ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 183 ความประหลาดใจของเหล่าผู้ฝึกวิชา
บทที่ 183 ความประหลาดใจของเหล่าผู้ฝึกวิชา
“เมื่อเห็นเขาโบกมือคุณปู่ก็ไม่สติเลยเหรอครับ?” ฉิงหยูพูดด้วยความประหลาดใจ และมองไปที่ฉิงเทียนที่มีสีหน้าประหลาดใจด้วยเช่นกัน แล้วเขาก็พูดออกไปทันที “พี่ครับ หรือการตายของพ่อกับแม่จะเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกวิชาครับ? มีแค่เพียงผู้ฝึกวิชาเท่านั้นที่จะมีความสามารถเช่นนี้ได้”
จากคำบอกเล่าของคุณปู่ผู้ใหญ่บ้านนั้น ฉิงเทียนมั่นใจว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกวิชาอย่างแน่นอน
แล้วฉิงเทียนก็หลับตาแน่น จากที่คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านบอกมา การตายของพ่อแม่พวกเขาจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกวิชาบนโลก ซึ่งไม่ว่าจะอยู่สำนักไหนก็ตาม เขาจะตามล่าแล้วจะฆ่าให้ตายแบบไร้ที่ฝังศพ
สายตาของฉิงเทียนนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง พ่อแม่ของพวกเขานั้นไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถ แต่เป็นเพราะพวกมันที่ทำให้พวกเขาไม่ได้รับความรักจากพ่อกับแม่ และปล่อยน้องชายของเขาต้องเป็นที่อับอายของคนในหมู่บ้าน เขาจะตามหามันพบและทำให้รู้ว่าการมายุ่งกับครอบครัวของเขามันไม่จบง่ายๆแน่
แล้วคนบงการในครั้งนั้นก็คงจะรู้เรื่องนี้ด้วยแน่ๆ สงสัยเราคงจะต้องตามหาคนที่ลงมาจัดการกับอุบัติเหตุของพ่อกับแม่ในครั้งนั้นซะแล้วล่ะ ฉิงเทียนคิดในใจ
จากนั้นเขาก็หยิบเอาแก้วเหล้าบนโต๊ะขึ้นมาดื่มทันที ส่วนคุณปู่ผู้ใหญ่บ้านผู้ที่กำลังเมานิดหน่อยแล้วก็ได้เล่าต่อ “แล้วในตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา ข้าก็พบเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆข้า และข้าไม่มีวันลืมในสิ่งที่ข้าเห็นตอนนั้นไปตลอดชีวิต”
คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านก็พูดขึ้นมาราวกับเห็นภาพบางอย่างที่น่ากลัวมาก ใบหน้าของเขาก็สั่นไปมาโดยที่ไม่รู้ตัว แล้วจากนั้นก็เทเหล้าลงไปในแก้วด้วยมือที่สั่นเทาและดื่มลงไปจนหมดแก้ว ก่อนจะพูดออกมาอย่างกล้าหาญ “คนหนุ่มคนนั้นโบกมือของเขาเบาๆ แล้วร่างของพ่อแม่ของเจ้าก็ได้ลอยขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วลอยไปหาเขาอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับจิตวิญญาณได้ถูกดูดไปแล้ว แล้วจากนั้นดวงตาที่แหลมคมนั้นก็ได้จ้องมาที่ข้าอย่างเย็นชาราวกับบอกข้าว่าห้ามพูดอะไรไร้สาระออกไป จากนั้นเขาก็หยิบตราสัญลักษณ์บางอย่างออกมาจากกระเป๋าของเขา”
“นั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นตราที่เป็นเอกลักษณ์มาและมีข้อความเขียนว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติอยู่ด้วย” คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านพูดอย่างตื่นเต้น มันเป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นคนจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติทั้งที่เขามีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ แล้วยังมีพลังเหนือธรรมชาติอีกด้วย ถ้ามันไม่ใช่เพราะคนของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาตินั้นเห็นว่าเขาแก่แล้ว เขาก็คงลบความทรงจำของเขาไปด้วยแน่ๆ เพราะว่าเขาได้ยินที่คนของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติพูด “ลืมเรื่องที่เห็นนี้ซะตาแก่ ผมหวังว่าคุณจะไม่บอกใครเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่อย่างนั้นคุณจะได้กลายเป็นคนบ้าในวันพรุ่งนี้”
ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาของเขาเมื่อได้ยินสิ่งนี้ ทำไมสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของจีนถึงได้มามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้ และคิดว่าคนหนุ่มจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติคนนี้จะต้องรู้ถึงสาเหตุการตายของพ่อแม่เขาแน่ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องไปตามหาคนในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเสียแล้ว
และถ้าเขาอยากที่ตามหาคนหนุ่มคนนั้นให้ได้ ดูเหมือนว่าจะต้องตามหาตัวใหญ่ที่จัดการเรื่องนี้ในตอนนั้นเสียแล้ว
อย่างไรก็ตามการตายของพ่อแม่ของเขานั้นเกี่ยวข้องผู้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น แล้วยังข้องเกี่ยวกับผู้ฝึกวิชาอีก ทั้งๆที่พ่อแม่ของเขาเป็นแค่คนธรรมดาแท้ๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ในใจของฉิงเทียนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
ฉิงหยูก็ได้ถามอย่างกระวนกระวาย “คุณปู่ครับ แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของผมงั้นเหรอครับ?”
“หลังจากนั้น ข้าก็เห็นกลุ่มคนจากทางการส่วนท้องถิ่นมากันเต็มไปหมด แล้วตอนนี้คนที่บอกว่าตัวเองมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็ได้ยืนสั่งการคนพวกนั้น และต่อมาคนที่เป็นหัวหน้าในตอนนั้นก็ได้กลบเกลื่อนเรื่องนี้และทำราวกับว่าพ่อแม่ของเจ้านั้นถูกรถชนเสียชีวิต”
“แล้วก็กลายเป็นว่าพ่อแม่ของพวกเจ้านั้นถูกรถชนตายและเป็นอย่างที่พวกเจ้ารู้” คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ
หลังจากที่พูดจบ คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านก็ได้พูดอย่างโล่งอก “ข้านั้นเคยสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่จากที่ข้าได้เห็นยาที่เสี่ยวเทียนเอามาให้ข้าในวันนี้ ข้าก็มั่นใจได้ว่าโลกนี้นั้นไม่ได้มีแค่คนธรรมดาอีกต่อไป และข้าก็มั่นใจว่าอีกด้านหนึ่งของโลกนั้นมันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเราเห็นนัก”
“เสี่ยวเทียน ตอนนี้เจ้าไม่ใช่คนธรรมอีกแล้วสินะ!” หลังจากที่พูดจบเขาก็ได้จ้องมาที่ฉิงเทียนอย่างชาญฉลาด น้ำที่ฉิงเทียนให้เขามาเมื่อสักครู่นั้นก็ไม่ธรรมดา มันสามารถทำให้เขาอ่อนเยาว์ลงไปถึง 10 ปี
ฉิงเทียนเองก็ไม่คิดว่าคุณปู่ผู้ใหญ่บ้านนั้นจะสามารถคาดเดาตัวตนของเขาออกได้ เขาจึงไม่คิดที่จะปิดบังอีกต่อไปแล้วพูดขึ้น “คุณปู่ครับ ใช่แล้วครับผมสามารถพูดได้ว่าตอนนี้ผมไม่ใช่คนธรรมดาแล้วครับ”
เมื่อเห็นฉิงเทียนพูดยอมรับออกมา คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ตอนนี้พวกเจ้าสองพี่น้องก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกแล้ว และข้าก็รู้ว่าพวกเจ้าต้องการที่จะตามหาคนคนนั้นมาล้างแค้นอย่างแน่นอน แต่ข้าก็อยากจะบอกพวกเจ้าให้ระวังตัวเอาไว้ให้ดีด้วย”
………….
จากที่คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านเล่ามา เขาก็รู้ได้ว่าการตายของพ่อแม่ของเขานั้นจะต้องเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับผู้ฝึกวิชาแน่ๆ ในระหว่างทางกลับบ้านนั้น ฉิงเทียนกับฉิงหยูต่างก็รู้สึกสับสน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉิงหยูก็ได้พูดอย่างตื่นเต้น “พี่ครับ พวกเรามาล้างแค้นกันเถอะครับ ให้พวกคนที่ฆ่าพ่อแม่ของพวกเราโดนลงโทษอย่างสาสม” ฉิงหยูที่เก็บกดความรู้สึกเอาไว้ในตอนอยู่ที่บ้านของคุณปู่ผู้ใหญ่บ้านเมื่อสักครู่นั้น ตอนนี้เมื่อเขาได้กลับมาถึงที่บ้านแล้ว ฉิงหยูก็ได้ปลดปล่อยความต้องการฆ่าที่อยู่ในใจของเขาออกมาจนหมด
มองไปที่สีหน้าที่ดุดันของฉิงหยูแล้ว ความต้องการฆ่าในใจของฉิงเทียนนั้นได้แผ่ขยายไปทั่ว แต่เมื่อคิดว่าเขานั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกของการฝึกวิชาในโลกมนุษย์เลย และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าคนที่ฆ่าพ่อกับแม่ของเขานั้นอยู่ที่ไหน เรื่องนี้คงสามารถสืบไปได้อย่างช้าๆเท่านั้น เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า “พวกเราจะต้องแก้ให้พ่อแม่ของพวกเราแน่นอนเสี่ยวหยู แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ว่าใครที่เป็นศัตรูของพวกเรา ตอนนี้พวกเราทำได้แค่ตามสืบอย่างช้าๆเท่านั้น สิ่งที่พวกเราจะทำได้ในตอนนี้คือค้นหาคนหนุ่มที่เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติคนที่จัดการเรื่องของพ่อแม่ของพวกเราให้ได้ก่อน”
ฉิงหยูเองก็รู้ดีว่าที่พี่ชายบอกนั้นถูกต้อง อย่างไรเสียมันก็นานกว่า 10 ปีแล้วตั้งแต่พ่อกับแม่เสียไป ในตอนนี้พวกตัวหัวหน้าที่จัดการเรื่องในครั้งนั้นถ้ายังไม่เกษียณก็คงจะโยกย้ายไปกันหมดแล้ว จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้ยังไงก็ยังเป็นคำถามอยู่
“พี่ครับ แล้วพวกเราจะตรวจสอบหาคนหนุ่มจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติได้ยังไงครับ?” ฉิงหยูถามอย่างอ่อนแรงและนั่งอยู่ที่โซฟา
“เอาไว้คุยกันอีกทีหลังตรุษจีนเถอะ ตอนนี้พี่ยังไม่อยากให้พวกเราต้องมาทุกข์กันในช่วงตรุษจีน” เมื่อเห็นท่าทีของฉิงหยูแล้ว ฉิงเทียนจึงได้รีบเกลี้ยกล่อม ถึงแม้เรื่องของการล้างแค้นให้ครอบครัวของเขานั้นจะต้องทำแน่นอน แต่ฉิงเทียนก็ไม่ต้องการให้ตัวเองและน้องชายต้องไปจมอยู่แต่กับการล้างแค้น ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เป็นผลดีกับการฝึกวิชา แต่มันจะเป็นการสร้างปีศาจขึ้นมาแทน!
“ก็ได้ครับ!” ฉิงหยูรู้ดีว่าจะลงมือด้วยตัวเองคนเดียวก็เปล่าประโยชน์ “ถ้าอย่างนั้นเราก็มาติดบทกลอนคู่ตุยเลี้ยงกันเถอะครับ” แล้วฉิงเทียนกับฉิงหยู่ก็ได้เริ่มลงมือตกแต่งบ้านกันต่อ
ภายในห้องประชุมของสำนักอัคคี มีกลุ่มลูกศิษย์ระดับสูงของสำนักอัคคีต่างก็พากันมานั่งประชุมอยู่ที่นี่
สวีหั่วที่กำลังนั่งเป็นประธานอยู่นั้น ก็ได้เปิดปากแล้วพูดขึ้นมา “พวกท่านทุกคนล้วนแต่เป็นสมาชิกระดับสูงของสำนักอัคคีของเรา พวกท่านคิดเช่นไรกับเรื่องในครั้งนี้บ้าง?”
หลังจากที่สวีหั่วพูดจบไป เขาก็ได้จ้องไปที่ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างและพบว่าไม่มีใครที่พูดขึ้นมาเลย พวกเขาต่างก็กำลังใช้ความคิดของตัวเอง
เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ สวีหั่วก็ได้ตบโต๊ะเสียงดังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดี “แผ่นป้ายนั่นได้ถูกทิ้งเอาไว้โดยผู้ก่อตั้งของพวกเราหั่วเต๋อซิงจวิน ซึ่งเขาก็ได้มีคำแนะนำลงมาให้พวกเราฆ่าผู้ชายที่ชื่อว่าฉิงเทียนเสีย และบอกด้วยว่าเขานั้นเป็นศัตรูของสำนักอัคคีของพวกเรา แล้วพวกท่านจะยังทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วปล่อยให้ชื่อของสำนักอัคคีของพวกเราหายไปจากโลกของผู้ฝึกวิชาเช่นนั้นรึ?” เสียงของสวีหั่วนั้นได้โกรธเกรี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งพูดจบ
ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างก็รู้ดีว่าถ้าพวกเขาไม่พูดอะไรออกไปไม่ใช่เรื่องดีแน่ และต่างก็จ้องมองกันเองเพื่อรอดูว่าจะมีใครที่เอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“เรียนท่านเจ้าสำนัก ข้าคิดว่านั่นอาจจะคำสั่งการลงมาจากเบื้องบนให้พวกเราฆ่าฉิงเทียนแน่ๆ และข้าก็คิดว่าพวกเราก็ควรที่จะกำจัดเขาเสียแต่เนิ่นๆนะครับ” ผู้อาวุโสผมขาวท่านหนึ่งก็ได้พูดขึ้นมาอย่างแข็งขัน
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ ผู้อาวุโสอีกคนก็ได้พูดขึ้นมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “แต่มนุษย์ที่มีชื่อว่าฉิงเทียนนั้นมีอยู่ตั้ง 80,000 – 100,000 คน แล้วพวกเราจะไปไล่ฆ่าคนตั้ง 80,000 คนได้หมดงั้นเหรอ?”
เมื่อเขาได้พูดจบ ผู้อาวุโสที่สนับสนุนให้กำจัดฉิงเทียนเมื่อสักครู่นั้นถึงกับต้องผงะ เพราะเมื่อสักครู่เขามัวแต่สนใจที่จะทำภารกิจมากเกินไป แต่ทว่าเขากลับลืมเสียสนิทเรื่องของจำนวนที่ไม่รู้ว่ามีมากเพียงใดของคนที่ชื่อว่าฉิงเทียนในประเทศจีน ซึ่งเห็นได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาที่จะลงมือได้ แต่เขาก็ยังไม่ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเขาเองต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเช่นนี้แล้วพูดขึ้น “แล้วจะให้ทำเช่นไร? พวกท่านมีความคิดดีๆกันบ้างไหมล่ะ?” เขาก็ได้พูดออกมาโดยที่ไม่ได้แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นถึงจุดอ่อนของเขา
แล้วผู้อาวุโสท่านนั้นก็ได้ยิ้มและพูดอย่างมั่นใจ “ผู้อาวุโสติง ในเมื่อข้าพูดออกมาก็แสดงว่าข้าย่อมต้องมีหนทางน่ะสิ”
“ผู้อาวุโสหาน ท่านพอจะบอกได้ไหมว่าความคิดดีๆของท่านนั้นคืออะไร” ผู้อาวุโสติงก็ได้พูดขึ้นมาอย่างสงสัย และเขาก็ไม่เชื่อว่าด้วยว่าผ้าอาวุโสหานนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้จริงๆ ทั้งๆที่เขาเองยังคิดไม่ออก
มองไปที่ผู้อาวุโสติง แล้วเขาก็ได้พูดอย่างดูถูก “แน่นอนว่าข้ามีวิธีอยู่ ท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายครับ พวกท่านจำได้ใช่ไหมว่าแผ่นป้ายนั้นได้บอกว่าฉิงเทียนนั้นเป็นศัตรูของสำนักของพวกเราใช่หรือไม่ และถ้าเขาสามารถเป็นถึงศัตรูของพวกเราได้ ก็จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่แท้”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสหาน ในห้องประชุมนั้นก็ได้พากันถกเถียงกันขึ้นมาทันที!
“จริงด้วย เขาจะต้องเป็นผู้ฝึกวิชาเหมือนกันแน่ๆ เขาถึงจะสามารถสู้กับพวกเราได้” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่เข้าใจแล้วก็ได้พูดขึ้นมา
“นั่นสิ, ทำไมข้าถึงได้ไม่คิดนะ ไม่นึกเลยว่าผู้อาวุโสหานจะเยี่ยมยอดเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำชมเหล่านี้แล้ว ผู้อาวุโสหานก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาแล้วหันไปมองที่ผู้อาวุโสติงอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่าเป็นไก่ชนที่เพิ่งสู้ชนะ
“ผู้อาวุโสหาน บอกพวกเราทีว่าควรจะทำเช่นไร” สวีหั่วที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประธานก็ได้มองไปที่ผู้อาวุโสหานแล้วถามเขา