ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 218 งานเลี้ยงลูกท้อ (5)
บทที่ 218 งานเลี้ยงลูกท้อ (5)
ตรงที่นั่งแรกจากทางขวาขององค์เง็กเซียนนั้นมาในชุดสีแดงและถือเจดีย์ทองคำไว้ในมือของเขา แต่มีบรรยากาศฆ่าฟันออกมาจากหนวดสีดำของเขา การหายใจที่ดูทรงพลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวตนของคนคนนี้บนสวรรค์จะต้องไม่ธรรมดาแน่!
หากรวมกับอาวุธวิเศษของเขา เจดีย์ที่เขาถืออยู่ในมือ “คนคนนี้จะต้องเป็นหลี่จิ้ง ขุนพลสวรรค์ถักทะลีทีอ๋องแน่ๆ” คนคนนี้คือขุนพลใหญ่ผู้รับผิดชอบทหารสวรรค์ เมื่อเขากระทืบเท้าแม้แต่สวรรค์ยังต้องสะเทือน และเสียงของเขาดังไปทั่วทั้งสวรรค์
นอกจากนี้ ลูกชายของเขาทั้งสามคนจินจา มูจาและนาจา ก็ช่างเหมือนกับที่บรรยายเอาไว้ในนิยาย ตระกูลหลี่จึงมี 1 ขุนพล 3 แม่ทัพจึงมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลกเซียน
ข้างๆเขามีชายหนุ่มที่ยืนอยู่เขานั้นอายุน่าจะ 17-18 สวมชุดกระโปรงบัวสีแดง มีสร้อยคอสีเงินรอบคอ ถึงแม้เขาจะก้มหัวอยู่ แต่สายตาของเขาสอดส่องไปมา แสดงให้เห็นได้ว่าเขาเองก็ไม่ชอบพิธีรีตองเช่นนี้มากนัก
“คนคนนี้น่าจะเป็นบุตรคนที่สามของหลี่จิ้งนาจาแน่ๆ ช่างเหมือนกับที่บรรยายไว้ในนิยายจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าร่างกายของเขานั้นทำมาจากรากบัวจริงๆหรือเปล่า” ฉิงเทียนจึงได้จ้องไปที่นาจาอย่างสงสัย
ทันใดนั้นนาจาก็ได้หันหัวมาราวกับรู้ว่ามีคนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ ด้วยสายตาที่จับจ้องมาที่ฉิงเทียนจากในโซนแรกที่นาจาอยู่มายังโซน 9 ที่ฉิงเทียนอยู่ แล้วเขาก็ได้จ้องมองมาที่ฉิงเทียนแล้วส่งรัศมีที่อันตรายสุดๆออกมา
แต่ทว่าฉิงเทียนนั้นคิดว่าตัวเขาแค่มองด้วยความสงสัยเท่านั้นจึงได้เผยยิ้มยิงฟันสองแถวแล้วผงกหัวให้เขาอย่างเป็นมิตร
นาจาที่หันหัวมาก็พบว่าเป็นหน้าที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนเลย จึงสงสัยมากกว่าคนคนนี้เป็นใครกัน? แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรต่อ เขาก็ได้ยินองค์เง็กเซียนหัวเราะและพูดขึ้น “เหล่าเซียนทั้งหลายจงนั่งลงเถิด วันนี้จะไม่มีขุนนางและเจ้าหน้าที่นอกจากเพื่อนเท่านั้น ขอให้ทุกท่านทำตัวตามสบาย”
“ขอบพระทัยองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่!” หลังจากที่เหล่าเซียนขอบคุณเสร็จ แต่ละคนก็ได้พากันนั่งลงไป
“ไท่ไป๋จินซิงอยู่ที่ไหน?” แล้วองค์เง็กเซียนก็ถามขึ้นมา
“ขอรับฝ่าบาท ข้าน้อยอยู่ที่นี่แล้ว” ไท่ไป๋จินซิงนั้นก็ได้ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งของเขาแล้วรีบเดินเข้าไปหาองค์เง็กเซียนด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง?” องค์เง็กเซียนถามอย่างสบายๆ
“เรียนฝ่าบาท งานเลี้ยงพร้อมแล้ว จะเหลือก็แค่การมาถึงของพระยูไลจากตะวันตกและ 3 มหาเทพเต๋างานเลี้ยงก็จะเริ่มได้พ่ะย่ะค่ะ!” ไท่ไป๋จินซิงตอบด้วยความเคารพ
เมื่อได้ยินคำตอบของไท่ไป๋จินซิงแล้ว ฉิงเทียนก็ตกใจ งานเลี้ยงลูกท้อนั้นมี 3 มหาเทพเต๋าและพระยูไลมาเข้าร่วมด้วย
แล้วองค์เง็กเซียนก็ผงกหัวแล้วพูดขึ้น “ถ้าเช่นนั้นเราก็รอทั้ง 4 ท่านก่อน”
ทันทีที่องค์เง็กเซียนพูดจบ ก็ได้มีองค์พระยูไลขนาดใหญ่โผล่ออกมาและท่องคาถา “อมิตาพุทธ”
จากนั้นร่างของเขาก็ได้เปล่งแสงสีทองออกมาจากร่างกายขนานเท่าภูเขาสูงหลายสิบเมตรลอยได้ แล้วร่างของพระยูไลก็ได้ค่อยๆย่อส่วนเล็กลงมา จนในที่สุดก็มีขนาดเท่ากับคนปกติ แล้วค่อยลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้าๆมาจนถึงตรงกลางของเวที
“อมิตาพุทธ! ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน!” ด้วยสีหน้าที่เปี่ยมเมตตา ก็ได้ท่องคาถาออกมา
“คารวะองค์พระยูไล!” เหล่าเซียนก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งและก้มหัวลงเล็กน้อย
“จงอย่าได้พิธีรีตองเถิดทุกท่าน!” พระยูไลได้เปลี่ยนบทสวด ซึ่งคราวนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนที่ลุกขึ้นมาได้เพราะเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่ตัวของเขา
“เชิญพี่ 4 นั่งลงก่อน” ในเวลานี้องค์เง็กเซียนได้พูดขึ้นมาตามสมควร จากนั้นก็โบกมือของเขา แล้วแรงกดดันนั้นก็ได้หายไป
ฉิงเทียนที่อยู่ที่โซน 9 นั้น ก็ได้ถอนหายใจออกมา เมื่อสักครู่ฉิงเทียนเองก็รู้สึกได้ถึงความสง่างามอย่างมาก ซึ่งสามารถทำให้คนสามารถไปเข้าร่วมพุทธได้เลย
“พลังเผยแพร่ของพระยูไลนี่ช่างรุนแรงจริงๆ!” ฉิงเทียนได้เตะความคิดที่จะไปเข้าพุทธที่อยู่ในหัวของเขาออกไป ถ้าไม่ได้องค์เง็กเซียนออกหน้าได้ทัน ฉิงเทียนคงได้ไปเข้าร่วมศาสนาพุทธในอีกไม่กี่นาที
“ขอพี่ 4 นั่งลงด้วย!” องค์เง็กเซียนเริ่มพูดอย่างไม่พอใจ
แล้วพระยูไลก็ไม่ได้ทำสีหน้าแบบเมตตาอีก แล้วก็ค่อยๆบินลงไปนั่งตรงที่นั่งของเขา
แต่ก่อนที่ฉิงเทียนจะได้นั่งลง ก็ได้มีตะโกนดังเหมือนระฆังขึ้นมา
“3 มหาเทพมาถึงแล้ว!”
แล้วฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงรัศมีฆ่าฟันที่มาถึงใบหน้าของเขา แรงจิตสังหารนี้แม้แต่ของขุนพลหลี่จิ้งก็ยังสู้ไม่ได้เลย ถ้าจิตสังหารของหลี่จิ้งเป็นเหมือนกับสระน้ำ ของเขาก็เหมือนกับทะเลที่ไร้ขอบเขต ส่วนฉิงเทียนก็เหมือนกับเรือน้อยที่อยู่กลางทะเลที่สามารถจมลงทะเลได้ทุกเมื่อ
“หึ ฮ่าวเทียน เจ้าจะจัดงานเลี้ยงลูกท้อทุกปีไปเพื่ออะไร? สู้เอาเวลาไปบำเพ็ญเพียรไม่ดีกว่าเรอะ!” เซียนซั่งชิงได้ลงมานั่งตรงที่นั่งใกล้กับพระยูไล
องค์เง็กเซียนก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาเมื่อเขาได้ยินที่ซั่งชิงพูด แต่ถึงเขาจะไม่พอใจแต่สีหน้านั้นก็ได้อยู่ไม่นาน แล้วองค์เง็กเซียนก็ได้ยิ้มแล้วพูด “พี่สามพูดถูกแล้ว! แต่ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านอาจารย์และเหล่าผู้อาวุโสได้ฝากฝังให้ข้าทำ ในฐานะศิษย์แล้วข้าไม่มีทางเลือก”
“ใช่แล้วศิษย์น้อง เจ้าจะขัดคำสั่งท่านอาจารย์อย่างนั้นหรือ?” มีชายวัยกลางคนในชุดจีนดูหรูหราโผล่ออกมาแล้วพูดพร้อมกับยิ้ม
ทันทีที่คนคนนี้มาถึง เหล่าเซียนก็ได้ทำความเคารพแล้วพูดขึ้น “คารวะเทพอวี้ชิง”
“หึ เอาอาจารย์มาขู่ข้าอีกแล้ว” เทพซั่งชิงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“อย่าฟึดฟัดนักเลย ศิษย์น้องฮ่าวเทียนอุตส่าห์ใจดี ผ่อนคลายกันเถอะผ่อนคลาย!” แล้วก็มีชายชราที่ถือไม้เท้าในมือเดินลงมาอย่างช้าๆ
ในสายตาของฉิงเทียน เขาเห็นชายชราที่ดูธรรมดาๆราวกับมนุษย์ ไม่มีทั้งพลังแบบองค์ยูไล ไม่มีจิตสังหารแบบซั่งชิง และไม่มีบรรยากาศผู้ดีอย่างอวี้ชิง
“คนคนนี้น่าจะเป็นเทพไท่ชิงสินะ” ฉิงเทียนคิดกับตัวเอง ซึ่งอย่างที่เขาคาดเหล่าเซียนได้ก้มหัวอีกครั้งแล้วพูดขึ้นมา “คารวะเทพไท่ชิง”
“อืม” เทพไท่ชิงผงกหัว แล้วตัวของเขาก็ได้นั่งลงตรงที่นั่งที่อยู่สูงที่สุด
เมื่อองค์เง็กเซียนมองดูทั้ง 4 คนที่มาถึงครบแล้ว ก็ได้หันไปพูดกับไท่ไป๋จินซิง “เริ่มงานเลี้ยงลูกท้อได้แล้ว”
เมื่อรับคำสั่ง ที่ลานกว้างก็ส่งเสียงเชียร์ แล้วองค์เง็กเซียนกับเจ้าแม่หวังหมู่ก็ได้ถือแก้วเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วพูดกับผู้คน “โลกเซียนสามารถรุ่งเรืองอยู่ ก็เพราะความเหนื่อยยากของทุกท่าน ข้ากับเจ้าแม่ขอดื่มให้กับทุกท่าน”
แล้วทุกคนก็ได้รีบพูดพร้อมกัน “มันเป็นหน้าที่”
แล้วงานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้น ซึ่งแต่ละคนต่างก็ทานอาหาร แล้วการแสดงก็ได้เริ่มขึ้น
ส่วนฉิงเทียนที่นั่งอยู่ด้านหลังของเวทีเมฆ ซึ่งเป็นที่ที่เจ้าหน้าที่สวรรค์ระดับ 9 อยู่กัน
แล้วที่ทางขวาของฉิงเทียนก็ได้ปรากฏชายเฒ่าตัวเล็ก ซึ่งเขาก็ได้หันมามองดูฉิงเทียนอย่างสงสัย
“ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้ประจำอยู่ที่ไหน?” ผู้เฒ่าคนนี้ก็ได้หยิบแก้วเหล้าจากบนโต๊ะขึ้นมาแล้วหันหน้ามาถามฉิงเทียน
ฉิงเทียนนั้นคิดว่างานเลี้ยงลูกท้อนั้นก็คงคล้ายๆกับงานเลี้ยงบริษัทตอนสิ้นปี ซึ่งด้านหนึ่งก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ขององค์เง็กเซียนและเจ้าแม่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้เหล้าเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้รู้จักกันเอง
เมื่อได้ยินที่ท่านผู้เฒ่าคนนี้ถาม ฉิงเทียนก็ได้หยุดทันที เขานั้นไม่รู้จะตอบอย่างไร ถึงเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ อย่าว่าแต่เขาประจำอยู่ที่ไหนเลย ต้องทำอะไรบ้างเขายังไม่รู้เลย
แล้วผู้เฒ่าคนนี้ก็ได้มองมาที่ฉิงเทียนที่ไม่ตอบเสียที และคิดว่าเขาอาจที่จะไม่อยากตอบก่อน เขาจึงได้ยิ้มและพูดขึ้น “ข้าคือเทพแห่งโชคลาภ ข้าขอดื่มให้ท่านก่อน”
หลังจากที่พูดจบ เทพแห่งโชคลาภก็ได้ยกซดเหล้าจนหมดแก้ว
“ชื่อของผมคือฉิงเทียน ส่วนทำงานอยู่ที่ไหนนั้น ผมเองก็ยังไม่รู้หรอก” ฉิงเทียนมองดูเทพแห่งโชคลาภที่ดื่มจนหมดแก้ว เขาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา อย่าว่าแต่เรื่องงานเลย ฉิงเทียนรู้สึกว่าเขานั้นทำเพียงแค่สอนนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง และยังไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
แล้วเทพแห่งโชคลาภก็ได้มองฉิงเทียนอย่างแปลกๆ “ตรงนี้เป็นที่นั่งของเจ้าหน้าที่สวรรค์ เจ้ามานั่งตรงนี้โดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนเช่นนั้นรึ?”
“อย่าโกหกข้าเลย ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” แล้วเทพแห่งโชคลาภก็ไม่ได้สนใจฉิงเทียนอีก ในความคิดของเขานั้นคิดว่าฉิงเทียนคงไม่เชื่อใจเขา เขาจึงไม่พูดอะไรกับฉิงเทียนอีก
ฉิงเทียนที่เห็นว่าเทพแห่งโชคลาภนั้นกำลังเข้าใจเขาผิดอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้โกหกอะไร? มันช่วยไม่ได้จริงๆที่เขาเป็นแค่มนุษย์ และคุณก็เข้าใจผิดเองทั้งๆที่เขาพูดความจริงแท้ๆ, แล้วฉิงเทียนก็ถอนหายใจออกมา
เขาจึงได้กลับไปสนใจการแสดงต่อ และตอนนี้บนเวทีมีเหล่านางฟ้าพากันมาเต้นรำในชุดที่สีสันสวยงาม