ร้านขายของชำวันสิ้นโลก: แค่มาม่าก็แลกทองได้แล้ว - บทที่ 112 - ใจคนมุ่งไปทางไหน กระแสก็มุ่งไปทางนั้น
- Home
- ร้านขายของชำวันสิ้นโลก: แค่มาม่าก็แลกทองได้แล้ว
- บทที่ 112 - ใจคนมุ่งไปทางไหน กระแสก็มุ่งไปทางนั้น
บทที่ 112 – ใจคนมุ่งไปทางไหน กระแสก็มุ่งไปทางนั้น
“ทั้งหมดคือคุณหลินมอบให้พวกเรา”
คำพูดนี้ดังขึ้น หลังจากความเงียบสงัดชั่วครู่ เสียงอึกทึกครึกโครมก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
“คุณหลิน! คือเจ้าของเมืองใหม่นั่น!”
“ทำไมเขาถึงให้ของพวกเราเยอะขนาดนี้?”
“ไม่คิดเลยว่าชาตินี้จะได้เห็นของกินเยอะขนาดนี้อีก!”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่อุ้มลูกอยู่ เมื่อมองดูกองข้าวสารและแป้งสาลีที่สูงเป็นภูเขาลูกเล็ก น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอปิดปาก ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
นับตั้งแต่วันสิ้นโลก ลูกของเธอก็ไม่เคยกินอิ่มแม้แต่มื้อเดียว ฟางโจวสามารถปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาได้ แต่กลับไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะมีเสบียงที่เพียงพอ
เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่ควรคาดหวังอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อเทียบกับคนที่ตายไปแล้ว เธอกับลูกของตัวเองโชคดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทุกครั้งที่ลูกหิวจนร้องไห้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้าได้กินอิ่มก็คงจะดี
ตอนนี้ ความหวังอยู่ตรงหน้าแล้ว
สีหน้าของไห่ซานเต๋อ ไม่สามารถใช้คำว่าน่าเกลียดมาบรรยายได้อีกต่อไป
“อาเหยา!”
เสียงของเขาบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ
“เธอขายฟางโจวไปแล้วเหรอ!”
เสียงตะโกนนี้ ทำให้เสียงอึกทึกครึกโครมบนจัตุรัสเบาลงมาก สายตาของทุกคนพุ่งมาที่นี่
คนหนึ่งคือผู้ร่วมก่อตั้งฟางโจว ผู้มีบารมีและเป็นที่เคารพอย่างสามลุง อีกคนคือผู้นำคนปัจจุบันของฟางโจว กัปตันผู้เด็ดขาด
“ฉันไม่ได้ขายฟางโจว”
เสียงของกัปตันดังผ่านเครื่องขยายเสียง ชัดเจนจนทุกคนได้ยิน
“ฉันแค่หาทางรอดให้ฟางโจว ให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้”
เธอชี้ไปยังเสบียงเหล่านั้น
“สามลุง ท่านบอกฉันสิว่า ในโกดังของฟางโจวเรา มีข้าวสารแป้งสาลีเยอะขนาดนี้ไหม?”
“เรามีอาหารกระป๋องเนื้อเยอะขนาดนี้ไหม?”
“เราเอายาออกมาได้มากขนาดนี้ เพื่อรักษาพี่น้องที่บาดเจ็บและเด็กที่ป่วยได้ไหม?”
“เรามีไหม!”
ประโยคสุดท้ายของกัปตัน เสียงสูงขึ้นทันที
ริมฝีปากของไห่ซานเต๋อสั่นระริก ไม่สามารถโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว ผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่อยู่ข้างหลังเขา ก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับกัปตัน
“เราไม่มี!” กัปตันถามเองตอบเอง เสียงแฝงไปด้วยความเย็นชา
“เราทำได้แค่ดูพี่น้องติดเชื้อตายเพราะขาดแคลนยา ดูครอบครัวของเราหิวโหย ดูลูกหลานของเราผอมแห้ง!”
“แต่คุณหลิน เขาสามารถให้ได้!”
“เขาไม่เพียงแต่ให้เสบียงอาหารแก่พวกเรา แต่ยังให้อาวุธแก่พวกเราด้วย!”
กัปตันก้มลง หยิบปืนไรเฟิลอัตโนมัติใหม่เอี่ยมกระบอกหนึ่งออกมาจากกล่องที่เปิดอยู่
เธอชูปืนขึ้นสูง
“ปืนไรเฟิลอัตโนมัติใหม่เอี่ยม! ยังมีกระสุนอีกหนึ่งหมื่นนัด!”
“มีของเหล่านี้ ทหารของเราเวลาเผชิญหน้ากับฝูงซอมบี้ ก็ไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกอีกต่อไป!”
“มีของเหล่านี้ เราถึงจะมีสิทธิ์พูดถึงอนาคต!”
บนจัตุรัส เหล่าทหารของฟางโจว หายใจหนักขึ้น พวกเขาจ้องมองปืนในมือของกัปตัน และลังไม้สองใบที่เต็มไปด้วยกระสุน
ในฐานะนักรบ ไม่มีใครเข้าใจคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้ดีไปกว่าพวกเขา
“อาเหยา เธอกำลังใช้ของของหลินโม่ มาซื้อใจคนของเราเอง!”
ไห่ซานเต๋อโกรธจนตัวสั่น
“รากฐานของฟางโจวเรา สร้างขึ้นด้วยเลือดและหยาดเหงื่อของพวกเราเอง! ไม่ใช่ด้วยการให้ทานของคนอื่น!”
“เรามีศักดิ์ศรีของเรา!”
“ศักดิ์ศรี?”
กัปตันหัวเราะ
“สามลุง ศักดิ์ศรีกินไม่ได้”
เธอลงจากกระบะรถ เดินเข้าไปในฝูงชน แล้วดึงผู้หญิงที่อุ้มลูกคนนั้นขึ้นมา
“ท่านไปถามเธอสิว่า ศักดิ์ศรีสำคัญ หรือลูกของเธอได้กินซุปเนื้อร้อนๆ สักคำสำคัญกว่ากัน?”
เธอชี้ไปยังทหารที่แขนขาดคนหนึ่ง
“ท่านไปถามเขาอีกสิว่า ศักดิ์ศรีสำคัญ หรือมีปืนดีๆ สักกระบอก ที่จะทำให้เขากับเพื่อนทหารของเขารอดชีวิตสำคัญกว่ากัน?”
“พวกเรา…”
ไห่ซานเต๋ออยากจะพูดอะไรต่อ แต่กลับถูกเสียงที่ดังมาจากในฝูงชนขัดจังหวะ
“กัปตันพูดถูก!”
เสียงผู้ชายแหบแห้งดังขึ้น
“ฉันเบื่อที่จะต้องมากินอาหารแห้งขึ้นราทุกวันแล้ว!”
“ฉันก็เบื่อแล้วเหมือนกัน! น้องชายฉันออกภารกิจครั้งที่แล้ว ก็เพราะปืนขัดลำกล้อง ถึงได้ถูกซอมบี้กัดตาย!”
“พวกเราจะตามกัปตัน!”
“ใช่! ฟังกัปตัน! มีเนื้อกิน มีปืนใหม่ใช้!”
“กินข้าวของใคร ก็ต้องฟังคำสั่งคนนั้น! เหตุผลง่ายๆ แค่นี้ ข้าเข้าใจ!”
“คนที่รอดชีวิตถึงจะมีสิทธิ์พูดถึงศักดิ์ศรี!”
อารมณ์ของฝูงชนถูกจุดติดขึ้นโดยสิ้นเชิง
สายตาที่พวกเขามองไปยังกัปตัน เต็มไปด้วยการสนับสนุน ส่วนสายตาที่มองไปยังไห่ซานเต๋อและผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่อยู่ข้างหลังเขา ก็มีความห่างเหินและไม่พอใจเพิ่มเข้ามา
ร่างกายของไห่ซานเต๋อโงนเงน
เขาเคยคิดมาตลอดว่า ในฐานะผู้ก่อตั้งฟางโจว เขามีอำนาจในการพูดอย่างเด็ดขาด แต่ตอนนี้เขาถึงได้พบว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าการเอาชีวิตรอด สิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีและความจงรักภักดี ช่างเปราะบางเหลือเกิน
ใจคน แตกสลายแล้ว
ไม่ ไม่ใช่แตกสลาย แต่ถูกพลังที่แข็งแกร่งกว่า บิดรวมกันเป็นเชือกเส้นใหม่
“สามลุง”
กัปตันเดินมาอยู่หน้าเขา เสียงเบาลงเล็กน้อย
“ฟางโจวรวมเข้ากับเมืองใหม่ ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่”
เธอเล่าแนวคิดของหลินโม่เกี่ยวกับด่านหน้าและสภาเทศบาลให้ฟังอย่างคร่าวๆ
“คุณหลินบอกแล้วว่า ฐานที่มั่นฟางโจวจะไม่ถูกทิ้งร้างโดยตรง หรืออาจจะมีการก่อสร้างใหม่ ต่อไปนี้จะเป็นด่านหน้าของเมืองใหม่”
“ส่วนท่านและอาๆ ทุกคน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรทำ”
“เมืองใหม่จะจัดตั้งสภาเทศบาล เชิญทุกท่านเป็นสมาชิกรุ่นแรก เพื่อให้คำปรึกษาในการก่อสร้างเมืองใหม่”
“ประสบการณ์ของพวกท่าน คือสมบัติล้ำค่าของทุกคน”
ไห่ซานเต๋อนิ่งไป ผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็นิ่งไปเช่นกัน
พวกเขาจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกหลินโม่ชำระบัญชี ถูกปลดทุกอย่าง กลายเป็นพลเรือนธรรมดา หรือแม้กระทั่งตายอย่างไม่รู้ตัว
แต่ไม่คิดว่า หลินโม่จะจัดทางลงแบบนี้ให้พวกเขา
เข้าสู่สภา
นี่ทั้งรักษาสักดิ์ศรีให้พวกเขา และยังให้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้อีกด้วย
ไห่ซานเต๋อมองดูกองเสบียงที่กองเป็นภูเขาตรงหน้า แล้วมองไปยังสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังรอบๆ สุดท้าย สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลานสาว
ในแววตาของเธอไม่มีความลำพองใจ ไม่มีความปรารถนาในอำนาจ มีเพียงความสงบที่เหมือนยกภูเขาออกจากอก
ลมหายใจยาวๆ ถูกพ่นออกมาจากอกของไห่ซานเต๋อ
เขาทั้งคน ราวกับแก่ลงไปสิบปีในทันที
“ฉัน… เข้าใจแล้ว”
เขาโบกมือ หันหลังเดินไปยังที่พักของตัวเอง แผ่นหลังดูโดดเดี่ยว
ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ สบตากัน แล้วก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ
คลื่นลมที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายภายใน ก็สงบลงเช่นนี้
กัปตันมองดูแผ่นหลังที่พวกเขาจากไป ในใจไม่ได้มีความสุขของชัยชนะ
เธอหันกลับมา เผชิญหน้ากับประชาชนนับพันบนจัตุรัส สั่งการเสียงดัง
“ไป๋ลู่!”
“ค่ะ!”
“จัดคน ตรวจนับเสบียง! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาตรฐานอาหารของทุกคนในฟางโจว เพิ่มเป็นสองเท่า!”
“แจกจ่ายปืนกับกระสุน!”
“ค่ะ!”
คำตอบของไป๋ลู่ ถูกกลบด้วยเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังสนั่นหวั่นไหว