ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 169 เติบโต(ต้น)
ตอนที่ 169 เติบโต(ต้น)
เดือนสิบสองวันที่สี่ตามปฏิทินจันทรคติ องค์ชายห้าได้ถูกย้ายไปไว้ที่เขาหวงเยี่ยนอกเมืองชั่วคราว แต่งตั้งองครักษ์ประจำพระองค์ไว้คุ้มกันตลอดทาง วันที่หกองค์ชายห้าได้รับพระราชทานนามว่า ‘องค์ชายเต้าหมิ่น’ ทั้งขุนนางเล็กใหญ่และบรรดาฮูหยินก็ได้เสร็จสิ้นพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ
ระหว่างนั้นฮูหยินสองก็ได้พบกับฮองเฮาอีกครั้ง
ฮองเฮาสีหน้าเรียบเฉย ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักคำ
ฮูหยินสองอดเป็นกังวลไม่ได้
“เจ้าเด็กโง่คนนี้” ไท่ฮูหยินเช็ดน้ำตาที่หางตา
สวีลิ่งอี๋เงียบไปนาน
“เช่นนั้นก็ทำตามพระประสงค์ของฮองเฮาเถิด!”
ฮูหยินสองอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป สุดท้ายจึงพูดเพียงแค่ว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านโหวโปรดวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ”
สวีลิ่งอี๋พยักหน้าแล้วเรียกกุนซือมาพบที่เรือนปั้นเย่ว์พั่น
สืออีเหนียงลอกโคลงกลอนจากคัมภีร์บทกวี กว้างหนึ่งไม้บรรทัด ยาวสองไม้บรรทัด นำผ้าใยแก้วมาปักเป็นม่านกันลม
นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ได้มาจากลายปัก ‘ร้อยปี’ ม่านกันลมที่นายหญิงใหญ่มอบให้ไท่ฮูหยิน นางเตรียมจะให้สิ่งนี้ดึงดูดให้ฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์สนใจในงานเย็บปักถักร้อย แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือเมื่อเจินเจี่ยเอ๋อร์เห็นแล้วกลับรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมากจึงรีบถามว่า “นี่คืองานปักสองด้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
สืออีเหนียงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เจ้ามาช่วยข้าแบ่งด้ายเถิด!”
เจินเจี่ยเอ๋อร์ตอบตกลงด้วยความปิติยินดี ยามที่รับประทานอาหารกับไท่ฮูหยินนางก็พูดถึงเรื่องนี้ “…เส้นด้ายนั้นต้องแบ่งให้บางมากๆ เหมือนกับเส้นผม ตงชิงคนรับใช้ข้างกายท่านแม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก”
ไท่ฮูหยินยิ้มพลางพยักหน้า “มีอาจารย์ที่ดีเช่นนี้อยู่ข้างกาย จำไว้ว่าเจ้าจะต้องขโมยความรู้จึงจะถูก”
ทุกคนพากันหัวเราะ
ฮูหยินสองยังพูดอีกว่า “ให้ข้าทำรองเท้าหรือถุงเท้ายังพอได้ แต่เรื่องเย็บปักถักร้อยนั้นเกินความสามารถของข้า เจินเจี่ยเอ๋อร์จะต้องตั้งใจเรียนรู้จากท่านแม่ของเจ้าให้ดี”
เมื่อเห็นว่าทุกคนให้กำลังใจนางในการเรียนเย็บปักถักร้อยกับสืออีเหนียง เจินเจี่ยเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล นางหัวเราะอย่างมีความสุขตลอดทั้งคืน เมื่อจุนเกอเห็นก็พูดขึ้นมาว่า “ข้าก็จะไปช่วยพี่หญิงแบ่งด้าย”
“แบ่งด้ายอะไรกัน” ฮูหยินสองหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เมื่อผ่านตรุษจีนไปแล้วก็จะต้องหาอาจารย์ให้เจ้า ให้เจ้าไปเล่าเรียนที่เรือนนอกกับบรรดาพี่ชาย”
ทุกคนพูดถึงเรื่องอาจารย์
เมื่อสืออีเหนียงนึกถึงอาจารย์จ้าว ก็อดเสียดายไม่ได้ หากอาจารย์ในจวนเป็นคนของตัวเองก็คงจะดี
“ข้าว่าเจ้าต้องหาเวลาส่งจดหมายไปให้อาจารย์เติ้ง ขอให้เขาช่วยแนะนำอาจารย์สักท่านหนึ่ง” ไท่ฮูหยินพูดพึมพำขึ้นมาว่า “แม้ว่าตอนนี้อาจารย์เติ้งจะเกษียณกลับไปอยู่ที่เรือน แต่เขาก็เคยอยู่ที่สำนักศึกษาฮั่นหลินย่วนมานานกว่าสามสิบปี อีกทั้งยังเคยเป็นราชครู ย่อมดีกว่าคนที่หูตาไม่กว้างไกลอย่างพวกเรา”
สวีลิ่งอี๋พูดขึ้นมาว่า “ข้าได้ส่งจดหมายถึงอาจารย์เติ้งเมื่อเดือนที่แล้ว อาจารย์เติ้งตอบกลับมาว่าตอนนี้มีคนแอบอ้างว่าเป็นอาจารย์มีชื่อเสียงอยู่มากมาย แต่ความรู้ที่มีนั้นกลับน้อยมาก…ดูจากความหมายของอาจารย์เติ้งแล้วก็คือไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม”
“อาจารย์เติ้งเป็นถึงราชครู มีอำนาจและบารมี” เมื่อฮูหยินสองได้ฟังก็พูดเสียงเรียบว่า “ดูแล้วทหารในใต้หล้านี้ก็คงเทียบไม่ได้!”
สองแม่ลูกสกุลสวีนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เมื่อกลับมาถึงเรือน สืออีเหนียงก็ปรนนิบัติสวีลิ่งอี๋พักผ่อน นางเอาผ้าห่มออกมาอีกผืนหนึ่ง
“เป็นอะไรไป”
หลายวันมานี้ก็ใช้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เหตุใดวันนี้จึงแยกของใครของมันเสียแล้วเล่า
สวีลิ่งอี๋งงงวย
เขาเองก็ไม่ได้ล้ำเส้นอะไร
สืออีเหนียงหน้าแดงเล็กน้อย “คือข้า ระดูของข้ามาแล้ว…” เสียงเบามากจนแทบจะไม่ได้ยิน “มีกลิ่นคาวเลือด…ข้ากลัวว่าท่านจะรู้สึกอึดอัดเจ้าค่ะ”
สวีลิ่งอี๋ลูบหัวนางอย่างอดไม่ได้ “เจ้าเด็กโง่” จากนั้นก็กอดนางเข้าไปในผ้าห่มของตัวเอง ลูบที่ท้องนางเบาๆ “ปวดท้องหรือไม่”
หลังจากนั้นไม่นานสืออีเหนียงก็ได้สติกลับมา
สวีลิ่งอี๋กำลังถามนางว่าปวดท้องระดูหรือไม่
นางรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก “ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ไม่ได้เจ็บปวดที่ใด”
“เหตุใดระดูเจ้าถึงมาไม่ตรง” สวีลิ่งอี๋เอ่ยถามเสียงเบา
“ข้าก็ไม่รู้” ตอนเด็กๆ การที่ระดูมาไม่ตรงกันก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ต่อมาตงชิงได้บอกกับป้าสวี่ ป้าสวี่บอกว่ารอดูอีกสองปีก่อนแล้วค่อยว่ากัน ปรากฏว่ายังไม่ทันครบสองปีนางก็ได้แต่งงานแล้ว…เวลาสกุลสวีมีคนป่วยก็มักจะเชิญหมอหลวงมาจากสำนักหมอหลวง หรือขอราชโองการจากฮ่องเต้ หรือไม่ก็เชิญหมอหลวงที่สนิทกันมากมาตรวจเป็นการส่วนตัว ทุกครั้งก็จะยุ่งยากเป็นอย่างมาก
นางพึ่งมาอยู่ที่จวนนี้ได้ไม่นานจะกล้าทำให้คนมากมายต้องวุ่นวายได้อย่างไร…
“พรุ่งนี้ข้าจะเชิญหมอหลวงมาตรวจให้”
ตามที่คาดไว้ เขาเอ่ยปากจะเชิญหมอหลวงมาจริงๆ ด้วย
สืออีเหนียงพูดพึมพำว่า “พรุ่งนี้เป็นเทศกาลล่าปา จะมีพระราชทานโจ๊กล่าปาจากในวังและมีการไหว้สักการบูชา ข้ายังได้เชิญให้ป้าตู้มาเจาะหูให้เจินเจี่ยเอ๋อร์ด้วยเจ้าค่ะ”
“จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้อีก” สวีลิ่งอี๋พูดต่อว่า “ปล่อยวางสักหน่อยเถิด สิ่งที่สำคัญคือควรจะรีบให้หมอหลวงมาตรวจ”
“ข้ากังวลว่าจะต้องทานยาในเดือนหนึ่ง เช่นนี้ไม่เป็นมงคลเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงกลัวว่าไท่ฮูหยินจะถือเรื่องนี้ “อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันเทศกาลล่าปา ข้าว่ารอให้เดือนหนึ่งผ่านพ้นไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีหรือไม่”
“เมื่อเริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิพี่สามก็จะต้องไปแล้ว ข้าจะยิ่งยุ่งวุ่นวายมากกว่านี้” สวีลิ่งอี๋ยืนกราน “ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน”
สืออีเหนียงไม่อาจปฏิเสธได้อีก นางตอบรับเสียงเบา สวีลิ่งอี๋โน้มตัวไปเป่าตะเกียง ทั้งสองนอนลงพักผ่อนไม่ได้พูดอะไรอีก
เช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งสวีลิ่งอี๋ออกจากจวน เจินเจี่ยเอ๋อร์มาคารวะสืออีเหนียง พึ่งจะนั่งลง อี๋เหนียงทั้งสามก็มาพอดี ทุกคนพูดคุยกันสองสามประโยค จากนั้นสืออีเหนียงก็พาเจินเจี่ยเอ๋อร์ไปที่เรือนไท่ฮูหยิน
ฮูหยินสามกำลังพูดคุยกับไท่ฮูหยินเกี่ยวกับเทศกาลล่าปา ฮูหยินสองยกชาร้อนมาแล้วนั่งฟังอยู่ข้างๆ
เมื่อไท่ฮูหยินเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาจึงเรียกพวกนางให้มานั่งลง “พวกเจ้าก็มาฟังด้วยกัน!”
สืออีเหนียงตอบรับอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ” แต่เจินเจี่ยเอ๋อร์กลับหน้าแดงเล็กน้อย
เมื่อคำนับฮูหยินสามแล้วทุกคนก็นั่งลงตามลำดับ ฮูหยินสามเหลือบมองสืออีเหนียง จากนั้นก็พูดหัวข้อสนทนาที่ถูกขัดจังหวะเมื่อครู่ “…หว่านเซียงเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เมื่อคืนวานก็ได้เริ่มต้มโจ๊กแล้ว ตามธรรมเนียมเมื่อได้รับพระราชทานจากในวังก็จะนำไปสักการะบูชาที่วัดก่อน ถึงค่อยไปสักการะบูชาต้นไม้และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่วนโจ๊กล่าปาที่ส่งไปยังจวนของหย่งชังโหว จงฉินปั๋ว เวยเป่ยโหวและคนอื่นๆ ตามธรรมเนียมของปีก่อนๆ ในกล่องจะใส่ผลไม้แช่อิ่มเป็นเนื้อลิ้นจี่ เนื้อกุ้ยหยวน นำลูกสนกับเมล็ดท้อมาวางเป็นลวดลายมงคลแล้วรีบนำไปส่งช่วงต้นยามเฉิน กระเทียมล่าปาและผักกาดขาวก็ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อทานโจ๊กล่าปาเสร็จแล้วก็เริ่มทำได้เลย”
ไท่ฮูหยินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกำชับว่า “อย่าลืมส่งคนไปเอาน้ำแข็งที่ทะเลทางใต้ด้วยล่ะ”
ฮูหยินสามยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านแม่วางใจได้ ข้าไม่ลืมอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นฤดูร้อนปีหน้าในจวนจะไม่มีน้ำบ๊วยเย็นๆ ดื่ม ข้าก็จะโดนบ่นจนไม่มีที่ยืน” พูดพลางยิ้มแล้วหันไปมองทางฮูหยินสอง
ไท่ฮูหยินมองฮูหยินสองแล้วถอนหายใจเล็กน้อย “เจ้าจะไม่อยู่ต่อจริงๆ หรือ นี่ก็ใกล้จะตรุษจีนแล้ว…”
วันที่สิบเอ็ดฮูหยินสองจะกลับไปที่ซีซานหลังจากพิธีศพขององค์ชายห้า วันนั้นทุกคนจะต้องไปท่องบทสวด ร่ำสุรา และทำความเคารพที่แท่นบูชา
นางยิ้มแล้วพูดว่า “สองวันหลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ข้าจะเชิญท่านไปเดินย่ำหญ้าสีเขียว” เป็นการปฏิเสธคำเชิญของไท่ฮูหยินอย่างอ้อมค้อม
แววตาไท่ฮูหยินหม่นลง นางกำชับฮูหยินสามว่า “สิ่งที่เตรียมในจวนให้เตรียมสำหรับทางด้านซีซานสักหนึ่งชุดด้วย”
ดูเหมือนว่าฮูหยินสามจะคาดเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ นางยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าได้เตรียมไว้แล้ว เมื่อถึงเวลา จะขาดของพี่สะใภ้สองไปได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
ฮูหยินสองยิ้มให้ฮูหยินสามเล็กน้อย “ขอบคุณน้องสะใภ้สาม รบกวนเจ้าแล้ว”
“พี่สะใภ้สองพูดอะไรกัน นี่เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
ทั้งสองคนพูดคุยกัน มีบ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่า “หมอหลวงหลิวจากสำนักหมอหลวงมาขอรับ”
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง
สวีลิ่งอี๋พูดคำไหนก็คำนั้น ไปเชิญหมอหลวงมาตั้งแต่เช้าตรู่
สืออีเหนียงไม่ทันตั้งตัว ฝืนลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ข้ารู้สึกไม่สบายเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
เมื่อไท่ฮูหยินได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นว่า “เจ้าไม่สบายที่ใด เหตุใดจึงไม่บอกข้า สองสามวันมานี้เอาแต่วิ่งหน้าวิ่งหลังเข้าวังไปกับข้า”
สืออีเหนียงใบหน้าแดงก่ำ นางไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ฮูหยินสามร้อง “หา!” ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “หรือว่าน้องสะใภ้สี่จะท้องแล้ว”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เจ้าค่ะ” สืออีเหนียงรีบอธิบาย “ข้าแค่รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย”
นางรู้ว่าไท่ฮูหยินหวังว่าในเรือนจะมีเรื่องครึกครื้น กลัวว่าฮูหยินสามจะทำให้ไท่ฮูหยินเข้าใจผิด ยิ่งมีความหวังมากเท่าใดก็ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น นางกลัวว่าไท่ฮูหยินจะเสียใจ
ใบหน้าของไท่ฮูหยินมีความผิดหวังอยู่เล็กน้อย
******
หมอหลวงหลิววางผ้าเช็ดหน้าลงบนข้อมือสืออีเหนียงแล้วตรวจชีพจร ไท่ฮูหยินถามอย่างเป็นกังวลว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”
“อายุยังน้อย ร่างกายแค่อ่อนแรงเล็กน้อย” หมอหลิวยิ้มแล้วพูดว่า “บำรุงหนึ่งถึงสองปีก็ดีขึ้นแล้ว”
ไท่ฮูหยินถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เช่นนั้นก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
หมอหลวงหลิวที่อายุหกสิบกว่าปีได้เขียนใบเทียบยาด้วยตัวเอง ไท่ฮูหยินกำชับป้าตู้ให้นำใบสั่งยาไปส่งให้พ่อบ้านไป๋ “จัดยาตามเทียบยานี้ นำกลับมาให้ข้าดูก่อนแล้วค่อยนำไปต้ม”
ป้าตู้ตอบรับแล้วเดินออกไป
สืออีเหนียงรู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้ไท่ฮูหยินเป็นกังวล แล้วยังถามอาการของนางด้วยตัวเองอีก
ไท่ฮูหยินคิดว่าสืออีเหนียงคงจะจัดสรรเวลาของตัวเองไว้ก่อนและหลังระดู คิดว่านางรู้สึกไม่สบายใจจึงปลอบใจนางว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร จวนเราไม่ได้ยากจนที่จะไม่มีโสมกับรังนกทาน”
สืออีเหนียงรู้สึกซาบซึ้งใจที่ไท่ฮูหยินปลอบใจนางในสถานการณ์เช่นนี้ จึงรีบพูดว่า “ข้าจะกินยาบำรุงร่างกายให้ดีเจ้าค่ะ”
ไท่ฮูหยินยิ้มแล้วพยักหน้า “ต้องอย่างนี้สิ”
ขณะที่กำลังพูดคุย โจ๊กล่าปาจากในวังก็มาถึงแล้ว
ทุกคนรับโจ๊กล่าปามาแล้วมอบของกำนัลให้คนที่มาจากในวัง นำโจ๊กมาวางตามธรรมเนียมสมัยก่อน ทานโจ๊กอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว เทียบยาของสืออีเหนียงก็มาถึง
ไท่ฮูหยินตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนอยู่สักพักจึงมอบยาให้ป้าตู้ “เอาไปต้มที่เรือนข้า ทุกวันเมื่อมาคารวะข้าที่นี่ก็ให้มาปรนนิบัติฮูหยินสี่ดื่มยา”
ป้าตู้ยิ้มแล้วรับไป สืออีเหนียงรีบเข้าไปขอบคุณไท่ฮูหยิน
“เจ้าดูแลร่างกายให้แข็งแรงก็พอแล้ว” ไท่ฮูหยินพูดต่อว่า “ส่วนเรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” จากนั้นฮูหยินสองก็พาไท่ฮูหยินไปพักผ่อนด้วยกัน
สืออีเหนียงเชิญป้าตู้มาที่เรือนของตัวเอง ใช้ปลายเข็มเจาะรูบนใบหูให้เจินเจี่ยเอ๋อร์
“เจ็บหรือไม่” นางเห็นเจินเจี่ยเอ๋อร์หน้าซีดเผือก
ตอนที่นางฟื้นขึ้นมาก็เจาะหูเรียบร้อยแล้ว ภพชาติที่แล้วก็ยังไม่เคยเจาะจึงไม่รู้ว่าการเจาะหูรู้สึกอย่างไร
เจินเจี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ไม่เจ็บเจ้าค่ะ”
ต่อให้เจ็บก็ทำอะไรไม่ได้ กลัวว่าในภายภาคหน้าจะถูกแม่สามีรังเกียจเอา
สืออีเหนียงมอบสร้อยข้อมือทองคำคู่หนึ่ง ปิ่นปักผมหยกประดับตัวอักษร ‘อายุ’ สีทองคู่หนึ่ง กำไลหยกอีกคู่หนึ่งเป็นของขวัญขอบคุณป้าตู้
ป้าตู้ไม่เกรงใจ ยิ้มขอบคุณแล้วกล่าวอำลา
สืออีเหนียงพาป้าตู้ไปส่งที่หน้าประตูด้วยตัวเอง จากนั้นก็กลับไปที่ห้องพาเจินเจี่ยเอ๋อร์ไปปักม่านกันลม
อีกสักครู่ก็จะต้นยามโหย่ว สวีลิ่งอี๋ยังไม่กลับมา แล้วก็ไม่ได้ส่งเด็กรับใช้มาบอกอะไร
หรือว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
สืออีเหนียงพาเจินเจี่ยเอ๋อร์ไปหาไท่ฮูหยินด้วยความกังวลใจ
เมื่อคำนับเสร็จ ฮูหยินสองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเจินเจี่ยเอ๋อร์ทันที นางยิ้มพร้อมกับเปิดหีบหยิบต่างหูดอกทับทิมสีทองคู่หนึ่งมอบให้เจินเจี่ยเอ๋อร์ “ไม่ทันไรเจินเจี่ยเอ๋อร์ของพวกเราก็โตเป็นสาวแล้ว”
ไท่ฮูหยินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน นางยิ้มแล้วพูดว่า “นี่เป็นความคิดของสืออีเหนียงอีกแล้วใช่หรือไม่”
เจินเจี่ยเอ๋อร์หน้าแดงเล็กน้อย “ท่านแม่บอกว่าเทศกาลล่าปาเป็นฤกษ์ดีในการเจาะหูเจ้าค่ะ”
ไท่ฮูหยินให้เว่ยจื่อไปหยิบต่างหูใบแปะก๊วยสีทองเงินใบเล็กๆ มามอบให้เจินเจี่ยเอ๋อร์ “เอาไว้ผลัดกันใส่”
เจินเจี่ยเอ๋อร์กล่าวขอบคุณแล้วรับมา
ฮูหยินสามยิ้มแล้วพูดว่า “วันหลังข้าจะนำมาให้”
เจินเจี่ยเอ๋อร์กล่าวขอบคุณ
มีเด็กรับใช้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน “ท่านโหวกลับมาแล้วขอรับ”