ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 163 เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
บทที่ 163 เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หั่วเอี๋ยนที่กำลังค่อยๆคืบคลานออกมาด้วยความเกลียดชัง ความเกลียดชังของเขาที่มีต่อฉิงเทียนนั้นได้สูงทะลุฟ้าไปแล้ว เขาจึงได้พูดสาบานในใจ: ฉิงเทียนข้าจะไม่ขออยู่ร่วมโลกกับเจ้า ข้าจะทำให้เจ้าต้องก้มลงคุกเข่าแทบเท้าข้าวันหนึ่งและร้องไห้ขอร้องข้าให้ยกโทษ
แต่ในเวลานี้เขายังไม่สามารถทำอะไรได้ หั่วเอี๋ยนได้ฝืนเก็บเอาจิตใจอาฆาตนี้เอาไว้ในใจก่อน เมื่อมองภาพรวมแล้วเขายังไม่สามารถทำอะไรได้ ยิ่งไปกว่านั้นในมือของฉิงเทียนก็ยังมีตราประทับที่สามารถกดพลังเขาได้อยู่ด้วย ในเวลานี้ถ้าเขาใช้พลังเต็มกำลัง เขาก็สามารถเปลี่ยนกลับคืนร่างเดิมได้ทันที แต่เขาไม่สามารถที่จะคืนร่างเดิมที่นี่ได้ ถ้าเขาถูกพบว่าถูกรังแกด้วยสภาพของหั่วหวาที่เป็นแค่เด็กรับใช้ของหั่วเต๋อซิงจวินก็จะไม่มีปัญหาอะไร
ถ้าเขากลับคืนร่างเดิมตอนนี้ กลายเป็นหั่วเอี๋ยนลูกชายเพียงคนเดียวของหั่วเต๋อซิงจวิน เขาคงได้ถูกผู้คนประณามแน่! เป็นถึงเซียนแต่กลับถูกมนุษย์ธรรมดาเล่นงานและทำให้บาดเจ็บอย่างหนัก
ถ้าเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั้งสวรรค์เขาจะสู้หน้าเซียนคนอื่นได้อย่างไร ทั้งๆที่พ่อของเขาก็เป็นถึงทวยเทพ แต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถฆ่าฉิงเทียนได้ เพราะฉิงเทียนมีตราประทับแต่เขาไม่มีอะไรเลย! เขาไม่สามารถที่จะฆ่าฉิงเทียนในสวรรค์ได้
อดทน, อดทนไว้ก่อน หนทางเดียวคือจะต้องรอให้ฉิงเทียนผ่านพ้นช่วงวันเหล่านี้ไปก่อน แล้วจากนั้นเขาก็จะฆ่าฉิงเทียนราวกับมด เขาจะต้องอดทนไว้ก่อน หั่วเอี๋ยนท่องคำเหล่านี้เอาไว้ในใจของเขา
ตำหนักของหั่วเต๋อซิงจวิน
หั่วเอี๋ยนได้กลับคืนร่างเดิมแล้วและนั่งอยู่ที่เก้าอี้ เมื่อกลับมาถึงที่บ้านหั่วเอี๋ยนก็ได้ปลดปล่อยความโกรธในใจของเขาออกมา
“แกต้องตายฉิงเทียน แกบังอาจหยามข้าถึงขนาดนี้”
ส่วนเทพน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆเขานั้นคือหั่วหวาตัวจริง เขานั้นมองดูอย่างสั่นกลัวเมื่อมองไปที่หน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของเขา
“เจ้ามนุษย์ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!” แก้วชาในมือของหั่วเอี๋ยนนั้นได้แตกออกเป็นชิ้นๆ เขานั้นต้องทรมานกับการโดนเหยียดหยามอย่างมาก แต่เขากลับไม่สามารถที่จะล้างแค้นได้เลยทั้งๆที่เขาทุกข์ทรมานมากขนาดนี้
หั่วหวามองไปที่ลูกชายของเจ้านายของเขา ทำไมเขาถึงได้ดูโกรธมากขนาดนั้นตั้งแต่เขากลับมาถึงบ้าน หั่วหวาไม่เคยเห็นเขาโกรธจัดเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่เขาเกิดมา แล้วคนที่ชื่อฉิงเทียนที่หลุดปากออกมานั้นไปล่วงเกินนายน้อยของเขาได้อย่างไรกัน?”
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในจิตใจของเขา แต่เขาไม่กล้าที่จะถามออกไป
“หั่วหวา เจ้ามีวิธีที่ที่จะฆ่ามนุษย์บ้างไหม?” จู่ๆ เสียงของนายน้อยของเขาก็ได้มาเขาหูของหั่วหวา
“นายน้อยขอรับ ถ้าเป็นแค่มนุษย์โลกแค่ให้ใครสักคนในสวรรค์ไปฆ่าเขาก็พอแล้ว…..” ขณะที่พูดอยู่เขาก็ได้ทำท่าบีบคอด้วยมือของตัวเอง
เมื่อได้ยินที่หั่วหวาเสนอแนะมา หั่วเอี๋ยนก็ได้โยนเศษแก้วในมือของเขาลงกับพื้นด้วยความโกรธ “ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก ถึงเขาจะเป็นแค่มนุษย์แต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 9”
“เป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์จะกลายเป็นเจ้าหน้าที่บนสวรรค์ระดับ 9 ได้? “ หั่วหวาพูดอย่างประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่ามนุษย์นั้นได้เป็นเจ้าหน้าที่สวรรค์ระดับ 9
เขาอยู่บนสวรรค์มาก็เป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว เขายังเป็นได้แค่เด็กรับใช้ของหั่วเต๋อซิงจวิน แม้แต่นายน้อยของเขาเองก็ยังไม่มีตำแหน่งใดๆเลย ในตอนนั้นเองที่เขานึกขึ้นมาได้ว่านายน้อยของเขานั้นอดได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 9 ซึ่งเขาได้ยินมาว่าถูกมนุษย์แย่งเอาตำแหน่งนั้นไปเสียก่อน และดูเหมือนว่าชื่อของเขานั้นก็ชื่อว่าฉิงเทียนเสียด้วย เมื่อคิดได้เช่นนี้และมองไปที่ใบหน้าที่โกรธแค้นของนายน้อย และสภาพที่เดินเขยกมาเมื่อสักครู่ เขาจึงนึกขึ้นมาได้ว่านายน้อยจะต้องพ่ายแพ้ให้กับฉิงเทียนที่เป็นคนธรรมดามาแน่ๆ มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถทำให้นายน้อยของเขาต้องพ่ายแพ้เช่นนี้ในสวรรค์ได้ เขาจึงได้รู้สึกกลัวคนที่ชื่อฉิงเทียนขึ้นมา
“ถึงแม้ว่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับ 9 นั้นจะฟังดูไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็เป็นถึงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของสวรรค์” หั่วหวานั้นคิดที่จะเกลี้ยกล่อมเขา แต่เขากลับขัดโดยหั่วเอี๋ยนเสียก่อน “ข้าไม่ขออยู่ร่วมโลกกับเจ้านั่นแน่ เจ้าแค่คิดวิธีการที่จะฆ่าเจ้าหมอนั่นให้ได้ก็พอ”
มองไปที่นายน้อยของเขาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง หั่วหวาก็รู้ดีว่าเกลี้ยกล่อมต่อไปก็ไร้ประโยชน์ จากนั้นเขาจึงได้คิดอยู่สักพักแล้วพูดขึ้นมา “อย่างที่ว่ากันเอาไว้ รู้เขารู้เราสู้ร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นายท่านรู้อะไรเกี่ยวกับฉิงเทียนบางล่ะขอรับ”
“คือว่า….” หั่วเอี๋ยนส่ายหัวของเขา เขาแค่รู้มาจากพ่อของเขาว่าตำแหน่งของเขานั้นได้ถูกแย่งเอาไปโดยฉิงเทียน ถึงแม้ว่าเขาจะสนใจในตัวของฉิงเทียนมากในเวลานั้น แต่ต่อมาพอเขาทราบว่าฉิงเทียนนั้นเป็นแค่มนุษย์ เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีกเลย ไม่แม้แต่จะสืบด้วยว่าหน้าตาของฉิงเทียนนั้นเป็นอย่างไรจนกระทั่งเขาได้ไปพบในวันนี้
เมื่อเห็นท่าทีของหั่วเอี๋ยนแล้ว หั่วหวาก็รู้ได้ในทันที นายน้อยของเขานั้นน่าจะไม่ได้เอาเรื่องของฉิงเทียนมาใส่ใจแต่แรกแล้ว
“นายน้อยขอรับ ดูเหมือนว่าเราคงจะต้องตามสืบเรื่องของเขาก่อนที่จะลงมือทำอะไรเพิ่มนะขอรับ” หั่วหวาได้เสนอความคิดเห็นในฐานะลิ่วล้อ “นายน้อยขอรับ พวกเราน่าจะหาใครสักคนให้ไปสะกดรอยตามเขาเสียก่อนนะขอรับ ถ้าเขาเป็นแค่มนุษย์ พวกเราก็น่าจะให้มนุษย์สักคนที่เชี่ยวชาญวิชาเต๋าไปตามตรวจสอบเขาก็ได้นะขอรับ”
“จริงด้วยสิ ทำไมข้าถึงไม่เคยคิดมาก่อนนะ” หั่วเอี๋ยนผงกหัวอย่างดีใจ “แต่ข้าจะออกคำสั่งไปยังลูกศิษย์ของพ่อข้าที่อยู่โลกเบื้องล่างได้อย่างไร ในเมื่อในเวลานี้ทั้งสามโลกได้ถูกแยกออกจากกันแล้ว เซียนอย่างพวกเราไม่สามารถไปยังโลกมนุษย์ได้ แม้แต่พ่อของข้ายังทำไม่ได้เลย ข้าไม่รู้เหมือนกันว่ามนุษย์อย่างฉิงเทียนสามารถข้ามโลกมาได้อย่างไร
“นายน้อยขอรับ นายท่านรักท่านจะตายไป ท่านลองเลียบๆเคียงๆถามนายท่านดู ข้าเชื่อว่านายท่านจะต้องบอกท่านแน่ขอรับ” หั่วหวาพูดต่อ ถึงแม้ว่านายน้อยของเขานั้นจะไม่ค่อยมีความกระตือรือร้น แต่การฝึกวิชาของเขาก็ยังดีมากอยู่ ดังนั้นหั่วเต๋อซิงจวินจึงได้รักใคร่เขามา หากมีอะไรเกิดขึ้นหั่วเต๋อซิงจวินย่อมที่จะตามเช็ดก้นให้ลูกชายของเขาตลอด ซึ่งได้ทำให้นายน้อยกลายเป็นคนทำอะไรแหกกฎเช่นนี้
“จริงด้วย” หั่วเอี๋ยนพูดอย่างดีใจ จากนั้นเขาก็ได้พูดหั่วหวา “สมแล้วที่เป็นเด็กรับใช้ของข้า ไม่ต้องห่วงนะหั่วหวาข้าจะบอกพ่อของข้าให้ แล้วเจ้าได้เป็นผู้จัดการเทพน้อยของบ้านนี้”
“ขอบพระคุณขอรับนายน้อย เพื่อนายน้อยแล้วต่อให้ต้องตายก็ไม่ลังเลขอรับ”
มองไปที่ท่าทีของหั่วหวา แล้วก็ผงกหัวอย่างพึงพอใจ ให้เขาได้ฝันหวานสักหน่อยก็ได้ความจงรักภักดีกับเขามากขึ้นแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองคนนายบ่าวกำลังแสดงความจงรักภักดีกันอยู่นั้น ก็ได้มีรายงานเขามาจากทหารสวรรค์ประจำบ้านของเขาได้เข้ามารายงานเขา บอกว่ามีเทพน้อยฉุ่ยอว๋าได้มารอ ขอเข้าพบอยู่ที่ด้านนอก!
เมื่อได้ยินว่าเป็นฉุ่ยอว๋า หั่วเอี๋ยนที่กำลังยิ้มอยู่เมื่อสักครู่ ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าขยะแขยงขึ้นมาทันที แล้วไฟในใจของเขาก็ได้ถูกจุดขึ้นมาทันที และสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความอาฆาต ในใจของเขา เขาคิดว่าถึงแม้ว่าเขาจะถูกเหยียดหยามโดยฉิงเทียนก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นฉุ่ยอว๋าที่โบยเขาและฉุ่ยอว๋าเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องอดทนด้วย
ในเวลานี้เขายังลงมือกับฉิงเทียนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเทพน้อยอย่างฉุ่ยอว๋าที่มาหาเขาแทน
“เจ้าออกไปบอกเจ้านั่นว่า ข้าไม่ต้องการที่จะพบเขา” หั่วเอี๋ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าซึม
“ได้ขอรับ” หั่วหวาตอบเขา และสงสัยว่าทำไมหั่วเอี๋ยนที่ตอนแรกก็สดใสอยู่ดีๆจู่ๆถึงได้กลายเป็นหดหู่ไปได้ แล้วทำไมฉุ่ยอว๋าถึงได้มาพบกับเขาด้วย ทั้งๆที่พวกเขาไม่เคยพบกันมาก่อนเลยแท้ๆ แต่เขาก็ยังเดินออกไปหาฉุ่ยอว๋าข้างนอก
ด้านนอกอาคาร ฉุ่นอว๋ากำลังรออย่างกระวนกระวาย เมื่อฉิงเทียนได้ออกไปแล้ว ฉุ่ยอว๋าก็ได้รีบเดินทางมายังตำหนักของหั่วเต๋อซิงจวินโดยทันที เพื่อที่จะมาขอพบกับหั่วหวา อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่โบยหั่วหวาจึงต้องมาขอโทษ ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะเป็นเด็กรับใช้เหมือนกัน แต่เขานั้นไม่ใช่ที่โปรดปรานของนายท่านมากนัก ส่วนหั่วหวานั้นคงจะเป็นที่โปรดปรานมากแน่ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นทำไมหั่วหวาถึงได้กล้าที่จะล่วงเกินนายท่านฉิงแบบนั้นได้ แล้วในเวลานี้เขาได้ล่วงเกินหั่วหวาไปแล้ว ถ้าเกิดเรื่องหลุดออกมาคงได้เป็นการเกลียดชังกันไปตลอดแน่ เรื่องของพวกเขานั้นจะไม่ใช่เรื่องภายในระหว่างกันอีกแต่เป็นภายนอกรวมด้วย
อีกทางด้านของฉิงเทียนที่ได้กลับมายังสถานที่จัดงานเลี้ยงลูกท้อ ก็พบว่าไท่ไป๋จินซิงกับตือโป๊ยก่ายได้กลับมานั่งรอฉิงเทียนแล้ว
เมื่อเห็นฉิงเทียนกลับมา ตือโป๊ยก่ายก็ได้ลุกขึ้นยืนและถามเขา “น้องฉิง ที่ศิษย์พี่ใหญ่ได้บรรลุเป็นจุ่นเชิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับเจ้าจริงๆรึเปล่า?”
มองไปที่ตือโป๊ยก่ายที่มีท่าทีที่ตื่นเต้น เขาจึงนึกถึงเรื่องที่เขาให้เพลงหงอคงกับซุนหงอคง จนทำให้เขาบรรลุได้ มันก็เกี่ยวข้องกับเขาจริงๆนั่นแหละ ฉิงเทียนจึงได้ผงกหัวตอบกลับไป แต่ข่าวแพร่ไปไวดีจริงๆ
เมื่อเห็นฉิงเทียนผงกหัวตือโป๊ยก่ายก็ถามเขาอย่างตื่นเต้น “น้องฉิงเจ้าได้ให้เพลงกับเขาไปอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ครับ มีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอครับลูกพี่หมู” ฉิงเทียนถาม
ตือโป๊ยก่ายจู่ๆก็กุมมือของฉิงเทียนแล้วพูดขึ้น “น้องฉิง ข้าติดอยู่ในขั้นไท่อี่มานานนับพันปีแล้ว น้องฉิงเจ้าพอจะมีเพลงแบบที่ให้กับศิษย์พี่ใหญ่ แล้วทำให้ข้าบรรลุถึงขั้นต้าลัวที แล้วจากนี้ไปตาเฒ่าหมูจะนับถือน้องฉิงเป็นดั่งน้องแท้ๆของข้า ไม่ให้แพ้พี่น้องของข้าเลย”
พูดจบเขาก็มองมาที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่คาดหวัง และฉิงเทียนเองก็ตกใจกับท่าทีของตือโป๊ยก่าย จากนั้นเมื่อเขาได้ยินตือโป๊ยก่ายบอกให้เขามอบเพลงเขาก็รู้สึกอ้ำอึ้งขึ้นมา เพราะเขาไม่มีเพลงเช่นนั้นเลย อย่างไรเสียตือโป๊ยก่ายนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนกับซุนหงอคงในโลกอยู่แล้ว ถ้าหากจะมีก็มีแต่เพลงที่พูดถึงแต่ลูกสะใภ้ของตือโป๊ยก่าย ซึ่งเขาไม่สามารถเอาเพลงนี้ให้กับตือโป๊ยก่ายได้แน่
“ลูกพี่หมูครับ การบรรลุของมหาเซียนนั้นเป็นเพราะการบำเพ็ญเพียรของเขาเองครับ” ฉิงเทียนที่ผลักหัวใหญ่ๆของตือโป๊ยก่ายออกจากตัวของเขาไปไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี
“ข้าเองก็อยากได้เพลงเหมือนกัน เพลงที่สามารถทำให้บรรลุวิชาได้ ข้าเองก็อยากดวงดีเหมือนศิษย์พี่ใหญ่บ้าง” ตือโป๊ยก่ายพูดอย่างอิจฉา
ฉิงเทียนจึงไม่มีทางเลือกได้แต่มองไปที่ไท่ไป๋จินซิงแล้วส่งสายตาขอให้เขาช่วย
พี่ไท่ไป๋ได้โปรดช่วยผมเกลี้ยกล่อมลูกพี่หมูที ผมออกไปไม่ได้จริงๆ
ไท่ไป๋จินซิงก็เข้าใจได้ในทันที และหันไปหาตือโป๊ยก่ายแล้วพูดขึ้น “โป๊ยก่าย เจ้าอย่าไปพะเน้าพะนอน้องฉิงเลย เขาก็แค่ให้เพลงที่เหมาะสมกับมหาเซียนเท่านั้น รวมกับที่เขาบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว ทำให้มหาเซียนสามารถบรรลุวิชาได้”
“ส่วนเจ้านั้นเพิ่งจะถึงจุดยอดของขั้นไท่อี่เท่านั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนานนัก หากไร้ซึ่งการบำเพ็ญเพียร ต่อให้น้องฉิงเอาเพลงให้กับเจ้ามันก็เปล่าประโยชน์” ไท่ไป๋จินซิงเองก็ตกใจตอนที่เขาได้ยินว่ามหาเซียนซุนได้บรรลเพราะเพลงเพลงเดียวเช่นกัน แต่ต่อมาเมื่อเขาลองใคร่ครวญดีๆแล้วเขาก็พอจะเข้าใจเหตุผลได้ขึ้นมา
จริงๆแล้วตือโป๊ยก่ายเองก็เข้าใจเหตุผลอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเขาคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเขานั้นได้อยู่ในขั้นจุ่นเชิ่งแล้ว ในขณะที่เขายังอยู่แค่ขั้นไท่อี่เท่านั้น
เมื่อเห็นตือโป๊ยก่ายที่ยังมีทีท่าไม่ยอมแพ้ ไท่ไป๋จึงได้คิดใช้ไพ่ตาย “โป๊ยก่าย อีกเดี๋ยวฉางเอ๋อก็จะมาแล้ว ถ้าเจ้ายังอยู่ในสภาพนี้แล้วฉางเอ๋อมาเห็นเข้ามันจะดีหรือ?”
ตือโป๊ยก่ายเมื่อได้ยินชื่อของฉางเอ๋อ เขาก็ได้ปล่อยมือออกจากฉิงเทียนทันที ท่าทีที่กำลังขอของจากคนอื่นเมื่อสักครู่นั้นเปลี่ยนเป็นท่าทีที่เหมาะสมกับเซียนในทันที