ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 210 อำนาจที่อยู่เบื้องหลังเซียะเกาเทียน
บทที่ 210 อำนาจที่อยู่เบื้องหลังเซียะเกาเทียน
ในเวลานี้ไม่เพียงแต่เขาจะกดดันเซียะเกาเทียนได้ แต่เขายังรู้ถึงคนที่หนุนหลังเซียะเกาเทียนได้อีกด้วย
ผู้มีอำนาจที่หนุนหลังเขาอยู่นั้นเป็นตระกูลใหญ่ในเจียงเจ้อ แต่เขากลับรู้ได้อย่างง่ายดาย
ไม่สิ, ทหารที่อยู่หน้าเขาจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ บางทีอาจจะเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตไม่ก็คนใหญ่ๆในกองทัพแน่ๆ!
ความสามารถของเซียะเกาเทียนนั้นเรียกได้ว่าอยู่แค่ในระดับธรรมดาๆเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างเขาที่เป็นแค่ผู้กำกับระดับอำเภอ จะกลายมาเป็นเลขาธิการพรรคประจำอำเภอได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากตระกูลที่หนุนหลังเขาอยู่ และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากสิ่งที่เขาทำเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งตระกูลเฉินก็ได้ยินดีที่จะหนุนหลังตามที่เขาต้องการ
เพื่อที่จะตกรางวัลเขา ตระกูลเฉินก็ได้แนะนำเขาให้ขึ้นจากตำแหน่งผู้กำกับสถานีตำรวจกลายมาเป็นเลขาธิการพรรรคประจำอำเภอแทน
แต่คนหนุ่มคนนี้กลับรู้ถึงตระกูลที่สนับสนุนเขาอยู่ แล้วดูจากการพูดรวมกับความโกรธที่แผ่ออกมาแล้ว ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมา บางทีชายคนนี้อาจจะเป็นคนจากตระกูลที่คนอย่างเขาไม่สามารถไปล่วงเกินได้แน่ๆ
จูไห่ที่อยู่ข้างๆเขาก็ตกใจ ถึงเขาจะรู้อยู่แล้วว่ามีคนที่หนุนหลังเซียะเกาเทียนอยู่ แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะเป็นตระกูลเฉิน
ตระกูลเฉินนั้นเป็นเหมือนกับเจ้าเมืองที่ปกครองมณฑลเจียงเจ้อ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในมณฑลเจียงเจ้อนั้นล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลนี้
ซึ่งจากที่จูไห่รู้มา เลขาธิการแต่ละคนในมณฑลเจียงเจ้อนั้นล้วนเป็นลูกศิษย์ในสำนัก
จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะไม่กลัวใครในอำเภอนี้ จูไห่รู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมานิดหน่อย ถึงเขาจะไม่ถูกกับเซียะเกาเทียน แต่การจะโยกย้ายเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขานั้นมีความสัมพันธ์กับคนในเมืองนี้อยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขารู้แล้วใครที่หนุนหลังเซียะเกาเทียนอยู่ แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้กับเซียะเกาเทียนได้
แล้วจูไห่ก็ได้หันไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็พบเฝิงเกาที่กำลังซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้อง และกำลังจ้องมองมาที่ชายหนุ่มในชุดทหารด้วยความหวาดกลัว
ส่วนเลขาธิการพรรคประจำอำเภอที่อยู่ในอำเภอของตัวเองกลับไม่กล้าที่จะพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ในตอนนี้เองที่จูไห่ก็ตาสว่างขึ้นมา ในเมื่อทหารคนนั้นไม่เกรงกลัวตระกูลเฉิน และถ้าเกิดชายคนนั้นยอมมาหนุนหลังให้กับเขาล่ะก็ พอคิดได้เช่นนี้ จูไห่ก็ได้เดินออกไปอย่างกล้าหาญ “ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ท่านนี้มีอะไรมายืนยันตัวตนรึเปล่าครับ?” อีกใจหนึ่งถึงเขาและเซียะเกาเทียนนั้นจะเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายผิดก็ได้ แต่ถ้าพวกเขาไม่ออกมาต่อต้านเสียบ้าง มันก็จะหมายความว่าเจ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลในอำเภอนี้นั้นใช้การไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้คนดูถูกดูแคลนได้ ส่วนอีกใจหนึ่งคือเขาต้องการที่จะให้ชายคนนั้นแสดงตัวตนออกมา
ผู้การหลิวไม่คิดว่าจะมีคนที่กล้ามากพอที่จะมาถามคำถามเขา แล้วสายตาของเขาก็ได้จ้องไปที่จูไห่ สายตาของเขานั้นเฉียบคมมากจนทำให้จูไห่ต้องเหงื่อออกเต็มหลัง
จูไห่รู้สึกได้ว่าสายตาที่เขาจ้องมองมานั้นไม่ต่างอะไรไปจากการจ้องมองของคนตายแล้วเลย
“คุณอยากที่จะเห็นหลักฐานยืนยันตัวตนของผมอย่างนั้นหรือ?” ผู้การหลิวพูดและมองไปที่เขาอย่างดูถูก
ในเวลานี้หลิวตันก็ได้ลุกขึ้นมาแล้วพูดขึ้น “พี่คะ ผู้กำกับจูไห่คนนี้เขาเป็นมิตรกับพวกเราค่ะ พี่ช่วยอย่าไปข่มขู่คนอื่นให้มากจะได้ไหมคะ? มันไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยถ้าพี่จะแสดงตัวตนของพี่ให้คนอื่นได้เห็น”
อะไรนะพี่ชายของเธอ, เซียะเกาเทียนตกใจและหวาดกลัว เมื่อสักครู่เขานั้นคิดที่จะครอบครองเธอ แต่ไม่คิดว่าพี่ชายของเธอจะมาที่นี่ตอนนี้
และพี่ชายของเธอที่มาก็ยังเป็นระดับผู้การอีกต่างหาก เราตายแน่ๆ! เซียะเกาเทียนนั้นได้รู้สึกหายใจอย่างยากลำบากขึ้นมา และตอนนี้เขาก็อยากที่จะออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว
จูไห่เองก็ตกใจอย่างมากในเวลานี้ กลายเป็นว่าเขานั้นเป็นพี่ชายของแฟนสาวของฉิงเทียน หรือว่าเขาจะเป็นอำนาจที่หนุนหลังฉิงเทียนอยู่?
ช่างยอดอะไรอย่างนี้ มีแฟนสาวที่มีพี่ชายเช่นนี้ได้ ในตอนนั้นสายตาของเขาที่มองฉิงเทียนก็ได้เปลี่ยนไป จูไห่แอบคิดในใจว่าเขาจะต้องบอกลูกชายของเขาให้ทำดีกับฉิงเทียนหน่อยตอนที่เขาได้กลับไป
ในขณะที่ฉิงเทียนนั้นไม่ตกใจเลย เพราะเขาเองก็แซ่หลิวและเป็นหลิวตันที่ตามเขามา ดังนั้นเขาจะต้องมีความสัมพันธ์กับเธอแน่ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพี่ชายของหลิวตัน ในการตรวจสอบของเขานั้นพบว่าหลิวตันนั้นมีน้องชายเพียงแค่คนเดียว แล้วฉิงเทียนก็ได้มองไปที่นายทหารคนนั้นอย่างสงสัย
“น้องนี่นะ พี่มาช่วยน้องแท้ๆ แต่กลับมาพูดแบบนี้กับพี่อีก อุตส่าห์รีบออกมาเลยนะ” ผู้การหลิวที่ไร้อารมณ์และเต็มไปด้วยบรรยากาศอยากฆ่าคนเมื่อสักครู่นั้น ในเวลานี้กำลังจ้องไปที่หลิวตันอย่างคนไร้ความสามารถแทน
แล้วหลิวตันก็ได้ตอบกลับไป “พี่เป็นพี่ชายของหนู การมาช่วยหนูก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
“เฮ้อ ทำไมพี่ถึงต้องมีน้องสาวอย่างเธอด้วยน้า!” ผู้การหลิวได้ลูบหัวเธอพร้อมกับยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
จากนั้นเขาก็หยิบบัตรสีแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนไปให้จูไห่ แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใจดี “ดูซะ!”
จูไห่ก็ได้รีบหยิบขึ้นมาดูอย่างผ่านๆ โดยไม่ได้ดูอย่างละเอียด ก่อนที่จะคืนให้ทันทีและสุภาพ
“ตอนนี้พวกคุณปล่อยพวกเขามาได้แล้ว!” ผู้การหลิวพูดอย่างจริงจัง
“ได้ครับ ได้ทันทีครับ” เซียะเกาเทียนพูดอย่างประจบประแจง เขานั้นอยากให้นักฆ่าคนนี้ออกไปจากที่นี่ไวๆจะแย่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ดุจูไห่ “ผู้กำกับจูทำไมถึงยังไม่รีบปล่อยคนไวๆอีก ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าสาวสวยเช่นนี้จะเป็นผู้ต้องสงสัยได้อย่างไร มันเป็นเพราะคุณแท้ๆผู้กำกับจูที่จับผิดคนมา” เขารีบโยนขี้ให้จูไห่ทันที
ในเวลานี้จูไห่นั้นรู้สึกยุ่งยากใจอย่างมาก น้องสาวของเขานั้นคุณต่างหากที่เป็นคนอยากจะจับไม่ใช่รึไง ตอนนี้พอมีคนใหญ่โตมาก็มาโยนรับผิดชอบมาให้เขา แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะพูดออกไปได้ เพราะเซียะเกาเทียนนั้นเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอนี้
“ขอบคุณมากนะครับคุณลุงจู” ฉิงเทียนพูดอย่างสุภาพพร้อมกับยื่นกุญแจมือให้เปิด
เมื่อได้ยินที่ฉิงเทียนขอบคุณเขา จูไห่ก็ได้ก้มหน้าอย่างละอายใจแล้วพูด “อย่าพูดเช่นนั้นเลยครับคุณฉิง ลุงละอายใจเปล่าๆ!” จูไห่นั้นรู้ดีว่าเขาช่วยอะไรฉิงเทียนไม่ได้เลย กลับกันแล้วเป็นเขาต่างหากที่ทำให้ฉิงเทียนลำบาก ถ้าไม่ใช่เพราะฉิงเทียนยอมให้เขาจับกุมเอง ก็คงไม่มีใครที่จะจับกุมเขาได้แน่
“นี่คุณฉิง ถ้ามีธุระอะไรคราวหน้าลุงจะช่วยให้ได้อย่างแน่นอน” จูไห่พูดอย่างละอายใจ
“นั่นช่วยได้มากเลยล่ะครับ เอาไว้ผมจะมารบกวนคุณลุงจูอีกเร็วๆนี้ครับ” ฉิงเทียนในเวลานี้ต้องการที่จะตรวจสอบหาสาเหตุการตายของพ่อแม่ของเขา และเขาต้องการที่จะให้จูไห่ที่เป็นผู้กำกับช่วยด้วย มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะสามารถดูและจัดการกับข้อมูลอุบัติเหตุในตอนนั้นได้
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นไม่สนใจที่เขาพูด เซียะเกาเทียนก็มีสีหน้าที่อึมครึมขึ้นมา ถึงเขาอยากที่จะโกรธแต่ก็มีนักฆ่าคนนั้นยืนอยู่ข้างๆเขา ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บอาการโกรธของเขาเอาไว้
“เอ้า, จะไปกันได้รึยัง?” ผู้การหลิวมองมาที่ทั้งสองคนที่พูดกันอยู่เรื่อยๆจึงได้พูดขึ้นมา ในสายตาของเขาแล้วหากไม่ใช่เพราะน้องสาวของเขาแล้ว การที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้มันช่างเสียเวลาเปล่ามาก
ที่หน้าสถานีตำรวจ เซียะเกาเทียนก็ได้นำจูไห่กับเหล่าตำรวจมาแล้วยิ้มและพูดอย่างประจบประแจง “ขอให้ทั้งสามคนเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ!”
จูไห่มองไปที่นายทหารคนนั้นที่ไม่หันมามองที่เขาเลยด้วยสายตาที่แน่วแน่ “ดูเหมือนว่าเราจะต้องเริ่มด้วยการเข้าหาฉิงเทียนก่อน”
จากนั้นเขาก็ได้มองไปที่เซียะเกาเทียนด้วยสายตาที่ไม่ดีและพูดในใจ: ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ชนะ?
แน่นอนว่า เซียะเกาเทียนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นจูไห่ เพราะเขานั้นกำลังจ้องมองไปที่ด้านหลังของพวกฉิงเทียนทั้งสามคนที่กำลังเดินออกไป เซียะเกาเทียนที่มีสีหน้าประจบประแจงก็ได้มีสีหน้าหมองหม่นและเคร่งเครียดแล้วพูดกับคนที่อยู่ด้านหลังเขา “กลับที่ทำการอำเภอกัน”
คนอื่นๆก็มองมาที่เซียะเกาเทียนที่มีสีหน้าหมองหม่นและหวาดกลัว แต่ไม่มีใครที่กล้าพูดอะไรออกไป และไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรด้วย!
ที่ด้านนอกของภัตตาคารจินไห่ หลิวตันขับรถสปอร์ตสีแดงของเธอ ส่วนผู้การหลิวนั่งตรงข้างคนขับ แล้วเธอก็ได้พูดแนะนำฉิงเทียน “นี่พี่ชายของฉัน, หลิวเอี้ยน”
“ส่วนนี่แฟนของหนู ฉิงเทียนค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าฉิงเทียนเป็นแฟนของหลิวตัน หลิวเอี้ยนก็ได้หันไปมองด้วยสายตาที่ไม่ใจดีใส่เขา แล้วพูดกับฉิงเทียนด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่ง “นอกจากเรื่องหล่อแล้ว อย่างอื่นก็ใช้ไม่ได้ ปล่อยให้พี่ต้องมาช่วยน้องแบบนี้ พี่ว่าน้องหาแฟนใหม่เถอะ”
เมื่อได้ยินที่หลิวเอี้ยนพูด ฉิงเทียนก็อยากที่จะบอกว่าเขาไม่ใช่แฟนของหลิวตันแต่ก็กลืนกลับเขาไป เพราะเขานั้นรู้สึกหงุดหงิดมากและคิดในใจ: หมอนี่มันจะหยิ่งยโสมากไปแล้วนะ
“นั่นมันเรื่องของผม ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ” ฉิงเทียนก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีตอบกลับไป
หลิวตันที่ได้ยินน้ำเสียงของฉิงเทียน ก็คิดในใจว่าแย่แล้วและหันไปมองที่หลิวเอี้ยน อย่างที่คิดหลังจากที่ได้ยินที่ฉิงเทียนพูดแล้วหลิวเอี้ยนก็ได้พูดขึ้นมาอย่างใจเย็น “น้อง, หยุดรถ!”
หลิวตันนั้นรู้ดีว่ากำลังจะเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้ว ซึ่งฉิงเทียนที่นั่งอยู่ข้างหลังก็รู้เช่นกัน พลังวิญญาณของเขานั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนธรรมดาแล้ว แน่นอนว่าคนธรรมดานั้นรวมถึงคนที่เป็นวิชาต่อสู้ด้วย ต่อให้ทรงพลังมากเพียงใดแต่ถ้าอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว มันก็ไม่สำคัญเลยต่อให้สามารถเอาชนะ 100 คนได้ก็ตาม
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฉิงเทียนแล้ว ฉิงเทียนสามารถที่จัดการส่งเขากลับบ้านเกิดได้ด้วยเพียงชั่วอึดใจเดียว เพราะว่าพวกเขานั้นคนละชั้นกัน
ฉิงเทียนนั้นเป็นนักพรตในระดับชั้นหยวนยิง ถึงแม้เขาจะยังไม่มีอาวุธเป็นของตัวเองและวิชาการต่อสู้ แต่ทว่าเขาก็ยังเป็นนักพรตชั้นหยวนยิงอยู่ดี เขาสามารถจัดการเขาได้โดยอาศัยเพียงแค่พลังวิญญาณในร่างกายเขา
“พี่คะ ถือว่าเห็นแก่หน้าหนู อย่าเลยนะคะ?” หลิวตันขอร้อง
“ไม่ เขากล้าดูถูกพี่ วันนี้พี่จะทำให้เขาต้องรู้สำนึก” หลิวเอี้ยนพูดอย่างรุนแรง
ส่วนฉิงเทียนที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้นั่งไขว่ห้างอย่างไม่สนใจ “สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ใครที่จะสั่งสอนใครกันแน่”