ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 153 ไปมาหาสู่(ปลาย)
ตอนที่ 153 ไปมาหาสู่(ปลาย)
หลังจากที่สืออีเหนียงได้ยินนายหญิงเฉียวพูด ความเห็นอกเห็นใจที่นางมีต่อเฉียวเหลียนฝังก็ค่อยๆ จางหายไป
นางยิ้มแล้วพูดว่า “ดูสิ นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว แต่อาการป่วยของเฉียวอี๋เหนียงก็ยังไม่ดีขึ้นสักที หมอหลวงของสำนักหมอหลวงก็มาตรวจให้หมดแล้ว บอกแค่ว่านางร่างกายอ่อนแอ เอาแต่ใช้ยาบำรุง หรือว่าเราจะเปลี่ยนหมอหลวง? ในจวนอื่นนั้นมีกฎเกณฑ์ว่าคนที่ป่วยต้องจะต้องรักษาตัวอยู่ในห้องเงียบๆ ข้าคิดว่าในจวนนี้ก็น่าจะมีกฎเกณฑ์เช่นนี้เหมือนกัน” นางลดเสียงเบาลง “ท่านอายุมากกว่าข้า ประสบการณ์เยอะกว่าข้า หรือว่าบิดาของเฉียวอี๋เหนียงคิดถึงเฉียวอี๋เหนียง จึงมาเยี่ยมหานาง…มาอยู่กับนาง” นางพูดแล้วนั่งตัวตรง “เช่นนั้น ข้าคิดว่าไม่สู้เปลี่ยนวิธีรักษา ไปรักษาตัวที่วัดสักสองสามวัน อยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ บางทีโรคนี้อาจจะหายได้! นายหญิงเฉียวคิดว่าเช่นไรเจ้าคะ”
ไม่ว่านายหญิงเฉียวจะเชี่ยวชาญมากแค่ไหน แต่นางก็ต้องตกใจกับสิ่งที่สืออีเหนียงพูด
บอกว่าท่านพ่อของเฉียวเหลียนฝังมาอยู่ด้วย…หมายความว่ามีผีเช่นนั้นหรือ!
นางมองดูหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า สายตาของนางมีความโมโห แต่กลับไม่รู้ว่าจะโต้ตอบเช่นไร
สืออีเหนียงมองนางอย่างเย็นชา “ท่านเลี้ยงเฉียวอี๋เหนียงมาตั้งแต่เล็กจนโต เรื่องนี้ท่านเป็นคนไปบอกนางคงจะเหมาะสมที่สุด จะเปลี่ยนหมอหลวงหรือว่าจะทานยาตามที่หมอหลวงคนนี้จ่ายให้ต่อไป ท่านก็ไปถามเฉียวอี๋เหนียงแทนข้าเถิด!” พูดจบนางก็หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ
นายหญิงเฉียวปากสั่นด้วยความโมโห แต่นางทำได้แค่ลุกขึ้นแล้วขอตัวลา ให้สาวใช้พาไปที่เรือนของเฉียวเหลียนฝัง
เฉียวเหลียนฝังรู้ข่าวตั้งแต่ตอนที่นายหญิงเฉียวเข้ามาที่จวน นางจึงกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นท่านแม่ของตัวเอง นางก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ “ท่านแม่ ท่านมาสักที” พูดจบก็น้ำตาคลอขึ้นมา
นายหญิงเฉียวเห็นเช่นนี้ นางก็ขจัดความโมโหทิ้งไป
นางคือคนที่ตนอุ้มท้องมากว่าสิบเดือน ค่อยๆ ฟูมฟักเลี้ยงดูมาจนโตเช่นทุกวันนี้…
นางจับมือบุตรสาวของตัวเอง น้ำตาใสรื้นอยู่ที่ขอบตา สำรวจมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าสบายดีหรือไม่”
สีหน้าของเฉียวเหลียนฝังเปลี่ยนไป
นายหญิงเฉียวรีบจับมือนางเดินเข้าไปในห้อง “เข้าไปคุยกันข้างใน”
เฉียวเหลียนฝังพยักหน้า เดินตามท่านแม่เข้าไปในห้องอย่างรู้ความ
พวกนางสองคนนั่งลงบนเตียงเตา ซิ่วหยวนยกชาเข้ามา นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วพูดกับนายหญิงเฉียวว่า “นายหญิงเจ้าคะ ท่านโหวมานอนที่นี่สองคืนติด แล้วยังรักและเอ็นดูคุณหนูของเราเหมือนเดิมเจ้าค่ะ” พูดจบ นางก็อดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าภาคภูมิใจ
นายหญิงเฉียวได้ยินเช่นนี้ สายตาก็เป็นประกาย
เฉียวเหลียนฝังหน้าแดงแล้วพูดว่า “ใครบอกให้เจ้าพูดมาก ยังไม่รีบไปเฝ้าที่ประตูอีก ข้ากับท่านแม่มีเรื่องจะพูดคุยกัน”
ซิ่วหยวนยิ้มแล้วเดินออกไป
นายหญิงเฉียวพูดอย่างรีบร้อนว่า “ท่านโหวนอนที่เรือนของฉินอี๋เหนียงและเหวินอี๋เหนียงกี่คืนกัน”
เฉียวเหลียนฝังก้มหน้าเล่นเสื้อผ้าของตัวเอง นางหน้าแดงราวกับเลือดออก “นอนแค่คืนเดียวเจ้าค่ะ”
นายหญิงเฉียวได้ยินเช่นนี้ก็ถอนหายใจยาว พนมมือไปทางทิศตะวันตกแล้วพูดว่า “อมิตตาพุทธ! เช่นนี้ก็ดี เช่นนี้ก็ดี!” จากนั้นก็มองมาที่บุตรสาวแล้วพูดเบาๆ “เรื่องที่ข้าบอกเจ้า เจ้าบอกกับท่านโหวแล้วหรือยัง”
เฉียวเหลียนฝังตอบรับ “เจ้าค่ะ” เบาๆ จากนั้นก็พูดว่า “ข้าทำตามที่ท่านบอก…บอกว่าข้าเป็นโรคหัวใจ…ท่านโหว ท่านโหวจึงทำดีกับข้าเหมือนเมื่อก่อนเจ้าค่ะ!”
นายหญิงเฉียวหัวเราะ “เจ้าก็อย่าดื้อดึงอีกเลย เจ้าต้องรู้ว่าบุรุษที่ทำงานอยู่ข้างนอกต้องพูดสิ่งที่ขัดกับใจ ทำเรื่องที่ขัดกับความต้องการ พวกเขาเหน็ดเหนื่อยอยู่ทุกวัน กลับมาถึงเรือนก็คงอยากจะเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส โชคดีที่เจ้าเจอกับกับท่านโหว หากไปเจอคนที่ไม่รู้จักเอ็นดูหวงแหนภรรยา เจ้าที่เอาแต่ร้องไห้เช่นนี้ เกรงว่าคงจะอยู่ได้ไม่นานขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ!” พูดจบ นางก็พูดอย่างไม่พอใจ “ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากสกุลเฉียว ไม่ว่าเราจะกระทำสิ่งใดก็มักจะมีคนจับตาดูอยู่ตลอด แล้วเจ้าก็ยังไม่มีโอกาสไปหาไท่ฮูหยิน หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น ไม่มีแม้แต่คนคอยแก้ต่างให้เจ้า เจ้ายิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าให้ผู้อื่นมาทำอะไรเจ้าได้”
เฉียวเหลียนฝังได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้า จากนั้นก็ปรึกษาท่านแม่ “ท่านแม่ หรือเราจะซื้อตัวเว่ยเจื่อหรือเหยาหวง สาวใช้คนสนิทของไท่ฮูหยิน…”
“ไม่ได้” นายหญิงเฉียวส่ายหน้า “กฎเกณฑ์ของสกุลสวีเข้มงวดกว่าสกุลเฉียว เรื่องที่เหมือนกัน อยู่ที่สกุลเฉียวทำได้ แต่อยู่ที่สกุลสวีไช่ว่าจะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่มีเงินพวกนั้น”
เฉียวเหลียนฝังได้ยินเช่นนี้ก็บอกว่า “ท่านแม่รอประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” นางเดินเข้าไปเปิดกล่องในห้อง หยิบพวงเงินจำนวนยี่สิบห้าตำลึงเงินสองพวงมามอบให้นายหญิงเฉียว “ท่านเอาไปเถิดเจ้าค่ะ”
สีหน้าของนายหญิงเฉียวเปลี่ยนไป “เจ้าขอมาจากท่านโหวหรือ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เจ้าค่ะ” เฉียวเหลียนฝังรีบพูด “ข้าจำคำพูดของท่านอยู่เสมอ ข้าไม่ได้ขออะไรจากท่านโหว ครั้งก่อนที่ท่านโหวมาหาข้า กำไลไข่มุกของข้าบังเอิญขาดพอดี สาวใช้สองสามคนกำลังหาไข่มุกที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ตอนนั้นท่านโหวแค่บอกว่าให้ไปร้อยมาใหม่ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าวันต่อมาพ่อบ้านไป๋ก็ส่งตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาให้ ข้านำไปแลกมาห้าสิบตำลึง คิดว่าจะให้คนนำไปให้ท่าน…”
“เหลวไหล!” นายหญิงเฉียวสีหน้าซีดเซียว “ในเมื่อเป็นของที่ท่านโหวมอบให้เจ้า เจ้าก็ควรจะทำตามที่เขาบอก ไปซื้อกำไลสวยๆ มาใส่ให้เขาชื่นชม แต่เจ้ากลับนำไปแลกมาเช่นนั้นหรือ”
“ท่านแม่” เฉียวเหลียนฝังรีบแก้ตัว “ข้าถามแล้ว กำไลไข่มุกนั้นราคาเพียงสามสิบตำลึงเงิน ทุกเดือนข้ายังมีเงินเดือนเดือนละห้าสิบตำลึงเงิน ของกินของใช้ก็ล้วนแต่เอามาจากส่วนกลาง ไม่จำเป็นต้องใช้เงินพวกนี้…”
“พูดจาไร้สาระ!” สีหน้าของนายหญิงเฉียวเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม “เจ้าไม่ต้องให้รางวัลบรรดาสาวใช้และท่านป้าของเจ้าหรือ เจ้าไม่ต้องแต่งตัวให้สวยงามหรือ เจ้าต้องรู้ว่า หากเจ้าไม่ได้หัวใจท่านโหว แม้จะมีเงินมากมายเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ มีของดีวางอยู่ตรงหน้า ทำไมเจ้าถึงได้โง่เขลาเช่นนี้”
เฉียวเหลียนฝังน้ำตาคลอ “ท่านแม่อยู่ที่จวนก็ลำบาก…”
นายหญิงเฉียวเอ่ยขัดจังหวะเฉียวเหลียนฝัง “แม่ม่ายอย่างข้า ยังต้องสวมเครื่องประดับไข่มุกสีแดงสีเขียวเช่นนั้นหรือ แล้วอีกอย่าง หากข้ายังไว้ทุกข์ให้ท่านพ่อของเจ้า คนของสกุลเฉียวก็ยังต้องเคารพข้า พวกเขายังหวังให้ข้าได้รับพระราชทานซุ้มประกาศเกียรติคุณพรหมจรรย์มาให้สกุลเฉียว!” นางพูดพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้บุตรสาวของตัวเอง “เด็กดี ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่กับข้าแล้ว ใช่ว่ามีเรื่องอันใดก็จะมาปรึกษาข้าได้ บางครั้งเจ้าก็ต้องคิดหาหนทางเอาเอง ข้ายังคงพูดเหมือนเดิม ถือโอกาสตอนที่หลัวสืออีเหนียงอายุยังน้อย เจ้าต้องให้ท่านโหวมาอยู่ที่เรือนของเจ้าให้มากที่สุด”
“ข้า ข้าจะทำตามที่ท่านบอกเจ้าค่ะ…” เฉียวเหลียนฝังเขินอายจนหน้าแดง
นายหญิงเฉียวพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “เจ้าดูสิว่ายามนี้โอกาสเช่นนี้ดีแค่ไหน ไม่เหมือนกับตอนหลัวหยวนเหนียง วันระดูมักจะชนกับวันที่เจ้ารับใช้ท่านโหวเข้านอน เจ้าต้องคิดหาวิธีมีบุตรชายให้จงได้ เงินและอำนาจพวกนั้นล้วนแต่เป็นของปลอม ขอแค่เจ้ามีบุตรชาย เจ้าถึงจะมีชีวิตที่ดีและถึงจะมีหน้ามีตา”
เฉียวเหลียนฝังได้ยินเช่นนี้ก็กระอึกกระอัก
นายหญิงเฉียวถอนหายใจ
นางคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวของนางจะมาถึงจุดๆ นี้ บางเรื่องที่นางไม่เคยบอกบุตรสาว ตอนนี้ดูเหมือนว่า ไม่บอกคงไม่ได้แล้ว
นายหญิงเฉียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดเบาๆ “หลัวสืออีเหนียงปีนี้จะมีอายุครบสิบสี่ปีเต็ม แสดงว่าตอนนี้นางอายุเพียงแค่สิบสามปีเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางอายุยังน้อยตั้งครรภ์ได้ยาก ถึงแม้ว่าจะตั้งครรภ์ขึ้นมา แต่จะรักษาเด็กไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ข้าคิดว่า นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่สกุลหลัวเลือกให้นางแต่งเข้ามา”
เฉียวเหลียนฝังได้ยินเช่นนี้ก็ทำสีหน้าตกใจ “ท่านแม่…”
นายหญิงเฉียวพยักหน้าให้บุตรสาวอย่างจริงจัง “ดังนั้นเจ้าต้องตั้งใจคิดหาวิธี อย่าคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่าเป็นแค่ความโชคร้าย…” นางถอนหายใจ “เจ้า…” คำพูดติดอยู่ที่ปาก แต่นางกลับกลืนมันลงไปในคอ
หากตอนนั้นตัวเองไม่ใจกว้างขนาดนั้น ให้เฉียวเหลียนฝังแต่งงานกับหลานชายของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะยากจนไปเสียหน่อย แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นภรรยาเอก นางคงไม่ต้องมารับความไม่ยุติธรรมพวกนี้…แต่เรื่องบางเรื่องพูดตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้ว คงรบกวนจิตใจของทุกคนเสียเปล่า
นางตั้งสติขึ้นมาแล้วช่วยบุตรสาววิเคราะห์ “ฉินอี๋เหนียงแก่แล้ว ส่วนเหวินอี๋เหนียงนั้นท่านโหวก็ไม่ค่อยสนใจ คนที่เขาชอบก็มีแค่เจ้า ข้าคิดว่าหลัวสืออีเหนียงเป็นคนฉลาด” นางจึงเล่าเรื่องที่สืออีเหนียงบอกนางเมื่อครู่ให้เฉียวเหลียนฝังฟัง “คนฉลาดมักมีวิธีของคนฉลาด นางไม่มีทางทำให้ท่านโหวไม่พอใจแน่นอน ดังนั้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นางจึงยอมอดทน แต่เจ้าก็อย่าให้มันเกินไป ให้มันพอดีหน่อย ประเดี๋ยวข้ากลับไปแล้ว เจ้าก็ไปเอ่ยขอโทษนาง ข้าคิดว่านางคงจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ ต่อไปเจ้าต้องทำตามฉินอี๋หนียง เมื่อถึงเวลาไปคารวะก็ไปคารวะ เมื่อถึงคราวต้องก้มหัวก็ต้องก้มหัว เมื่อถึงคราวเอาอกเอาใจก็ต้องเอาอกเอาใจ…”
สืออีเหนียงข่มขู่นางเช่นนี้…แต่นางยังต้องไปเอ่ยขอโทษสืออีเหนียง แล้วยังต้องก้มหัว ต้องเอาใจ…เฉียวเหลียนฝังได้ยินเช่นนี้ก็กัดฟันแน่น สายตาของนางมีความโกรธเคือง
นายหญิงเฉียวที่กำลังสั่งสอนบุตรสาวเห็นเฉียวเหลียนฝังมีท่าทีเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า “เหลียนฝัง เจ้าคิดว่าถึงแม้ว่าสืออีเหนียงจะไม่พอใจเจ้า แต่มีท่านโหวอยู่ นางก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ ใช่หรือไม่”
เฉียวเหลียนฝังไม่พูดไม่จา ก็ถือว่านางยอมรับแล้ว
“แล้วหากสืออีเหนียงหาสาวใช้ห้องข้างให้ท่านโหวเล่า” นายหญิงเฉียวเอ่ยถามเฉียวเหลียนฝังด้วยเสียงกระซิบ
“ไม่มีทาง” เฉียวเหลียนฝังพูดออกมาโดยไม่ไตร่ตรอง “หญิงคนไหนจะยอมหาสาวใช้ห้องข้างให้สามีตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นคนที่หน้าตาสะสวยกว่าตัวเอง”
นายหญิงเฉียวปวดหัวกับความดื้อรั้นของบุตรสาวตน แต่นางก็พยายามพูดต่อ “แล้วหากนางหาให้ท่านโหวจริงๆ เล่า อย่างเช่นสาวใช้ที่ชื่อว่าตงชิง หรือสาวใช้ที่ชื่อว่าหู่พั่ว…หากนางอยากจะจัดการเจ้า อยากจะตีสนิทกับท่านโหว รับพวกนางมาทั้งสองคน เจ้าจะทำเช่นไร”
“ไม่มีทาง ไม่มีทาง…” เฉียวเหลียนฝังพูดด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
“แล้วหากนางทำเช่นนั้นจริงๆ?” นายหญิงเฉียวเค้นถามบุตรสาว
เฉียวเหลียนฝังเงียบไปชั่วครู่
นายหญิงเฉียวพูดอย่างเอือมระอา “หลัวสืออีเหนียงยังเด็ก ยังโตไม่เต็มที่ ท่านโหวอยู่ที่เรือนของนาง แน่นอนว่าเขาคงไม่สบายใจเท่าอยู่ที่เรือนของเจ้า หากนางอยากจะจัดการเจ้า วิธีเดียวก็คือหาสาวใช้ห้องข้างให้ท่านโหว เช่นนี้ ท่านโหวก็จะมีที่ไป หากนางใส่ร้ายเจ้า เจ้าคิดว่าท่านโหวจะยอมทำให้ภรรยาเอกลำบากใจเพื่อปกป้องเจ้าเช่นนั้นหรือ เหลียนฝัง เจ้าต้องมองให้ออก ข้านั้นไม่มีวิธีอื่นแล้ว เช่นนี้ เจ้าก็คิดเสียว่าข้าไม่เคยคลอดเจ้าออกมา คิดเสียว่าไม่มีแม่อย่างข้า เราต่างคนต่างอยู่เถิด!” พูดจบนางก็ลุกขึ้นแล้วทำท่าจะเดินออกไป
นึกถึงท่านแม่ที่คอยสนับสนุนตัวเองมาตลอดที่จะลุกออกไปอย่างกะทันหัน แล้วยังพูดคำพูดพวกนั้นออกมา เฉียวเหลียนฝังก็ตื่นตระหนก นางรีบเดินเข้าไปจับมารดาของตัวเองเอาไว้ “ท่านแม่ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ!”