ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 17 ซื้อไร่ผลไม้
บทที่ 17 ซื้อไร่ผลไม้
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่ในห้องนั้น ฉิงเทียนกดกับซูเสวี่ยด้วยร่างกายของเขา ฉิงเทียนนั้นกำลังเพลิดเพลินกับริมฝีปากที่หวานของซูเสวี่ย แต่สำหรับคุณซูสุดสวยนั้นเธอมองดูฉิงเทียนด้วยสายตาที่เบิกกว้าง เนื่องด้วยจูบเธอตอนทีเผลอ ซูเสวี่ยจึงได้แอบตะโกนร้องในใจของเธอ: นี่เป็นจูบแรกของฉันในรอบ 25 ปีเลยนะยะ!
ซูเสวี่ยจึงได้ผลักเขาด้วยมือของเธอ ฉิงเทียนจึงลุกขึ้นและลูบจมูกของเขาแล้วยิ้ม “เสวี่ยเอ๋อ ผมไม่ได้ตั้งใจนะ”
ซูเสวี่ยมองเขาแบบอายๆ “ทำไปแล้วยังจะมาพูดอะไรอีก นั่นจูบแรกของฉันเลยนะ”
ฉิงเทียนจึงลูบจมูกแล้วตอบกลับไป “นั่นก็จูบแรกของผมเหมือนกัน ดังนั้นคุณไม่เสียเปรียบหรอก”
“ฉิงเทียนรู้สึกคุณจะหน้าหนาขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ” ซูเสวี่ยหยิบผ้าห่มขึ้นมาจากเตียงแล้วโยนลงที่พื้น “แต่ไม่ว่ายังไงวันนี้คุณก็ต้องนอนที่พื้นนี่แหละ”
ฉิงเทียนเองก็รู้ดีว่าข้าวต้องทานทีละคำ(หมายถึงค่อยๆทำทีละขั้นตอน) และเขาก็ได้จูบแรกของซูเสวี่ยมาแล้ว เขาจึงไม่ควรที่จะรุกไปมากกว่านี้ ยังมีเวลาอีกยาวนาน ฉิงเทียนคิดอย่างภาคภูมิใจ
ในตอนกลางดึก มีแสงจันทร์สีเงินส่องประกายมาบนพื้น
ในห้องของฉิงเทียน ซูเสวี่ยได้หลับไปในเตียงแล้ว ส่วนฉิงเทียนที่นอนอยู่ที่พื้นนั้นก็รู้สึกได้ว่าซูเสวี่ยนั้นน่าจะหลับสนิทไปแล้ว เขาจึงได้แอบออกมา ปิดประตูและเดินไปที่ไร่ผลไม้
ที่ไร่ผลไม้ในยามค่ำคืนนั้นเงียบสงบมาก ไม่มีเสียงของสัตว์ใดๆทั้งสิ้น มีแค่เพียงเสียงของลมที่พัดมาโดนใบไม้เท่านั้น
ฉิงเทียนจึงอาศัยความกล้าในการเดินเข้าไปในไร่ผลไม้ คืนนี้เขาต้องการที่จะรู้ว่ามีอะไรที่อยู่ในไร่กันแน่
ซึ่งสามารถพูดได้ว่าตั้งแต่ที่ฉิงเทียนได้ฝึกวิชาสวรรค์โลกาขั้นแรกได้สำเร็จนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าโลกนั้นไม่ได้ธรรมดาเหมือนอย่างที่เขาคิดเมื่อก่อนอีกต่อไป บางต้นไม้ในไร่แห่งนี้นั้น มีรอยเลือดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมภายใต้แสงจันทร์ และฉิงเทียนก็คิ้วขมวดขณะที่มองดูต้นไม้ในไร่แต่ละต้น
ในไร่นั้น ฉิงเทียนได้เดินไประหว่างทางต้นไม้ด้วยไฟฉายในมือของเขา เขาอุทานขึ้นในใจของเขา: มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่? ในขณะที่เขาเดินเข้าไปหาต้นไม้ต้นที่ใหญ่ที่สุดนั้น ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงไอปีศาจที่หน้าแน่นมากกว่าที่อื่นๆ
ทุกครั้งที่สายลมพัดมาเป็นครั้งคราว ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นยะเยือก แต่รอบตัวเขากลับไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น
ทันใดนั้น ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่พัดมาถูกข้างหลังเขา ฉิงเทียนหันกลับไปก็พบชายคนหนึ่งที่หน้าตาดุดันและมีเลือดอยู่ทั่วใบหน้าของเขา เขามีเขี้ยวสีเขียวสองข้างที่ยาวออกจากปากของเขาได้ครึ่งเมตร กำลังจ้องมองมาที่ฉิงเทียนที่กำลังรู้สึกไม่ดี โดยเฉพาะภายใต้แสงจันทร์นี้ทำให้รู้สึกน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก
ฉิงเทียนตะโกนออกมาเสียงดัง: “แกเป็นตัวอะไรกันแน่ และทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
สัตว์ประหลาดตัวนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำถามของฉิงเทียน และทำท่าสูดดมในอากาศ “ข้าไม่ได้กลิ่นของนักพรตมานานมาแล้ว ในที่สุดวันนี้ข้าก็จะได้กินนักพรตเสียที” เมื่อพูดจบเจ้าตัวเปื้อนเลือดก็พุ่งหาฉิงเทียนทันที
เมื่อฉิงเทียนเห็นว่ามันกำลังพุ่งมาหาตัวเขา เขาจึงได้รวบรวมพลังวิญญาณของเขาเอาไว้ในฝ่ามือแล้วยิงออกไปที่สัตว์ประหลาดตัวนั้น
สัตว์ประหลาดตัวนั้นหลบลูกพลังวิญญาณของฉิงเทียนได้ทันท่วงที
ฉิงเทียนจึงได้หันหลังวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว และคอยระวังข้างหลังเขาขณะที่ที่วิ่งอยู่
การวิ่งไล่นี้เกิดขึ้นแค่ในไร่ผลไม้!
“นั่้นมันตัวบ้าอะไรกันแน่?” ฉิงเทียนอุทานขึ้นมาในใจของเขา ฉิงเทียนพบว่าทุกครั้งที่หมัดของเขาโดนตัวมันกลับรู้สึกเหมือนต่อยฟองน้ำ เขาทำอะไรมันไม่ได้เลย
เขาไม่พบสัตว์ประหลาดตัวนั้นไล่ตามมาแล้ว ซึ่งพลังวิญญาณของฉิงเทียนนั้นก็ได้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้วเช่นกัน
เขาไม่คิดว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้จะทรงพลังมากขนาดนี้ ฉิงเทียนรู้สึกคิดผิดขึ้นมา ถ้าเขารู้เขาก็คงไม่มาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้แน่
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นจู่ๆก็โผล่มาจากไหนไม่รู้และพุ่งมาหาฉิงเทียนทันที จากนั้นฉิงเทียนก็ถูกเหวี่ยงลงไปกลิ้งกับพื้น และสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ได้พุ่งเข้ามาหมายจะกัดคอของฉิงเทียน
ฉิงเทียนออกแรงที่แขนของเขาเต็มแรงเพื่อผลักหัวของสัตว์ประหลาดออกไปและแอบพูดในใจ: ทำยังไงดี! ทำไมเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้นะ
ฟันที่แหลมคมของเจ้าสัตว์ประหลาดเข้าใกล้คอของฉิงเทียนมากขึ้นเรื่อยๆ ฉิงเทียนรู้สึกได้ถึงความแหลมคมของเขี้ยวทั้งสองข้างของมัน
ในเวลานี้ ฉิงเทียนนั้นอยู่ตรงเส้นคาบระหว่างความเป็นกับความตาย ถ้าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้กัดเขาได้เมื่อไรก็บอกลาโลกอันแสนสวยงามนี้ได้เลย
ในเวลานี้ ฉิงเทียนรู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างมากและคิดว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะช่วยชีวิตตัวเองให้รอดได้
เขายังไม่ได้แต่งงานเลย และเขาก็ยังไม่ได้ทำให้ชีวิตของน้องชายของเขาสุขสบายเลย เขาจะมาตายแบบนี้ไม่ได้!
“ฮ่าๆ รสชาติของนักพรตนี่มันช่างแตกต่างจากคนธรรมดาเสียจริงๆ แค่ได้กลิ่นก็ทำให้หลงใหลได้แล้ว” สัตว์ประหลาดตนนั้นหัวเราะ และเขย่าหัวอันน่าเกลียดของมัน
มองไปที่หน้าอันน่าขยะแขยงของสัตว์ประหลาดตัวนั้น ทำให้ท้องของฉิงเทียนรู้สึกปั่นป่วน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมากังวลเรื่องความรู้สึกของตัวเอง แต่ชีวิตของเขาเองนั้นกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
สัตว์ประหลาดตัวนั้นค่อยๆออกแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และพลังวิญญาณที่มือทั้งสองข้างของฉิงเทียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
ฉิงเทียนนั้นเริ่มรู้สึกที่จะต้านทานพลังของสัตว์ประหลาดไม่ไหวอย่างช้าๆ เขาเห็นเขี้ยวของสัตว์ประหลาดเริ่มที่จะโดนคอของเขาแล้ว
อ๊า เรากำลังจะตายแล้วเหรอเนี่ย! ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับน้องชายของเรา ซูเสวี่ย และพวกพี่ๆหลังจากที่เราตายไป ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะคิดเรื่องนี้
ทันใดนั้นเอง ก็มีลำแสงสีเหลืองพุ่งออกมาจากหน้าอกของเขาพุ่งไปยังสัตว์ประหลาด
“อ๊ากก” เสียงกรีดร้องของสัตว์ประหลาดดังขึ้นมา เขาเห็นสัตว์ประหลาดถูกและลำแสงสีเหลืองพุ่งผ่านอกของมันไป แล้วตัวมันก็ได้กลายเป็นของเหลวสีน้ำตาลไหม้อย่างช้าๆ แล้วก็ได้ไหลมารวมกันกลายเป็นลูกประคำสีแดง
ฉิงเทียนดวงตาเบิกกว้าง และจ้องมองไปที่สิ่งที่เกิดขึ้น มองดูของเหลวที่กำลังกลายเป็นลูกประคำกลมๆ ฉิงเทียนที่ในที่สุดก็หายจากอาการตกใจ ก็ลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นออกจากตัว เขาหยิบเอาลูกประคำสีแดงขึ้นมาและวางไว้บนมือของเขาและมองดู เขาไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉิงเทียนส่ายหัวของเขาอย่างไม่รู้อะไรและเก็บมันใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขา
เขาพบว่าเมล็ดองุ่นที่อยู่ตรงหน้าออกของเขานั้นได้ส่องแสงสีเหลืองออกมา เขาก็ประหลาดใจและพูดขึ้น “เมล็ดองุ่นถูกลดลงไปจนเหลือแค่ครึ่งเดียวแล้วแฮะ ดูเหมือนว่าจะเป็นเมล็ดองุ่นที่ช่วยชีวิตเราเอาไว้สินะ สินค้าของโผเถโจ๊ซือนั้นช่างน่าทึ่งดีจริงๆ”
“มันช่างคุ้มค่าเงินเสียจริง!” ฉิงเทียนพูดอย่างดีใจ ถ้าวันนี้เขาไม่มีเมล็ดองุ่น ฉิงเทียนคงได้ตายไปแล้ว ถึงแม้ว่าเขานั้นจะรู้สึกหดหู่ แต่ฉิงเทียนก็ได้รับกลับมาอย่างต่ำ 1000 หินเซียน
ดูเหมือนว่าผู้คนบนโลกนั้นจะดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ! ฉิงเทียนถอนหายใจ เขาปัดฝุ่นออกจากตัวเอง แล้วฉิงเทียนก็เดินกลับไปที่ห้องของเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันต่อมา เขาหลับจนกระทั่งถึง 10 โมงเช้า การต่อสู้เมื่อคืนนี้ได้ทำให้ฉิงเทียนเสียเรี่ยวแรงไปอย่างมาก
“คนขี้เกียจ ป่านนี้แล้วยังไม่ตื่นอีกเรอะ” ซูเสวี่ยยืนอยู่ข้างๆฉิงเทียนและพูดโดยที่เอามือเท้าเอวเอาไว้
มองดูที่รูปร่างของซูเสวี่ย ฉิงเทียนก็ได้จับมือของเธอและดึงเธอมาที่อ้อมแขนของเขา
“ว๊าย” ซูเสวี่ยถูกดึงโดยฉิงเทียนจนล้มลงนอนบนตัวของฉิงเทียน ในตอนแรกเธอก็ขัดขืน แต่ยิ่งขัดขืนมากเท่าไร ฉิงเทียนเทียนก็ยิ่งกอดเธอแน่นขึ้นเท่านั้น เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ฉิงเทียนนั้นยังรู้สึกกลัวอยู่ เขาแอบคิดในใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่นเช่นนี้อีก
“อย่ามาทำเป็นเล่นตอนนี้นะ ตื่นเร็วเข้าเถ้าแก่เขามารอคุณแล้วนะ” ซูเสวี่ยนั้นดิ้นออกจากอ้อมกอดของฉิงเทียนไม่หลุด
“จูบผมก่อนแล้วผมจะตื่น” ฉิงเทียนมองไปที่ซูเสวี่ยและเล่นบทคนเกเรอย่างหน้าไม่อาย
“ถ้าคุณไม่ยอมจูบผม ผมไม่ตื่นจริงๆด้วย”
ซูเสวี่ยมองดูฉิงเทียนและยื่นปากของเธอไปที่หน้าของฉิงเทียน
“พอใจรึยัง?” ซูเสวี่ยพูด
“พอใจแล้ว มันช่างรู้สึกดีเหมือนเมื่อคืนเลยจริงๆ”
“อย่ามาทำเป็นเหมือนเรื่องปกตินะ!” ซูเสวี่ยตะโกนออกมา “เอ้า รีบตื่นแล้วรีบลงไปคุยธุระให้จบ!” ฉิงเทียนจึงได้รีบตื่นนอน
2 ชั่วโมงต่อมา
ด้วยความที่เถ้าแก่เองก็กระตือรือร้นมากที่จะขายที่นี่อยู่แล้ว ฉิงเทียนจึงได้ตกลงซื้อไร่ผลไม้แห่งนี้ด้วยราคา 1 ล้านหยวน
ฉิงเทียนจึงอ้าแขนของเขาและพูดเสียงดังไปยังไร่ผลไม้ว่า: “ที่นี่จะกลายเป็นของผมตั้งแต่วันนี้!”
ซูเสวี่ยแล้วจ้าวก่างมองดูท่าทีของฉิงเทียนและยิ้มออกมา
ใช้เวลา 1 วันอยู่ในไร่ ตั้งแต่ฉิงเทียนได้กำจัดสัตว์ประหลาดตัวนั้นไปเมื่อคืน ฉิงเทียนก็พบว่าไอปีศาจที่อยู่ในไร่ผลไม้นั้นได้ลดลงไปเรื่อยๆแล้ว ฉิงเทียนเชื่อว่าไอปีศาจที่อยู่ที่นี่น่าจะหมดไปได้เองตามกาลเวลา ดังนั้นเขาจึงได้แอบใส่น้ำวิญญาณลงไปในน้ำแล้วจากนั้นก็จัดการรดน้ำต้นไม้ทุกต้น
ลุงเฉิงบอกกับฉิงเทียนว่ากว่าผลไม้นั้นจะเกือบจะสุกได้ที่ก็อีกใน 1 เดือน
ฉิงเทียนเชื่อว่าในตอนที่เขากลับมาเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในอีก 1 เดือนข้างหน้านั้น มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นแน่ๆ