยออกมา ยิ้มแล้วพูดว่า “หากท่านโหวคิดว่ามันยุ่งยาก ข้าหาข้ออ้างปฏิเสธนางก็ได้เจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร” สวีลิ่งอี๋พูด “ในเมื่อเจ้ารับปากต่อหน้าทุกคนไปแล้ว หาข้ออ้างปฏิเสธเป็นการส่วนตัวมันดูไม่ดี หากนางมาหาเจ้า เจ้าก็พาเจินเจี่ยนเอ๋อร์ออกไปต้อนรับพวกนางสองแม่ลูก ส่วนจุนเกอ ข้าจะบอกท่านแม่เอง”
ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ประเดี๋ยวไท่ฮูหยินจะคิดว่านางพูดบางอย่างกับสวีลิ่งอี๋ บอกให้บุตรชายเป็นคนออกหน้า ถึงแม้ว่าสวีลิ่งอี๋จะไม่ใช่คนเช่นนั้น แต่ก็กันไว้ดีกว่าแก้…
สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “แค่ท่านโหวรับปากก็พอแล้วเจ้าค่ะ เรื่องของท่านเม่ รอให้คุณนายใหญ่สกุลหลินมาจริงๆ แล้วค่อยว่ากันก็ได้เจ้าค่ะ หากคุณนายใหญ่สกุลหลินไม่มา เราจะดูตื่นตูมมากเกินไป”
สวีลิ่งอี๋ได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ใครจะใจแคบขนาดนั้น”
สืออีเหนียงเห็นว่าเขาไม่เห็นด้วย นางจึงพึมพำเบาๆ “สตรีก็ใจแคบเช่นนี้แหละ!”
สวีลิ่งอี๋หัวเราะ เขาคิดว่านางเป็นคนน่าสนใจ ประเดี๋ยววางแผนรอบคอบราวกับเป็นผู้ใหญ่ ประเดี๋ยวก็คิดเล็กคิดน้อยราวกับเด็ก จากนั้นเขาก็ตะโกนเรียกซย่าอีมารับใช้เขาอาบน้ำ
สืออีเหนียงตกใจ “ท่านโหว…”
สวีลิ่งอี๋ตอบ “อืม” จากนั้นก็พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ดึกมากแล้ว นอนที่นี่แหละ!”
สืออีเหนียงรู้สึกงุนงง ดูเหมือนว่าความรู้สึกไม่สบายตัวในวันนั้นมันกลับมาอีกแล้ว นางเผลอพูดออกมา “ไม่ได้นะเจ้าคะ!”
สวีลิ่งอี๋ได้ยินเช่นนี้สายตาของเขาก็มืดมนลง คาดเดาไม่ออกราวกับบ่อน้ำที่ลึกล้ำ
สืออีเหนียงตัวสั่น นางได้สติกลับมา
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” นางทำได้เพียงเปลี่ยนเป็นพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ข้าพึ่งจะออกกฎไป ท่านก็ไม่ปฏิบัติตามแล้ว ต่อไปยังจะมีใครนับถือข้า!”
สวีลิ่งอี๋เห็นนางเบะปาก ทำท่าทีโมโห เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ คิดว่าที่นางพูดก็มีเหตุผล เดิมทีเรื่องในเรือนนางก็เป็นคนดูแลอยู่แล้ว อีกทั้งนางก็พึ่งจะแต่งเข้ามา…เขาจึงไม่ทำให้นางลำบากใจ ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “เดิมทีข้ามีบางสิ่งจะพูดกับเจ้า…”
“พรุ่งนี้ข้ารับใช้ท่านโหวทานอาหารเช้าเจ้าค่ะ!” สืออีเหนียงยิ้มแย้มอย่างสดใส
ดูเหมือนว่าคงจะกลัวว่าเขาจะไม่ปฏิบัติตามกฎจริงๆ!
“ช่างเถิด” สวีลิ่งอี๋ยิ้ม “ประเดี๋ยวเจ้าต้องตื่นแต่เช้าในอากาศหนาวๆ เช่นนี้”
สืออีเหนียงรีบส่งสวีลิ่งอี๋ออกไป เรียกซวงอวี้มาถือโคมไฟเดินส่งเขาไปหาเฉียวอี๋เหนียง
ตงชิงอดไม่ได้ที่จะตำหนิ “ฮูหยิน มีภรรยาที่ไหนกันผลักไสสามีของตนออกไปให้ผู้หญิงอื่น”
สืออีเหนียงนอนลงบนเตียง บิดขี้เกียจอย่างสบายตัว นางพึมพำเบาๆ “คนโง่ต่างหากที่ทำให้ตัวเองลำบากใจ!”
แต่ตงชิงได้ยินไม่ชัด นางจึงเอ่ยถามว่า “ฮูหยินพูดอะไรนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้พูดอะไร” สืออีเหนียงไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก นางจึงเปลี่ยนเรื่อง “เหตุใดจึงไม่เห็นหู่พั่วล่ะ”
“หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ สะใภ้หยางฮุยจู่นำขนมกุ้ยฮวามาให้นาง” ตงชิงยิ้ม “ได้ยินว่าหู่พั่วไปจวนจงซานโหวกับท่าน สะใภ้หยางฮุยจู่จึงรออยู่ที่เรือนหลังจนถึงตอนนี้ หู่พั่วได้ยินเช่นนั้นจึงรีบไปหานางเจ้าค่ะ”
“คิดไม่ถึงว่านางจะยุ่งขนาดนี้” สืออีเหนียงยิ้ม “แม้แต่สะใภ้หยางฮุยจู่ก็นำขนมมาให้นาง นางเคยช่วยสะใภ้หยางฮุยจู่ทำสิ่งใดหรือ”
“นางให้ฟังเฟยไปทำงานที่สวนดอกไม้หลังจวน จากนั้นก็ให้เถาฮวาไปทำงานที่ศาลบรรพชน ไปดูแลธูปเทียน เงินเดือนเดือนละสามร้อยอีแปะ ทำให้คนในจวนพากันจับตามองนาง อยากให้นางช่วยหางานให้” ตงชิงยิ้ม “สะใภ้หยางฮุยจู่ก็คงจะมีเจตนาเช่นนี้เจ้าค่ะ!”
สืออีเหนียงยิ้มแล้วเดินไปยังห้องชำระ แช่น้ำอย่างสบายใจ ตอนที่นางออกมาหู่พั่วก็กำลังรอนางอยู่ข้างนอก
“ฮูหยิน บ่าวมีเรื่องจะเรียนเจ้าค่ะ” นางพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
สืออีเหนียงไล่สาวใช้ในห้องออกไป
หู่พั่วเดินเข้ามากระซิบ “ฮูหยินสองให้ผู้ดูแลของตัวเองและบ่าวรับใช้ชายตัวน้อยอีกหนึ่งคนส่งจดหมายไปให้ท่านโหวเจ้าค่ะ ท่านโหวอ่านแล้วก็ให้ผู้ดูแลคนนั้นส่งบ่าวรับใช้ชายผู้นั้นไปให้พ่อบ้านไป๋ แล้วยังให้พ่อบ้านไป๋หาที่ให้เขาทำงาน จากนั้นถึงได้ไปทานอาหารเย็นกับโจวซื่อเจิงเจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงมีสีหน้าเคร่งขรึม “หยางฮุยจู่เป็นคนบอกอย่างนั้นหรือ!”
หู่พั่วพยักหน้า “เขากลัวว่าคนอื่นจะสงสัย จึงให้คนที่บ้านนำขนมกุ้ยฮวามามอบให้บ่าวเจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงนึกถึงฮูหยินสองขึ้นมา
พี่สะใภ้ม่ายกับน้องเขย…นางไม่มีทางให้ผู้ดูแลของตัวเองและเด็กรับใช้ชายนั้นส่งจดหมายให้สวีลิ่งอี๋โดยไร้เหตุผล จะต้องเป็นเรื่องของสวีซื่ออวี้อย่างแน่นอน
ยิงคนต้องยิงม้า จับโจรต้องจับหัวหน้าโจร
นี่คือนิสัยของฮูหยินสองเช่นนั้นหรือ
สวีลิ่งอี๋บอกว่ามีเรื่องจะพูดกับนาง มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่