ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 145 สหาย(ต้น)
ตอนที่ 145 สหาย(ต้น)
เหวินอี๋เหนียงพูดจาเป็นนัย จนทำให้สืออีเหนียงตกใจ
นางไม่พูดถึงสกุลสวีกับสกุลเหวิน แต่กลับพูดถึงสกุลหลัวกับสกุลเหวิน…นึกถึงตอนที่เจอหยวนเหนียงครั้งแรก หยวนเหนียงบอกให้อู๋เซี่ยวเฉวียนไปเยี่ยมสกุลเหวินที่หยางโจว แล้วยังบอกอีกว่า ‘คนของสกุลเหวินจะต้อนรับนางเป็นอย่างดี’ แล้วก็นึกถึงวันนั้น วันที่ตรวจบัญชี หยวนเหนียงทำเงินก้อนได้ก็คือช่วงห้าหกปีก่อน ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าไม่ได้ขาดทุน แต่ก็ไม่เคยทำเงินได้มากมายขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากอายุของหลูหย่งกุ้ยแล้ว ตอนที่ติดตามนางมาเขาก็อายุแค่สิบกว่าปี ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ จะประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้เช่นไร แล้วในตอนนั้น สกุลสวีแม้แต่ตัวเองยังเอาไม่รอด ถึงแม้ว่าจะช่วยเหลือได้แต่ก็มีขีดจำกัด จากนั้นก็นึกถึงท่าทีที่หยวนเหนียงมีต่อสกุลเหวิน… สืออีเหนียงคิดว่าสองสามปีที่ผ่านมานี้ หยวนเหนียงคงทำเงินจากสกุลเหวินได้ไม่น้อย
ความคิดของนางและหยวนเหนียงไม่เหมือนกัน หากอยากมีทรัพย์สินเงินทองก็ต้องได้มาด้วยวิธีที่ชอบธรรม
แล้วถ้าหากตัวเองอยากจะพึ่งพาสกุลเหวินเพื่อหาเงินจริงๆ ล่ะก็ จะพูดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าเหวินอี๋เหนียงได้เช่นไร
สืออีเหนียงยิ้มและจิบชา “ช่วงนี้ข้ายุ่งจริงๆ น้ำใจของคุณนายสามสกุลเหวินข้ารับไว้แล้ว ต่อไปหากมีโอกาสค่อยมาเจอกันก็ได้!”
นางยังคงปฏิเสธเหวินอี๋เหนียงไปอย่างอ้อมค้อม
เหวินอี๋เหนียงได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีดเผือด นางฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “พี่หญิง ที่คุณนายสามสกุลเหวินอยากจะเจอท่าน ก็เพราะว่านางนำของขวัญจากหยางโจวมามอบให้ท่าน…”
สืออีเหนียงยิ้มแล้วตะโกนเรียกหู่หั่ว “ส่งแขกเถิด! ข้ายังต้องไปคารวะไท่ฮูหยินที่เรือน”
ทันใดนั้นเหวินอี๋เหนียงก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่นางก็ยังยิ้มแล้วพูดว่า “พี่หญิง คุณชายสามสกุลเหวินนำทับทิมสีแดงและไพฑูรย์น้ำเงินมาจากซีหยาง แต่ละเม็ดมีขนาดเท่าไข่นกพิราบ แล้วยังมีปะการังที่สูงสามฟุตตั้งหลายคู่…”
ทำให้สืออีเหนียงนึกถึงพนักงานขายพวกนั้น ไม่ถึงที่สุด พวกเขาไม่มีทางละทิ้งความพยายาม
แต่นางเข้าใจหลักการหลักการหนึ่งมากกว่า
รับของของคนอื่นมือไม้อ่อน กินของของคนอื่นปากหวาน
นางลุกขึ้นและเดินเข้าไปในห้องอย่างไม่รีรอ
หู่พั่วแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ยิ้มให้เหวินอี๋เหนียงแล้วพูดว่า “อี๋เหนียง สายมากแล้ว บ่าวให้สาวใช้ไปส่งท่านนะเจ้าคะ!”
เหวินอี๋เหนียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองแผ่นหลังของสืออีเหนียงเงียบๆ นางขมวดคิ้ว ย่อเข่าคำนับแล้วเดินออกไป
หูพั่วส่งนางถึงประตูทางทิศตะวันออกแล้วก็เดินกลับมา
ชิวหงประคองเหวินอี๋เหนียงกลับไปที่เรือนของตัวเอง
ระหว่างทางก็เจอกับเฉียวเหลียนฝังที่กำลังยิ้มหน้าบานยืนพูดคุยบางอย่างอยู่กับป้าหลี่ว์หน้าประตูเรือนของตัวเอง เมื่อเห็นเหวินอี๋เหนียงเดินมา นางก็พยักหน้าให้อยู่ไกลๆ จากนั้นก็หันไปพูดคุยกับป้าหลี่ว์ต่อ
ชิวหงเห็นเช่นนี้สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป “อี๋เหนียงเจ้าคะ เฉียวอี๋เหนียงช่างจองหองเสียจริง…”
เหวินอี๋เหนียงยิ้มอย่างเอือมระอาแล้วพูดว่า “ถึงแม้ว่าทุกคนจะเย่อหยิ่งแล้วเราจะทำอะไรได้ ได้ยินมาว่าเมื่อวานท่านโหวไปหลับนอนที่เรือนนางอีกแล้ว…”
ชิวหงได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟัน “อี๋เหนียง ถือโอกาสตอนที่คุณชายสามยังอยู่ในเมืองหลวง ไม่สู้ส่งหญิงยากจนจากหยางโจวมาสักสองคน…”
เหวินอี๋เหนียงยิ้มอย่างขมขื่น “แทนที่จะส่งหญิงยากจนจากหยางโจวมา ไม่สู้ไปเตือนท่านลุงสาม บอกให้เขาอย่าคิดแต่จะเอากำไร มันอาจจะมีประโยชน์มากกว่า”
ในขณะพูดคุยกัน พวกนางก็เดินเข้าไปในเรือนของตัวเอง
ห้องหลักที่มีห้องเอ่อร์ฝังสามห้อง มีเพียงห้องทางทิศตะวันออกที่มีห้องปีก ตรงกลางมีหินไท่หู มุมลานเต็มไปด้วยต้นตงชิง ในเรือนนั้นเงียบสงัด ไร้วี่แววของสาวใช้ที่ยืนเปิดม่านอยู่หน้าประตู มีเพียงท่านป้าที่ออกมาต้อนรับ
เมื่อท่านป้าคนนั้นเห็นเหวินอี๋เหนียงเดินเข้ามา นางก็รีบยิ้มแล้วพูดว่า “อี๋เหนียงกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ!”
เหวินอี๋เหนียงพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่าแล้วเดินเข้าไปในห้องทิศตะวันตกของห้องหลัก ตงหง สาวใช้อีกคนหนึ่งที่กำลังเย็บปักถักร้อย เมื่อได้ยินเสียงนางก็รีบออกมาต้อนรับ
ถอดเสื้อคลุมออกเรียบร้อย เหวินอี๋เหนียงก็เอนตัวลงบนหมอนใบใหญ่
ตงหงเห็นว่าสีหน้าของนางไม่ปกติ ก็เปลี่ยนรองเท้าให้นางอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ยกน้ำอุ่นมาให้นางล้างหน้า
เหวินอี๋เหนียงตกอยู่ในภวังค์ตลอด ตอนที่ล้างหน้านางเอ่ยถามชิวหงว่า “ผู้ดูแลของสกุลเหวินยังเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู?”
ชิวหงเก็บเสื้อคลุมแล้วพูดเบาๆ “คงจะรอข่าวจากอี๋เหนียงอยู่เจ้าค่ะ”
เหวินอี๋เหนียงเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดกับตงหงว่า “ไปบอกผู้ดูแลของสกุลเหวินว่าวันนี้ฮูหยินต้องไปรับใช้ไท่ฮูหยิน นางไม่ว่าง ให้เขากลับไปก่อนแล้วรอข่าวจากข้าก็พอ”
ตงหงตอบรับแล้วเดินออกไป
ชิวหงยกชาร้อนเข้ามา นางพูดเบาๆ “อี๋เหนียง หากฮูหยินไม่ยอมเปลี่ยนใจ…”
“ยื้อไปสักสองสามวันแล้วค่อยกว่ากัน บางทีสองสามวันนี้นางอาจจะเปลี่ยนใจ!”
ชิวหงได้ยินเช่นนี้ก็มีท่าทีกระอึกกระอัก
เหวินอี๋เหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้านี่จริงๆ เลย มีเรื่องอะไรที่พูดออกมาไม่ได้!” จากนั้นก็พูดอีกว่า “ที่บ้านของเจ้าเกิดเรื่องจึงต้องการยืมเงิน? อี๋เหนียงของเจ้าไม่มีสิ่งใด จะมีก็แต่เงินนี่ล่ะ เจ้าอยากได้เท่าไรกันเล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง
ชิวหงได้ยินเช่นนี้ก็พูดอย่างโมโห “บ่าวบอกว่าที่บ้านเกิดเรื่องเมื่อไรกันเจ้าคะ” พูดจบนางก็น้ำตาคลอ “บ่าวเห็นท่านพยายามเช่นนี้แต่กลับเอาใจทั้งสองฝ่ายไม่ได้ บ่าวเพียงแค่เสียใจเจ้าค่ะ” หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา “จะว่าไปแล้ว เงินในมือของท่าน เพียงพอที่จะให้ท่านใช้ทั้งชาติแล้ว บ่าวคิดว่า ท่านแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด เสวยสุขกับวาสนาไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“คนเราอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีวาสนาให้เสวยสุขมากมายขนาดนั้นหรอก” เหวินอี๋เหนียงได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มแล้วพูดอย่างเอือมระอา “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากทำเช่นนั้นหรือ แต่ข้าไม่มีวาสนาเช่นนั้น สิ่งที่ทำให้บรรดาฮูหยิน สาวใช้และท่านป้าของสกุลสวีเห็นหัวข้าก็คือเงิน หากไม่มีสกุลเหวิน เงินของข้าคงเป็นของตาย นอนอยู่ที่เรือนไม่ขยับไปไหน นั่งกินนอนกินไม่ทำอะไร ก็คงจะอยู่ได้แค่ไม่กี่ปี แต่หากมีสกุลเหวิน เงินของข้าไม่ใช่ของตาย สามารถทำเงินได้ เราก็จะมีภูเขาเงินภูเขาทอง ไม่สนใจเรื่องของสกุลเหวิน ไม่พึ่งพาสกุลเหวิน หรือเจ้าจะให้ข้าไปพึ่งพาท่านโหว?”
ชิวหงพูดไม่ออก
ตั้งแต่ปีนั้นที่อี๋เหนียงช่วยให้ตระกูลได้ทำกิจการสิ่งทอของกรมราชกิจภายใน ท่านโหวก็ค่อยๆ ห่างเหินกับอี๋เหนียง แต่เมื่อเทียบกับสกุลเหวิน ชิวหงคิดว่าพึ่งพาท่านโหวดีกว่า เพราะว่าตอนนี้อี๋เหนียงคืออนุภรรยาของสกุลสวี
นางจึงเกลี้ยกล่อมเหวินอี๋เหนียง “อีกสองปีเจินเจี่ยนเอ๋อร์ก็จะแต่งงานแล้ว นางกับท่านยังไม่สนิทสนมกันเท่ากับสาวใช้เลย…”
เหวินอี๋เหนียงได้ยินเช่นนี้ก็เบิกตากว้าง
เมื่อก่อนนางเป็นคนเลี้ยงเจินเจี่ยเอ๋อร์เอง แต่เมื่อตอนที่นางให้เจินเจี่ยเอ๋อร์ท่องสูตรหกสิบหกแล้วไท่ฮูหยินบังเอิญได้ยินเข้า ไท่ฮูหยินจึงพาเจินเจี่ยเอ๋อร์ไปเลี้ยงที่เรือนของตัวเองทันที และไม่ให้นางกลับมาอีกเลย ตอนนั้นเจินเจี่ยเอ๋อร์พึ่งจะอายุแค่ขวบครึ่ง…
นางพูดเสียงเบาลง “ข้ารู้ ไม่มีอะไรต้องกังวล แค่นางมีชีวิตที่ดี ทำให้ไท่ฮูหยินพอใจ อนาคตได้แต่งกับผู้ชายดีๆ ที่ตัวเองรัก จะสนิมสนมกับข้าหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น อี๋เหนียงอย่างข้าจะพูดอะไรได้ ทุกคนเดินตามทางของตัวเองมันก็ดีอยู่แล้ว” นางน้ำตาคลอ
บุตรชายและบุตรสาวของสกุลเหวินพูดเป็นก็จะต้องท่องสูตรหกสิบหก ถึงแม้ว่าเจินเจี่ยเอ๋อร์จะเป็นบุตรสาวคนโตของท่านโหว แต่นางก็ต้องกินข้าวกินน้ำ เรียนรู้การจัดการบัญชีเล็กๆ น้อยๆ ต่อไปดูแลครอบครัวก็จะได้ไม่ต้องเสียแรงมาก แม้แต่ฮูหยินสอง นางยังนับบัญชีเร็วกว่าผู้ดูแลที่ทำงานอยู่ในห้องซือฝังมานานหลายสิบปีเสียอีก นางผิดตรงไหนที่สอนเจินเจี่ยเอ๋อร์ท่องสูตร จะว่าไปก็คงแค่รังเกียจที่นางสถานะต้อยต่ำ ไม่คู่ควรกับตำแหน่งท่านแม่ของคุณหนูใหญ่จวนหย่งผิงโหวก็แค่นั้น…แต่การแต่งเข้ามาในจวนสกุลสวี ใช่ว่าเป็นเจตนาของนาง…
คิดเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะหลับตาลง
หยดน้ำตาไหลลงมาตามแก้มที่ขาวราวกับหิมะ
*****
สืออีเหนียงเห็นหู่พั่วกลับมานางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ส่งเหวินอี๋เหนียงกลับไปแล้วหรือไม่!”
หู่พั่วปิดปากยิ้ม “บ่าวเห็นว่าเมื่อครู่ท่าทีของท่านยืนหยัดเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ”
“คนอย่างเหวินอี๋เหนียง หากเจ้าลังเลเพียงแค่นิดเดียว นางก็จะได้ใจ บางทีอาจจะเดินตามข้าเข้ามาข้างในด้วย หรือไม่ข้าก็ต้องบอกให้ท่านป้าพานางออกไป!”
หู่พั่วได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ
“อืมใช่ เรื่องของว่านต้าเสี่ยนมีคนไปรายงานแล้วหรือยัง”
“ไปแล้วเจ้าค่ะ” หู่พั่วยิ้ม “รูบิคที่ท่านให้บ่าวทำเมื่อวาน บ่าวก็ส่งแบบไปให้พ่อบ้านไป๋แล้วเจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “ตอนที่ข้ายังเด็ก ข้าไม่เคยหมุนได้ครบทั้งหกด้านเลย” พูดจบนางก็กะพริบตา “ครั้งนี้ก็ต้องลำบากคนอื่นแล้ว!”
หู่พั่วเห็นว่านายหญิงของตนอารมณ์ดี นางจึงอารมณ์ดีไปด้วย นางเดินไปรับใช้สืออีเหนียงเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพาลี่ว์อวิ๋นไปที่เรือนของไท่ฮูหยินกับสืออีเหนียง
เว่ยจื่อขยิบตาให้หู่พั่ว
หู่พั่วพยักหน้าเบาๆ ส่งสืออีเหนียงเข้าไปข้างในแล้วตัวเองก็ออกไปอยู่ที่ห้องเอ่อร์ฝังเหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ หากไม่มีเรื่องอันใด จะตามเข้าไปในห้องของไท่ฮูหยินไม่ได้
ชิวหลิงสาวใช้คนสนิทของฮูหยินสามก็อยู่ที่นี่ หู่พั่วตะโกนเรียกนางอย่างเป็นมิตร “พี่ชิวหลิง”
ชิวหลิงยิ้มและพยักหน้าให้นาง แต่บนใบหน้ากลับไร้รอยยิ้ม ท่าทีเหมือนมีเรื่องในใจ
หู่พั่วเอาแต่นึกถึงเรื่องที่เว่ยจื่อมาหาตัวเอง นางจึงทักทายชิวหลิงไปแบบส่งๆ จากนั้นก็วิ่งไปป้อนอาหารนกในกรงนกที่แขวนอยู่ตรงทางเดินกับสาวใช้คนอื่น
ผ่านไปครูหนึ่ง เว่ยจื่อเดินออกมา นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ อากาศหนาวขนาดนี้ ระวังจะเป็นหวัดเอาได้ ใกล้จะขึ้นปีใหม่เช่นนี้ หากเจ้าไม่สบายถูกส่งไปรักษาตัวที่เรือนนอก ฮูหยินของพวกเจ้าคงจะยุ่งวุ่นวายแน่ๆ”
หู่พั่วได้ยินเช่นนี้ก็เดินเข้าไปกอดแขนเว่ยจื่อ ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่เว่ยจื่อช่างรอบคอบเสียจริง ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมไท่ฮูหยินถึงไม่ยอมห่างจากพี่เว่ยจื่อแม้แต่วินาทีเดียว”
พวกนางพูดคุยกันแล้วเดินไปที่ห้องเอ่อร์ฝัง
เว่ยจื่อพูดเบาๆ “ฮูหยินสองบอกให้ผู้ดูแลของตัวเองส่งเด็กรับใช้ชายที่มีนามว่าเสี่ยวลู่จื่อมา บอกว่าเป็นผู้ติดตามของตัวเอง ท่าทีฉลาดมีไหวพริบ อีกทั้งยังอ่านหนังสือออกสองสามตัว ให้เขาอยู่กับนางมันน่าเสียดาย จึงบอกให้ท่านโหวหางานให้เขา ท่านโหวจึงให้เขาไปทำงานที่เรือนของคุณชายน้อยสอง ให้ไปเป็นผู้ติดตามของคุณชายน้อยสอง จดหมายยังคงอยู่ในมือของพ่อบ้านไป๋อยู่เลย!”
หู่พั่วได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจ แต่นางไม่แสดงอาการอะไรออกมามากเพราะกลัวเว่ยจื่อจะมองออก จะคิดว่าสืออีเหนียงไม่สนใจคุณชายน้อยสองได้ แต่ตนก็ต้องเอ่ยขอบคุณเจตนาดีของนาง หู่พั่วจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ขอบคุณพี่เว่ยจื่อนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวกลับไปข้าจะไปบอกฮูหยินของข้า”
พูดคุยกันสองสามประโยค พวกนางก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องเอ่อร์ฝัง หู่พั่วเดินเข้าไปในห้องเอ่อร์ฝัง เว่ยจื่อรับชามาจากสาวใช้แล้วเดินเข้าไปในห้องไท่ฮูหยิน
ฮูหยินสี่กำลังพูดคุยอยู่กับไท่ฮูหยิน “…ข้าก็ไม่มีอะไรให้ทำ ทานแล้วก็นอน นอนแล้วก็ทาน ได้ช่วยพี่สะใภ้สามถือเป็นเรื่องที่ดีเจ้าค่ะ แต่ว่าข้านั้นโง่เขลา หากทำสิ่งใดผิดพลาด พี่สะใภ้สามโปรดแนะนำด้วยนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็ลุกขึ้นคำนับฮูหยินสาม
ฮูหยินสามประคองฮูหยินสี่ขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าแก่กว่าน้องสะใภ้สี่ตั้งสิบกว่าปี บอกว่าเป็นน้องสะใภ้ แต่ข้าเห็นเจ้าเป็นเหมือนหลานสาวคนหนึ่ง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะต้องตั้งใจสอนเจ้าอยู่แล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน!”
ฮูหยินสี่ส่งยิ้มขอบคุณฮูหยินสาม
เว่ยจื่อถือโอกาสนี้เปลี่ยนชาใหม่ แต่นางกลับพึมพำอยู่ในใจ
เกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินสาม เหตุใดถึงต้องให้ฮูหยินสี่ช่วยดูแลเรื่องในจวน เมื่อก่อนนางไม่ชอบให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามมิใช่หรือ