ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 466 แตกกิ่งก้านสาขา (กลาง)
ตอนที่ 466 แตกกิ่งก้านสาขา (กลาง)
หลังจากส่งแขกออกไปแล้ว บรรยากาศในจวนก็กลับมาเงียบสงัด
สืออีเหนียงเอนตัวพิงหมอนมองดูแม่นมกู้อาบน้ำให้จิ่นเกอ หงเหวิน อาจิน อวี่เหมยช่วยกันบิดผ้าและถือเสื้อผ้าอยู่ข้างๆ
ป้าวั่นยกยาเข้ามา
“ต้องทานอีกกี่วัน” สืออีเหนียงดื่มจนหมดเกลี้ยง
ป้าวั่นยิ้มแล้วพูดว่า “ทานจนขับเลือดเสียออกไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
แม่นมกู้อุ้มจิ่นเกอเดินเข้ามา
สืออีเหนียงหอมแก้มเขา เปิดผ้าห่มตัวเองออกแล้ววางเขาไว้ในผ้าห่มของตัวเอง
แม่นมกู้ลังเลที่จะพูด
ตามหลักแล้ว จิ่นเกอควรนอนกับแม่นม แต่สองสามวันมานี้ฮูหยินราวกับไม่รู้กฎเกณฑ์พวกนี้ ให้จิ่นเกอนอนกับตัวเอง ส่วนนางนอนบนตั่งนั่งเหม่ยเหรินข้างเตียง
สืออีเหนียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
สามวันแล้ว นางมั่นใจว่าตัวเองป้อนนมบุตรเองไม่ได้ แต่ในฐานะแม่หากนางไม่พยายามใช้เวลากับอยู่ลูกให้มากหน่อย เกรงว่าในความทรงจำของเขาคงจะมีแต่กลิ่นอายของแม่นม
หู่พั่วส่งสัญญาณให้ฟังซีและชิวอวี่ รู้ว่าสืออีเหนียงคิดอะไร คนหนึ่งยิ้มแล้วช่วยยกผ้าปูที่นอนมาให้แม่นมกู้ อีกคนหนึ่งเอ่ยเตือนแม่นมกู้ “ดึกแล้ว รีบอาบน้ำนอนเถิดเจ้าค่ะ!”
แม่นมกู้ไม่กล้าถามอะไร เพียงคำนับแล้วเดินออกไป
ป้าวั่นเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ฮูหยินลำบากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวมีเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่”
สืออีเหนียงไม่ใช่คนที่ชอบทำให้คนอื่นลำบากใจ นางคล้อยตามคำพูดของป้าวั่น “ป้าวั่นมีอะไรก็พูดมาเถิด”
ป้าวั่นยิ้ม “บ่าวเห็นว่าเรือนของคุณชายน้อยหกยังไม่มีคนดูแล ท่านก็มีเรื่องต้องจัดการตั้งมากมาย บ่าวจึงอยากแนะนำท่านป้าผู้ดูแลคนหนึ่งให้ท่านเจ้าค่ะ!” พูดจบ ก็ไม่รอให้สืออีเหนียงถาม นางพูดอย่างตรงไปตรงมา “คำพูดที่ว่า แนะนำคนมีความสามารถควรแนะนำคนของตัวเอง ลูกสะใภ้คนที่สามของบ่าว อายุยี่สิบกว่าปี มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน หน้าตาสะอาดสะอ้าน ทำอะไรก็รอบคอบ ใครเห็นก็ชื่นชมนาง หากฮูหยินถูกใจ บ่าวพานางมาให้ฮูหยินดูดีหรือไม่เจ้าคะ!” พูดจบ นางก็มองไปที่สืออีเหนียงด้วยสายตาที่คาดหวัง
สืออีเหนียงตกใจ
คิดไม่ถึงว่าป้าวั่นจะแนะนำลูกสะใภ้ของตัวเองด้วยวิธีนี้
ความคิดนี้ผุดขึ้นมา แต่นางคิดว่าเช่นนี้ก็ไม่เลว
ป้าวั่นอายุมากแล้ว อีกสองปีก็คงจะต้องออกไปแล้ว ได้ยินมาว่าบุตรชายสองสามคนของนางล้วนแต่เป็นคนซื่อสัตย์ ทำงานอยู่ที่จวน นางเสี่ยงแนะนำลูกสะใภ้ของตัวเองเช่นนี้ คาดว่านางคงจะไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องยอมเสี่ยงเพื่อหาทางออกให้ครอบครัวในอนาคต
“เช่นนั้นวันไหนข้าว่าง ท่านก็พานางมาให้ข้าดูเถิด!”
ป้าวั่นดีอกดีใจ รีบเอ่ยขอบพระคุณสืออีเหนียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็ขอตัวออกไป
หู่พั่วขมวดคิ้ว “ป้าวั่นคนนี้ จะว่าไปแล้วนางคือคนของไท่ฮูหยินนะเจ้าคะ ทำไมถึงไม่รู้อะไร มาขอร้องท่านตรงๆ เช่นนี้ หากท่านไม่ตอบตกลง ก็แสดงว่าไม่เห็นแก่หน้าไท่ฮูหยิน หากท่านตอบตกลง แล้วหากลูกสะใภ้ของนางไม่เหมาะสมจะทำเช่นไรกัน บ่าวคิดว่า ถึงตอนนั้นไม่สู้ตอบกลับไปตรงๆ เพราะเช่นไรก็ต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจอยู่แล้ว แทนที่จะไล่นางออกไปเพราะไม่เหมาะสม ไม่สู้ปฏิเสธไปเสียตั้งแต่แรกดีกว่าเจ้าค่ะ”
“ยังไม่ได้เจอนาง ไม่ควรรีบสรุป” สืออีเหนียงงยิ้มแล้วพูดว่า “ป้าวั่นรีบร้อนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านางอยากได้งานนี้จริงๆ ข้าก็ลองคิดดูแล้ว หน้าที่ท่านป้าผู้ดูแล ไม่รู้ว่ามีตั้งกี่คนที่อยากเป็น วันนี้ป้าวั่นมาพูดเช่นนี้กับข้า หากไท่ฮูหยิน ฮูหยินสองหรือว่าฮูหยินห้าอยากจะแนะนำใคร เราจะตอบตกลงหรือว่าปฏิเสธดี ไม่สู้เลือกลูกสะใภ้ของป้าวั่น แค่นางรู้ความก็พอแล้ว!”
เป้าหมายของสืออีเหนียงคืออยากให้บุตรชายอยู่กับตัวเอง ถึงแม้ว่าป้าวั่นจะเป็นคนของไท่ฮูหยิน แต่จะว่าไปแล้ว นางก็เป็นแค่ป้ารับใช้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลคนตั้งครรภ์ ไม่ใช่ป้ารับใช้ผู้ดูแลที่มีอำนาจอะไร
หู่พั่วพยักหน้า
สืออีเหนียงถามถึงสวีลิ่งอี๋ “…ท่านโหวยังอยู่ที่เรือนปั้นเย่ว์พั่นหรือไม่”
พิธีสรงสาม พิธีครบเดือน แขกที่มาล้วนแต่เป็นบรรดาฮูหยิน สวีลิ่งอี๋จึงไปอยู่ที่เรือนปั้นเย่ว์พั่นตั้งแต่เช้าแล้ว
“ท่านโหวอยู่ที่เรือนปั้นเย่ว์พั่นเจ้าค่ะ” หู่พั่วยิ้ม “วันนี้ไม่ออกมาเลยทั้งวันเจ้าค่ะ”
อาจจะเป็นเพราะว่ากำลังอยู่เดือน สืออีเหนียงมักจะรู้สึกเหนื่อยล้า เลยบอกหู่พั่วและคนอื่นๆ ว่า “หากท่านโหวกลับมาแล้วพวกเจ้ารับใช้เขาให้ดี” จากนั้นก็หลับไปพร้อมกับจิ่นเกอ
อากาศในฤดูใบไม้ร่วง ดอกเบญจมาศบานเต็มลาน สวีลิ่งอี๋วาดรูปดอกเบญจมาศเสร็จ จากนั้นก็กลับมาที่เรือน เห็นแสงไฟสลัวของห้องเอ่อร์ฝังที่ลอดผ่านหน้าต่างออกมาส่องกระทบลงบนอิฐหินสีฟ้า ให้ความรู้สึกอบอุ่น เขาอดไม่ได้ที่จะเดินไปยังห้องเอ่อร์ฝัง
ฟังซีที่เฝ้ายามอยู่ พอเห็นสวีลิ่งอี๋ก็ตกใจ แต่สวีลิ่งอี๋กลับบอกนางว่าอย่าส่งเสียงดัง เขาเดินเข้าไปข้างในอย่างเบาเท้า
แม่นมกู้พึ่งจะเข้ามา ยังไม่รู้นิสัยของสืออีเหนียง แล้วยังนอนอยู่ในห้องเดียวกัน นางจะนอนหลับได้เช่นไร เมื่อได้ยินเสียงนางก็ลุกขึ้นมาดู ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ กับฟังซีด้วยความหวาดกลัว เห็นสวีลิ่งอี๋นั่งลงบนเตียง มองสืออีเหนียงและจิ่นเกออยู่นาน ลูบหัวจิ่นเกอเบาๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
*****
เช้าวันต่อมา ฮ่องเต้และฮองเฮาก็ส่งขันทีมาถามไถ่ถึงอาการของจิ่นเกอ สวีลิ่งอี๋คิดว่าหากวันนั้นไม่ได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้ บอกให้หมอหลวงอู๋ออกมาจากพระราชวังกับเขาทันที เขาจะออกมาเร็วขนาดนั้นได้เช่นไร เขาจึงเข้าไปขอบพระทัยในพระราชวังด้วยตัวเอง ออกมาจากพระราชวังก็เจอกับซุ่นอ๋อง อวี๋อี๋ชิงและจินฮั่นหลิน พวกเขาไม่ได้เจอกันนานแล้ว จึงพากันไปที่หอชุนซี
ป้าวั่นพาลูกสะใภ้คนที่สามของนางมาให้สืออีเหนียงดูตัว
เป็นเหมือนที่นางพูดไว้จริงๆ ลูกสะใภ้คนนี้ดูเป็นคนเฉลียวฉลาดและมีความสามารถ
สืออีเหนียงยิ้มแล้วถามนางว่า “เจ้าเคยทำงานในจวนหรือไม่”
“เคยเจ้าค่ะ” นางตอบด้วยรอยยิ้ม “เคยเป็นสาวใช้ระดับสองที่ลานข้างนอก รับใช้อยู่ที่โถงบุปผาเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นท่านป้าผู้ดูแล”
ก่อนจะมาหาสืออีเหนียงป้าวั่นบอกนางเอาไว้แล้ว นางจึงตอบกลับอย่างไม่หยุดคิด “ทำตามคำสั่งและอ่อนน้อมถ่อมตนเจ้าค่ะ”
สืออีเหนียงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ตักเตือนและชี้แนะ “เจ้าต้องจำประโยคนี้เอาไว้ให้ดี” จากนั้นก็บอกให้หู่พั่วพาสะใภ้วั่นไปที่เรือนของไท่ฮูหยิน ถือว่าจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว
เรื่องราวราบรื่นเช่นนี้ แน่นอนว่าป้าวั่นต้องดีใจ เมื่อได้รับคำตอบจากไท่ฮูหยิน สืออีเหนียงให้เวลาสะใภ้วั่นจัดการเรื่องที่บ้านห้าวัน นางคุกเข่าแล้วก้มหัวคำนับ มีบ่าวรับใช้วิ่งเข้ามารายงาน “ฮูหยินขอรับ มีจดหมายมาจากอวี๋หังขอรับ”
สืออีเหนียงกำลังรอจดหมายมาจากอวี๋หัง ได้ยินดังนั้นนางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “รีบนำเข้ามาเร็วเข้า”
สะใภ้วั่นจึงถือโอกาสขอตัวออกไป
หลัวเจิ้นซิ่งเป็นคนเขียนจดหมาย บอกว่าอวี๋หังอยู่ห่างไกลจากเยี่ยนจิง ต้องให้เวลากว่าครึ่งปีในการกำหนดงานแต่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแต่งงานออกเรือน ที่จวนยังมีเรื่องและกิจการที่ต้องจัดการ เขาคงจะปลีกตัวออกมาได้ตอนกลางเดือนสิบเอ็ด แต่หลังจากได้รับจดหมายก็ส่งหลัวเจิ้นเซิงสองสามีภรรยาและอี๋เหนียงหกพาสือเอ้อร์เหนียงมาที่เมืองหลวง ถึงตอนนั้นให้สืออีเหนียงช่วยดูแล จัดการเรื่องงานแต่งของสือเอ้อร์เหนียง โดยแต่งที่ตรอกกงเสียน
สืออีเหนียงนับวันดูแล้ว “เช่นนี้ก็หมายความว่า พี่สี่และอี๋เหนียงหกอีกสองวันก็น่าจะมาถึงแล้ว!”
หู่พั่วยิ้ม “เราบอกคุณชายสามดีหรือไม่เจ้าค่ะ คุณชายสามจะได้จัดการตรอกกงเสียน แล้วยังมีโจวฮูหยิน เงยหน้าก็เป็นแม่สื่อ ก้มหน้าก็รับลูกสะใภ้ โจวฮูหยินรู้เช่นนี้ ก็จะได้บอกเจิ้นหนานโหวซื่อจื่อ จะได้กำหนดวันแต่งงานเจ้าค่ะ”
ตอนแรก งานแต่งงานของสือเอ้อร์เหนียง ฝั่งชายเชิญเจิ้นหนานโหวซื่อจื่อ ส่วนฝั่งหญิงเชิญอวี๋อี๋ชิงให้เป็นคนจัดการ
สืออีเหนียงเห็นหู่พั่วคิดได้อย่างรอบคอบ นางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ เจ้าเป็นคนจัดการเถิด!”
*****
สวีลิ่งอี๋กลับมาถึงจวนก็ยามไฮ่แล้ว
ในลานมีกลิ่นไม้จันทน์ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
กลิ่นไม้จันทน์ไม่รุนแรงมากนัก
สวีลิ่งอี๋ขมวดคิ้ว
ตอนนี้…สืออีเหนียงไม่ใช่คนที่เคร่งครัดในศาสนา…เขาขยิบตาส่งสัญญาณให้หลินปัว
หลินปัวเดินเข้ามาก็ได้กลิ่นไม้จันทน์ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องของฉินอี๋เหนียงขึ้นมา สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็เดินตามกลิ่นนั้นไป
“ท่านโหวขอรับ” เขากลับมารายงานอย่างรวดเร็ว “กลิ่นมาจากลานเล็กทางทิศตะวันออกขอรับ”
สายตาของสวีลิ่งอี๋เป็นประกาย เขาพูดเสียงเบา “ไปดูกันเถิด!”
หลิวปัวหยิบตะเกียงมาจากมือบ่าวรับใช้ บอกให้พวกเขาอยู่ที่เดิม จากนั้นก็ไปที่ลานเล็กทางทิศตะวันออกกับสวีลิ่งอี๋
ในซอยยาวนั้นมีคนจัดโต๊ะเครื่องหอมเล็กๆ ที่มีเตาเผาเครื่องหอมวางอยู่ กำลังหันหน้าบูชาไปทางทิศตะวันตก
วันนี้คือวันที่สิบสี่เดือนสิบ พระจันทร์เต็มดวง เพราะว่าหันหลังให้พวกเขา พวกเขาเลยมองไม่เห็นว่าเป็นใคร แค่รู้สึกว่ารูปร่างผอมบาง ท่าทีสง่างาม สวมเสื้อกั๊กสีฟ้าเหมือนที่สาวใช้ชอบสวม…หลิวปัวเดินเข้าไปอย่างเบามือเบาเท้า เดินเข้าไปจับไหล่คนคนนั้นแล้วพูดเสียงขรึม “ใครกัน กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน มาทำอะไร…”
ยังพูดไม่ทันจบ คนคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาร้องด้วยความตกใจ เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงาม
หลินปัวราวกับจับมันฝรั่งที่กำลังร้อน เขารีบปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินถอยออกมาสองสามก้าว แล้วตะโกนด้วยความตกใจว่า “หยางอี๋เหนียง”
หยางอี๋เหนียงนั้นตกใจยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก นางตื่นตระหนกจนตัวสั่น จากนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าสวีลิ่งอี๋ “ท่าน ท่านโหวเจ้าคะ…”
สวีลิ่งอี๋ยืนอยู่ใต้กำแพงสูง แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในความมืด ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน เขาจับจ้องมายังหยางอี๋เหนียง
หยางอี๋เหนียงรีบอธิบาย “สองสามวันก่อนข้าได้ยินว่าคุณชายน้อยหกไม่สบาย จึงอธิษฐานต่อหน้าพระโพธิสัตว์” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เงียบสงัด ราวกับเสียงเครื่องลายครามที่กระทบกันก็ไม่ปาน “วันนี้จึงตั้งใจมาขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ที่นี่ในยามค่ำคืนที่ไม่มีผู้คนเจ้าค่ะ” นางเงยหน้าขึ้น มองสวีลิ่งอี๋ด้วยดวงตาที่สุกใส “คิดไม่ถึงว่าท่านโหวจะมา ล้วนแต่เป็นความผิดของข้าเจ้าค่ะ”
สวีลิ่งอี๋เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดเบาๆ “ดึกเกินไป ต่อไปอย่าทำเช่นนี้อีก”
หยางอี๋เหนียงก้มหน้าขานรับ “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น สวีลิ่งอี๋เดินออกไปจากห้องโถงแล้ว เห็นเพียงชายเสื้อที่พลิ้วไหว
นางรีบเรียกสาวใช้มาเก็บโต๊ะบูชา จากนั้นก็รู้สึกว่าเสื้อกั๊กของตัวเองเปียกชุ่มและเย็นไปหมด
*****
สองสามวันต่อมา หลัวเจิ้นเซิงและคนอื่นๆ ก็มาถึงเมืองหลวง แถมยังพาแขกตัวน้อย อิงเหนียงที่อายุสองขวบมาด้วย
“ไอ๊หยา จะว่าไปแล้ว อิงเหนียงและจิ่นเกอของเราเกิดวันที่สิบเหมือนกัน” คุณนายสี่สกุลหลัวอุ้มจิ่นเกอพลางสำรวจมองซ้ายมองขวา นางชื่นชอบเขาเป็นอย่างมาก “อวี๋หังยังไม่ได้รับจดหมายใช่หรือไม่ หากรู้เช่นนี้น่าจะรีบออกเดินทาง บางทีอาจจะมาทันพิธีสรงสามของจิ่นเกอก็ได้”
สืออีเหนียงลูบหัวอิงเหนียงที่ยืนอยู่บนเตียงนางเบาๆ “ที่จวนทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินพี่ใหญ่บอกว่า มีกิจการต้องจัดการ ดังนั้นเขาน่าจะมาตอนกลางเดือนสิบสอง จัดการกิจการอะไรหรือ”
รอยยิ้มของคุณนายสี่สกุลหลัวพลันแข็งทื่อ จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “ข้าก็ไม่รู้รายละเอียด เจ้าก็รู้ว่าข้าและพี่สี่ของเจ้าล้วนแต่เป็นคนไม่มีอะไรทำ เรื่องเช่นนี้ พวกข้าไม่กล้าเข้าไปยุ่ง พวกข้าจะไปถามได้เช่นไร” นางพูดประโยคสุดท้ายด้วยท่าทีหยอกล้อ ทำให้บรรยากาศในห้องครึกครื้นขึ้นไม่น้อย