ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 163 มีส่วนร่วม(ต้น)
ตอนที่ 163 มีส่วนร่วม(ต้น)
เมื่อคิดได้อย่างนี้ เรื่องทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น
สืออีเหนียงอดไม่ได้ที่จะหันไปสำรวจฮูหยินสองอีกครั้ง
ความคิดของนางเหมือนกับสวีลิ่งอี๋โดยมิได้นัดหมาย
หลังจากเกิดเรื่อง สิ่งแรกที่สวีลิ่งอี๋มอบหมายคือบอกให้นางทำอารมณ์ของฮองเฮาให้สงบนิ่ง อย่าให้พูดหรือทำสิ่งใดที่ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย
สวีลิ่งอี๋มีเครือข่ายข่าวสารที่แข็งแกร่ง แต่ฮูหยินสองนั้น…
หากนางมีบทบาทเสมือนกุนซือ[1]ในช่วงเวลาอันสำคัญของสกุลสวี เช่นนั้นก็เข้าใจได้ถ้าไท่ฮูหยินและสวีลิ่งอี๋จะให้ความเคารพนาง
เมื่อความคิดผ่านเข้ามาในหัว สืออีเหนียงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจ
สังคมนี้มีข้อจำกัดมากมายต่อสตรี ดังคำกล่าวที่ว่า ‘การที่สตรีไร้ความสามารถนั้นคือคุณธรรม’ เห็นได้ชัดว่าการกระทำของสกุลสวีขัดแย้งกับคำกล่าวนี้ เป็นเพราะประสบการณ์สุดวิสัยของสกุลสวีทำให้สตรีได้มีโอกาสแสดงสติปัญญาของตัวเองจึงทำให้สามารถยกระดับฐานะในตระกูล หรือเป็นเพราะว่าสกุลสวีมักจะมีความเชื่อใจและใจกว้างเช่นนี้เสมอจึงยอมให้สตรีมีส่วนร่วมเกี่ยวกับเรื่องในตระกูล?
นางคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลแรก เมื่อครอบครัวตกอยู่ในอันตราย ส่วนใหญ่คนที่ได้รับการอภัยโทษมักจะเป็นสตรีและเด็กเล็ก
‘คดีเจิ้งอันอ๋องวางแผนกบฏ’ ขุนนางผู้ทรงคุณวุฒิยี่สิบสี่สกุลถูกยึดอำนาจไป แต่สุดท้ายก็มีเพียงห้าสกุลที่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง จำนวนตัวเลขนี้อธิบายปัญหาได้ชัดเจนมาก
คำพูดของฮูหยินสองไม่เพียงแต่ทำให้สืออีเหนียงครุ่นคิด แต่ยังทำให้ไท่ฮูหยินมองเห็นเสงสว่าง
“ใช่แล้ว แบบนี้จึงจะสมเหตุสมผล” นางมองสวีลิ่งอี๋ด้วยสายตาเฉียบคม “เจ้ามีแผนอะไร”
สวีลิ่งอี๋มองฮูหยินสอง “พี่สะใภ้สองไม่ได้พบฮองเฮามานานแล้วใช่หรือไม่ การไปไว้อาลัยครั้งนี้ก็ควรจะไปคารวะนางด้วย”
ฮูหยินสองพยักหน้า “ท่านโหววางใจได้ ที่ข้ารีบกลับมาจากซีซานก็เพราะกลัวว่าหวงกุ้ยเฟยและคนอื่นๆ จะฉวยโอกาสเข้ามาทำให้จิตใจของฮองเฮาทรงปั่นป่วน วิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขความเศร้าโศกคือการให้กำเนิดองค์ชายใหม่อีกครั้ง”
เหมือนการแก้ปริศนา
ทุกคนในห้องเมื่อฟังแล้วก็เข้าใจเป็นอย่างดี
การที่ฮองเฮาถูกปลด ใครกันที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุด
แน่นอนว่าต้องเป็นหวงกุ้ยเฟยที่ให้กำเนิดองค์ชายและเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แล้วยังมีไทเฮาที่อยู่ในพระตำหนักฉือหนิง ผู้ที่หวาดกลัวอยู่ทุกวันว่าจะถูกฮ่องเต้ที่มีพระปรีชาสามารถตัดหางปล่อยวัด
หากฮ่องเต้และฮองเฮาสามารถเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นพลังได้ นี่จะเป็นการตอบโต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผนการนี้!
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปเถิด” เมื่อสวีลิ่งอี๋ได้ฟังก็ลุกขึ้นยืน “พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปไว้อาลัยที่ประตูซือซ่าน”
ไท่ฮูหยินพยักหน้า แล้วรั้งให้ฮูหยินสองพักผ่อนอยู่ที่เรือนตัวเอง “…ข้ามีบางเรื่องที่อยากจะพูดคุยกับเจ้า”
การกลับไปที่สวนดอกไม้หลังจวนในเวลานี้ก็คงจะไม่สะดวกนัก
ฮูหยินสองจากไปนานถึงสองสามเดือน ตอนนี้ก็เป็นฤดูหนาว เพียงแค่เผาไส้เดือนดินก็ใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าในห้องจะอุ่นขึ้น เช่นนั้นก็เกรงว่าคงจะถึงเวลาเข้าวังพอดี
ฮูหยินสองมองสืออีเหนียงอย่างลังเล
สืออีเหนียงรู้สึกแปลกใจ
มองข้าทำไมกัน
ข้าไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเสียหน่อยว่าจะให้เจ้าพักที่ใด แล้วข้าก็ไม่สามารถขัดความต้องการของไท่ฮูหยินได้อีกด้วย
แต่กลับพูดว่า “ข้าจะไปเรียกป้าตู้ให้นำของที่พี่สะใภ้สองใช้เป็นประจำมานะเจ้าคะ”
เมื่อฮูหยินสองได้ฟัง มุมปากก็ขยับเล็กน้อยราวกับว่ามีอะไรจะพูด แต่ไท่ฮูหยินจับมือนางไว้ “เจ้ารีบเดินทางกลับมาท่ามกลางลมฝุ่น รีบไปล้างหน้าล้างตาเร็วเข้า”
ขณะที่นางพูด สืออีเหนียงก็ได้ไปเรียกป้าตู้แล้ว เมื่อป้าตู้รู้ว่าคนที่นี่แยกย้ายกันกลับเรือนแล้วจึงพาบรรดาสาวใช้กลุ่มใหญ่เข้ามา
สืออีเหนียงย่อเข่าคำนับไท่ฮูหยินและฮูหยินสอง “ข้ากับท่านโหวต้องขอตัวกลับก่อนเจ้าค่ะ”
ไท่ฮูหยินพยักหน้า “รีบกลับไปพักผ่อนเถิด”
หลังจากที่สวีลิ่งอี๋คารวะไท่ฮูหยินเรียบร้อย ทั้งสองคนก็เดินเรียงกันออกจากเรือนไท่ฮูหยินไป
ระหว่างทาง สวีลิ่งอี๋ชะลอฝีเท้า รอจนนางเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ของตัวเองแล้วเอ่ยถามนางเสียงเบาว่า “เจ้ากลัวหรือไม่”
สืออีเหนียงประหลาดใจ
สวีลิ่งอี๋หยุดฝีเท้าลงแล้วมองนางด้วยสายตาที่ลึกซึ้งแต่กลับดูห่างเหิน “เจ้ากลัวหรือไม่”
“กลัวเจ้าค่ะ!” สืออีเหนียงมองสวีลิ่งอี๋อย่างจริงจัง นางกลัวจริงๆ…นี่คือโลกที่นางไม่รู้จักแม้แต่น้อย มองไม่ออกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร “แต่ข้ารู้ว่าท่านโหวจะยืนอยู่ตรงหน้าข้าเสมอ” นี่คือความจริง เมื่อเกิดเรื่องขึ้นคนแรกที่ถูกพุ่งเป้าไปจะเป็นบุรุษ นั่นก็คือสวีลิ่งอี๋ที่เป็นตัวแทนของตระกูลนี้ “แต่อวี้เกอ เจินเจี่ยเอ๋อร์ จุนเกอยืนอยู่ข้างหลังข้า ข้าจะกลัวไม่ได้” นี่ก็เป็นความจริง ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นผู้ใหญ่ พวกเขาเป็นเด็ก เป็นบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ!
มองสืออีเหนียงที่ตัวสูงเพียงไหล่ของเขา สายตานางสงบนิ่ง สวีลิ่งอี๋พยักหน้าเล็กน้อย “กลับกันเถิด!”
******
เมื่อกลับมาถึงเรือน คิดไม่ถึงว่าเจินเจี่ยเอ๋อร์จะรออยู่ในห้องโถง
เมื่อเห็นพวกเขานางก็เดินเข้ามาต้อนรับทั้งสองอย่างเงียบๆ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
สวีลิ่งอี๋พยักหน้าแล้วเดินตรงเข้าห้องไป สืออีเหนียงจับมือนางไว้ “จุนเกอหลับไปแล้วหรือ”
เจินเจี่ยเอ๋อร์พยักหน้า “พอเขาหลับแล้วข้าจึงได้กลับมา”
สืออีเหนียงมองใบหน้าซีดขาวของนางแล้วพูดเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไร” พอพูดจบก็รู้สึกว่าการปลอบใจเช่นนี้ดูไร้เรี่ยวแรงเกินไป ไม่แน่อาจจะทำให้เจินเจี่ยเอ๋อร์เป็นกังวลใจมากขึ้น จึงพูดต่อว่า “เรื่องขององค์ชายห้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด พวกเรากลัวว่าจะมีคนพูดจาเหลวไหลออกไป จึงต้องหาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ”
ถึงอย่างไรเจินเจี่ยเอ๋อร์ก็อายุยังน้อย เมื่อเห็นสืออีเหนียงที่ท่าทางดูมั่นอกมั่นใจ นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ข้าตกใจแทบแย่เจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงยิ้มให้นาง “รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าผู้ใหญ่ที่จวนจะต้องไปไว้อาลัย ต้องรบกวนให้เจ้าช่วยดูแลจุนเกอสักสองสามวันแล้ว”
เจินเจี่ยเอ๋อร์รีบพูดขึ้นมาว่า “ท่านแม่วางใจได้เจ้าค่ะ ข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี ไม่ให้เขาร้องไห้งอแง”
“ข้าวางใจเจินเจี่ยเอ๋อร์เสมอ” สืออีเหนียงยิ้มแล้วไปส่งนางที่ห้องปีกตะวันออก จากนั้นก็เดินเข้าห้องไป
สวีลิ่งอี๋เปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้ว “พวกเจ้าพูดคุยอะไรกัน”
“เจินเจี่ยเอ๋อร์เป็นกังวลเล็กน้อย ข้าจึงปลอบใจนางสักหน่อย”
สวีลิ่งอี๋พยักหน้า “ข้ามีธุระต้องไปที่เรือนปั้นเย่ว์พั่น เจ้าพักผ่อนก่อนได้เลย ไม่ต้องรอข้ากลับมา”
คงจะไปปรึกษากับกุนซือกระมัง!
สืออีเหนียงพยักหน้า เมื่อส่งสวีลิ่งอี๋ออกไปแล้วตัวเองก็ล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ สมองสับสนวุ่นวายไปหมด จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะบอกเวลาครั้งที่สองถึงได้เริ่มรู้สึกง่วงงุน พึ่งจะหลับตาลงก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก หู่พั่วสวมเสื้อคลุมเดินเข้ามา “ฮูหยิน ท่านโหวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
นางลุกขึ้นมา พึ่งจะสวมเสื้อผ้าเสร็จ สวีลิ่งอี๋ก็เดินเข้ามาพร้อมกับไอเย็นยะเยือก เมื่อเห็นสืออีเหนียงแววตาคมกริบก็ปรากฏความประหลาดใจ เอ่ยถามขึ้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงยังไม่นอน”
สืออีเหนียงตอบอย่างงัวเงียแล้วลุกขึ้นไปชงชาให้เขา
สวีลิ่งอี๋เห็นว่านางสวมเพียงเสื้อกันหนาวตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียวจึงกดนางไว้แล้วบอก “รีบนอนเสีย ระวังจะเป็นหวัดเอา”
สืออีเหนียงเห็นว่าเขามีท่าทางหนักแน่น อีกทั้งหู่พั่วเองก็พาสาวใช้น้อยเข้ามาปรนนิบัติแล้ว จึงซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มตามที่เขาบอก
สวีลิ่งอี๋ไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องชำระ
สืออีเหนียงกับสาวใช้น้อยช่วยกันใช้เตาอุ่นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ผ้าห่มของสวีลิ่งอี๋
ผ้าห่มพึ่งจะร้อนเล็กน้อย สวีลิ่งอี๋ก็ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วเดินออกมาพอดี
“ไม่ต้องยุ่งยากกันนักหรอก” เขาถอดรองเท้าแล้วขึ้นเตียง “มีไส้เดือนดินอยู่ในเรือน ถึงอย่างไรก็อบอุ่นอยู่แล้ว”
เมื่อสาวใช้น้อยเห็นดังนั้นก็รีบเก็บเตาผิงออกไป หู่พั่วเข้าไปช่วยพวกเขาดึงมุ้งเตียงลง
สืออีเหนียงอยากจะถามเขาว่าเรื่องเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็กลัวว่าเขาจะรู้สึกว่าตนนั้นล้ำเส้น จึงอดกลั้นไว้ไม่ถามสิ่งใดแล้วโน้มตัวไปเป่าตะเกียง
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่หลับ สวีลิ่งอี๋ก็พลิกตัวหันหน้าไปหาสืออีเหนียง “ไม่ต้องกังวล ครั้งนี้เป็นเพราะข้าประมาท คิดไม่ถึงว่าคนสกุลโอวจะกล้ามากถึงเพียงนี้…จะไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด” น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
“คนสกุลโอว?” สืออีเหนียงได้ยินแซ่ของหวงกุ้ยเฟยอย่างคลุมเครือ “ใช่สกุลเดิมของหวงกุ้ยเฟยหรือไม่เจ้าคะ”
“อืม” สวีลิ่งอี๋พูดต่อว่า “บรรพบุรุษสกุลโอวได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลเรือเอกแห่งฝูเจี้ยนตั้งแต่สมัยก่อน หลังจากที่ยอมอยู่ใต้อำนาจของต้าโจว ก็มีโชคลาภได้เป็นขุนนาง บุตรหลานได้เป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพเรือฝูเจี้ยน ผู้บัญชาการกองทัพเรือเจ้อเจีย และผู้บัญชาการกองทัพเรือกวางตุ้ง ในสมัยเจี้ยนอู่มีโจรสลัดออกอาละวาด สกุลโอวได้นำทัพไปต่อต้าน ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ หลังจากนั้นก็ปราบเกาะสี่เกาะให้ต้าโจวและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจิ้งไห่โหว หลังจากที่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์แล้ว เรื่องรักษาชายฝั่งทะเลก็ยังขึ้นอยู่กับสกุลโอว สกุลโอวปฎิบัติตามหน้าที่ของตัวเอง จงรักภักดีต่อแว่นแคว้น ฮ่องเต้จึงทรงรับบุตรสาวของสกุลโอวเข้ามา”
สืออีเหนียงนึกถึงเสียงที่หวานไพเราะนั้น…แม้ว่าจะมีเหตุผลทางการเมือง แต่ในใจก็คงจะชื่นชอบหวงกุ้ยเฟยอยู่กระมัง มิเช่นนั้นก็คงแต่งตั้งให้เป็นเพียงนางสนมธรรมดาก็พอแล้ว เหตุใดจึงต้องแต่งตั้งให้เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยด้วยเล่า แล้วจะไม่ให้นางคิดอยากล้มฮองเฮาได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่าสวีลิ่งอี๋เองก็รู้เช่นกัน
“บุตรสาวสกุลโอวผู้นั้นหน้าตางดงาม อีกทั้งยังเชี่ยวชาญทางด้านสำบัดสำนวน เมื่อเข้ามาในพระราชวังก็ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ในทันที ใช้เวลาเพียงสองปี จากตำแหน่งเจี๋ยอวี๋ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหวงกุ้ยเฟย” น้ำเสียงของเขาเย็นชาอย่างมาก “และกลายเป็นขวากหนามคอยทิ่มแทงสกุลสวีของเรา”
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความคิดของฮ่องเต้
สืออีเหนียงพูดเสียงเบาว่า “ท่านโหววางใจได้เจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะดูแลไท่ฮูหยินให้ดี และช่วยพี่สะใภ้สองพูดคุยกับฮองเฮาอีกครั้ง”
รู้ใจสวีลิ่งอี๋เป็นอย่างมาก
คำตอบของสืออีเหนียงทำให้สวีลิ่งอี๋พึงพอใจเป็นที่สุด เขาพูดเสียงเบาว่า “หลายปีมานี้ฝูเจี้ยนและกวางตุ้งได้รับความลำบากมากมาย แต่ไม่ว่าจะเพื่อส่วนตัวหรือเพื่อส่วนรวม ฮ่องเต้ก็ไม่มีทางแตะต้องคนสกุลโอว แต่การที่เขาไม่แตะต้องก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถสร้างโอกาสให้เขาแตะต้องได้…”
น้ำเสียงของสวีลิ่งอี๋เย็นชาเป็นอย่างมาก
สืออีเหนียงครุ่นคิดตามมุมมองของเขา
จะสร้างโอกาสแบบใดขึ้นมา
หลอกล่อให้สกุลโอวทำเรื่องที่ผิด? ทำให้หวงกุ้ยเฟยสูญเสียความโปรดปราน? หรือทำให้อำนาจของสกุลโอวขยายใหญ่ขึ้นจนฮ่องเต้หวาดระแวง?
ดูเหมือนจะเป็นไปได้ทั้งหมด แต่การทำอย่างจริงจังนั้นต้องใช้เวลาเนิ่นนานเป็นอย่างมาก
สกุลโอวที่สามารถยืนหยัดมาได้ถึงสองราชวงศ์ ย่อมหาทางเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน หวงกุ้ยเฟยกำลังอยู่ในช่วงวัยเยาว์ การที่จะทำให้นางสูญเสียความโปรดปรานนั้นเกรงว่าคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนการที่จะทำให้อำนาจของสกุลโอวขยายใหญ่ขึ้น เช่นนั้นสกุลสวีต้องเสียสละมากมาย ปัญหาก็คือหากยอมเสียสละไปแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาคืนกลับมาได้
ซ้ายก็ยาก ขวาก็ยาก…
สืออีเหนียงอดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้
ท่ามกลางความเงียบสงบ เสียงถอนหายใจยิ่งได้ยินอย่างชัดเจนและฟังดูหนักใจเป็นอย่างมาก สวีลิ่งอี๋นึกถึงตอนที่ตัวเองถามนางว่า ‘กลัวหรือไม่’ แต่นางก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่ต้องกลัว” เขายื่นมือมาลูบหัวนาง “สกุลโอวทำงานที่ฝูเจี้ยนมาร้อยกว่าปีแล้ว แม้ว่าจะมีอำนาจมหาศาล แต่เรื่องผิดกฎหมายก็ทำมาไม่ใช่น้อย ตราบใดที่มีความมุ่งมั่น แม้แต่สะเก็ดไฟเล็กๆ ก็สามารถลุกเป็นกองไฟได้”
สืออีเหนียงประหลาดใจไม่น้อย
ได้ยินสวีลิ่งอี๋พูดเช่นนี้แสดงว่าต้องการจะใช้รูปแบบการร้องเรียนมาต่อกรกับสกุลโอว…คงจะไม่ได้ผล นี่ไม่ใช่สังคมที่อิงตามกฎหมาย ความคิดของฮ่องเต้ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
นางอดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ท่านโหว ข้าลองคิดดูแล้วเกรงว่าวิธีนี้จะไม่เหมาะสม…”
“หืม?” สวีลิ่งอี๋พูดต่อว่า “มีอะไรไม่เหมาะสมอย่างนั้นหรือ”
ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความคาดหวัง ทำให้สืออีเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย
สวีลิ่งอี๋อยากฟังความคิดของนางกระมัง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สืออีเหนียงก็พูดขึ้นมาว่า “ในเมื่อตอนนี้ฝ่าบาทไม่มีทางที่จะแตะต้องคนสกุลโอว แล้วท่านให้ตุลาการฟ้องร้องพวกเขา ถึงแม้ว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นแก่ส่วนรวม แต่ก็เกรงว่าฝ่าบาทจะทำเพียงแค่รับฎีกาไว้แต่ไม่มีการยอมรับ ในเมื่อคนสกุลโอววางอำนาจบาตรใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ แสดงว่าพวกเขามีคนหนุนหลังอยู่ในวัง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนของสกุลตัวเอง แต่ผู้ที่ให้การสนับสนุนนั้นจะต้องมีอำนาจอย่างแน่นอน เกรงว่าวิธียืมมือฮ่องเต้เพื่อเคลื่อนไหว จะไม่อาจปิดบังพวกเขาได้ หากไปแหวกหญ้าให้งูตื่น ก็คงไม่ง่ายหากคิดจะลงมือกับพวกเขาอีก!”
——————–
[1]กุนซือ ที่ปรึกษา ผู้รู้ที่ให้คำปรึกษา หรือช่วยวางแผนอยู่เบื้องหลัง