ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 225 เสนอตัวเอง
บทที่ 225 เสนอตัวเอง
หลังจากที่ไท่ไป๋จินซิงได้ประกาศการแสดงต่อไปที่กำลังจะเริ่ม
จู่ๆที่ลานกว้างก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา แล้วก็มีควันดำลอยขึ้นมาปกคลุมทั่วทั้งลานกว้าง ถูกบดบังจนทำให้ผู้คนที่อยู่บนก้อนเมฆจนไม่เห็นด้านล่าง แล้วก็มีเสียงร้องเจ็บปวดดัง “อ๊าก…อ๊าก…..” มาเป็นระยะๆ
“ฮ่าๆ เยี่ยม, ยอดเยี่ยม ข้าล่ะชอบอาหารแบบนี้จริงๆ!”
ในเวลานี้เองที่เหล่าเซียนที่อยู่บนก้อนเมฆก็ได้มองดูลานกว้างที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น?” เง็กเซียนฮ่องเต้นั่งลงที่นั่งบัลลังก์ก็ได้ถามขึ้นมาอย่างสงสัยในเวลานี้
“เฉียนหลี่เหยิน ซุนเฝิงเอ้อ ตรวจสอบเร็วเข้า!” หลี่จิ้งสั่งการ
“รับทราบ!”
แล้วเฉียนหลี่เหยินกับซุนเฝิงเอ้อก็ได้ลุกขึ้นยืนตามคำสั่ง แล้วก้มหัวมองไปที่ลานกว้าง แล้วก็มีแสงสีทองส่องออกมาจากตาของเฉียนหลี่เหยินและหูของซุนเฝิงเอ้อก็ได้มีขนาดใหญ่มามีขนาดเท่ากับหวีกล้วย
ในเวลานี้เหล่าเซียนต่างก็พากันลุกขึ้นยืนอย่างกระวนกระวาย และต่างก็ก้มลงไปมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้านล่าง
มันไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อน ที่นี่ถือเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งโลกเซียน และองค์เง็กเซียนก็ยังคุมงานอยู่ด้วยแท้ๆ แล้วตอนนี้ก็จัดงานเลี้ยงลูกท้อ และเหล่าเซียนก็อยู่กันเต็มลานกว้าง
แล้วเจ้าปีศาจร้ายมาจากไหนกัน ทำไมถึงได้กล้ามากขนาดนี้? บุกกลางงานเลี้ยงลูกท้อ ไม่ต่างอะไรไปจากการท้าทายอำนาจของสวรรค์
“รายงานต่อองค์เง็กเซียน ข้าน้อยสามารถมองเห็นเหตุการณ์ข้างในได้แค่คร่าวๆเท่านั้น” เฉียนหลี่เหยินก้มหัว
“แล้วเกิดอะไรขึ้น?” องค์เง็กเซียนพูดด้วยสีหน้าซีเรียส เจ้าปีศาจตัวนี้ท้าทายอำนาจเขาชัดๆ!
“เหล่าเซียนที่อยู่ในม่านควันนั้นต่างก็นั่งลงอย่างไร้อารมณ์อยู่ตรงที่นั่งของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ!” เฉียนหยี่เหลินบอกเล่าสถานการณ์ด้านใน
เมื่อได้ยินที่รายงานมา องค์เง็กเซียนก็ได้คิ้วขมวดแล้วหันไปถามซุนเฝิงเอ้อที่อยู่ข้างๆเขา “แล้วเจ้าพบอะไรบ้างรายงานมาซิ?”
“รายงานองค์เง็กเซียน ข้าน้อยไม่พบอะไรนอกจากความเงียบที่ด้านล่างพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วองค์เง็กเซียนก็ได้มีสีหน้าตึงเครียดมากขึ้นไปอีก จนทำให้เหล่าเซียนไม่กล้าที่จะพูดอะไร ทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่
แล้วในตอนนี้เองที่มีเสียงที่เยือกเย็นดังมาจากในหมอกดำที่ลานกว้าง “ฮ่าๆ ลำพังแค่พลังระดับเซียนเหลี่ยงเก้อ มองไม่ทะลุภาพลวงตาของข้าปีศาจจิตใจได้หรอก” พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูถูก
“เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรเจ้าปีศาจ?” หยางเจี่ยนคำราม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายป้องกันของงานเลี้ยงลูกท้อแล้ว แต่กลับปล่อยให้ปีศาจเช่นนี้เข้ามาในงานได้ แถมยังกล้าประกาศตัวเองว่าเป็นปีศาจจิตใจอีก
หลังจากที่ได้ยินคำเหล่านี้ สีหน้าของพระยูไลกับสามมหาเทพเซียนก็ได้เปลี่ยนไปทันที!
“ชี่ชี่ เซียนอย่างพวกเจ้า ไม่มีทางรู้ถึงพลังของข้าหรอก ปีศาจจิตใจ, ปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทั่วทั้งโลกปีศาจ
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นมนุษย์หรือเซียน ต่างก็ถูกเฝ้ามองโดยข้าทั้งนั้น พวกเจ้าก็ระวังตัวให้ดีเถอะ และถ้าพวกเจ้าอยากจะได้เจ้าพวกขยะนี่คืนไป พวกเจ้าจะต้องส่งฉิงเทียนมาให้ข้า”
“ฉิงเทียนอะไร? ใครคือคนที่เจ้าเรียกว่าฉิงเทียน?” องค์เง็กเซียนตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เขาที่เป็นถึงจ้าวแห่งสวรรค์มานานนับพันปีแต่กลับถูกขู่โดยปีศาจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะยอมง่ายๆ ถือเป็นการท้าทายอำนาจเขาขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นท่ามกลางงานเลี้ยงลูกท้อที่สำคัญมากที่สุดอีกด้วย แต่ในเวลาเขายังไม่รู้ว่าใครคือศัตรูของเขา
“ชี่ชี่ ฉิงเทียนก็คือผู้ที่จัดงานเลี้ยงลูกท้อยังไงล่ะ เจ้ามนุษย์ฉิงเทียนนั่น” ปีศาจจิตใจหัวเราะอย่างชั่วร้าย จริงๆแล้วเขาก็ไม่อยากทำเช่นนี้หรอกถ้าไม่ใช่เพราะข้อตกลงกับเจ้าหนูนั่น แล้วก็อาศัยโอกาสนี้ในการดูดกลืนตัณหาของผู้คนเหล่านี้
บ้าจริง เราไปยุ่งกับปีศาจตนนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ในเวลานี้ฉิงเทียนได้มองไปที่เจ้าปีศาจแล้วพูดสบถขึ้นมา
เขามาที่สวรรค์ก็แค่ 3-4 ครั้งเท่านั้นเอง จะไปทำให้ปีศาจอย่างเขาโกรธได้อย่างไร?
“แกเจ้าปีศาจกล้ามากที่จะมาขู่ผู้เฒ่าอย่างข้า ข้าจะแสดงให้ไอ้หลานชายดูว่าปู่ของเจ้าเก่งกาจแค่ไหน?” ซุนหงอคงกระโดดลงมาจากเมฆมายังลานกว้างด้วยความโกรธ
“ฮ่าๆๆ ระดับเทพจุ่นเชิ่งรึ? มาเป็นอาหารให้ข้าซะเปล่าๆน่า” ปีศาจจิตใจพูดอย่างไม่กลัวและหัวเราะอย่างตื่นเต้น
“เฉียนหลี่เหยินกับซุนเฝิงเอ้อ พวกเจ้าสองคนคอยจับตาดูซุนหงอคงไว้ให้ดี” เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ได้รีบสั่งการออกไป
หลังจากที่สั่งการเสร็จ องค์เง็กเซียนก็ได้จ้องไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่จริงจัง ซึ่งเหล่าเซียนต่างก็จ้องมองมาที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ยุ่งยากใจเช่นกัน
ทำไมมนุษย์อย่างเขาถึงได้ไปทำให้ปีศาจตนนี้หมายหัวได้? ในเวลานี้พวกเขาต่างก็สงสัยขึ้นมาในใจ
ในเวลานี้เองที่พระยูไลและคนอื่นๆก็ตกใจขึ้นมา แม้แต่อาจารย์ของพวกเขาก็ยังสนใจมนุษย์ธรรมดาคนนี้ แล้วเจ้าศิษย์น้องมนุษย์คนนี้ก็ยังสามารถยั่วโมโหปีศาจได้อีก
“ศิษย์พี่สี่ขอรับ มีหนทางที่จะจัดการกับเจ้าปีศาจตนนี้บ้างหรือไม่?” องค์เง็กเซียนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถามศิษย์พี่สี่ของเขา
พระยูไลคิ้วขมวดแล้วพูดขึ้น “เจ้าปีศาจจิตใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่อาศัยอยู่ในโลกเซียน แต่เป็นสิ่งที่มาจากโลกปีศาจ พวกมันสามารถพรางตัวได้แล้วยังสามารถสิงสู่เซียนอย่างพวกเราแล้วอาศัยกัดกินอารมณ์ของพวกเราเป็นอาหารของพวกมัน”
เหล่าเซียนทั้งหมดต่างก็ได้พยายามเงี่ยหูฟังที่พระยูไลพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของมัน
โลกปีศาจนั้นตั้งอยู่ระหว่างโลกมนุษย์และโลกเซียน มนุษย์นั้นเคยเปิดประตูจากโลกมนุษย์มายังโลกเซียนโดยผ่านวิชาเต๋า ซึ่งจะต้องผ่านโลกปีศาจเสียก่อน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้บำเพ็ญตนมากมายที่พยายามที่จะต้องฝ่าการทดสอบจากฟ้าดิน แต่ก็พวกเขาก็ต้องถูกฆ่าตายโดยพวกปีศาจหรือไม่ก็สลายกลายเป็นฝุ่นไปภายใต้การทดสอบจากฟ้าดิน และเจ้าปีศาจจิตใจนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นปีศาจที่แปลกประหลาดที่สุดในบรรดาปีศาจด้วยกัน
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำอะไรมันได้บ้าง?” เทพเอ้อหลางถามอย่างกระวนกระวาย
“ปีศาจจิตใจถือกำเนิดมาจากจิตใจของผู้คน, การกระทำทางกายภาพไร้ผลกับมัน และมันยังเก่งเรื่องของการสร้างภาพลวงตาอีกด้วย ในเวลานี้หงอคงอาจจะเป็นอันตรายก็ได้
“อะไรนะท่านอาจารย์? ขนาดศิษย์พี่ใหญ่ก็สู้ไม่ได้งั้นเหรอขอรับ? เขาเป็นถึงเทพจุ่นเชิ่งเลยนะ”
พระยูไลก็ได้ถอนหายใจออกมา “มันไม่ได้ขี้นอยู่ระดับการบำเพ็ญเพียร ถ้าตัวเองแกร่งเจ้าปีศาจก็จะแกร่งตาม แต่ถ้าอ่อนแอเจ้าปีศาจก็จะอ่อนแอตาม ถ้ามนุษย์ตกไปอยู่ในภาพลวงตาของมัน ศัตรูก็จะแข็งแกร่งในระดับของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นเซียนที่ตกอยู่ในภาพลวงตาของมัน ความแข็งแกร่งของมันก็จะแข็งแกร่งในระดับของเซียน ซึ่งความสามารถหลักๆของมันก็คือการสร้างภาพลวงตานี่แหละ”
เป็นอย่างที่พระยูไลกล่าวเอาไว้ ทันทีที่อธิบายเสร็จเจ้าปีศาจจิตใจก็ได้พูดขึ้นมาอย่างดูถูก “ฮ่าๆๆ เจ้าจ๋อนี่ไม่เลวเลยทีเดียว ข้าเกือบจะควบคุมมันไม่ได้แล้ว”
“ซุนหงอคงตกอยู่ใต้การควบคุมของมันแล้วขอรับ” เรื่องนี้เป็นเหมือนกับระเบิดลงกลางหมู่เซียน แต่ละคนต่างก็มองไปที่เจ้าปีศาจข้างล่าง ถึงแม้พวกเขาจะรู้สึกไม่ค่อยชอบพอซุนหงอคงเท่าไร แต่ทุกคนก็รู้ถึงความแข็งแกร่งของเขาเป็นอย่างดี อาจจะมีเพียงองค์เง็กเซียน พระยูไล และสามเทพเซียนเท่านั้นที่จะจัดการมันได้
ฉิงเทียนก็ได้แต่คิ้วขมวดและมองไปที่ลานกว้างที่มืดหม่นอยู่เบื้องล่าง จากที่พระยูไลว่ามา มันจะแข็งแกร่งหากเจอกับคนที่แกร่ง และจะอ่อนแอหากเจอกับคนที่อ่อนแอ บางทีอาจจะดีกว่าถ้าเขาจะไปเอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ฉิงเทียนก็ได้เดินไปหาองค์เง็กเซียนแล้วก้มหัวให้เขาแล้วพูดขึ้น “ฝ่าบาทครับ ในเมื่อผมคือคนที่ปีศาจจิตใจตามหา ให้ผมเป็นคนไปเองจะดีกว่าครับ”
“ไม่ได้นะ” ฉิงเทียนที่ยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆคนในหมู่เซียนคนหนึ่งก็ได้ตะโกนขึ้นมา
ชุดที่สีสันสดใสและจมูกที่ได้รูป สาวงามที่มีความงามเฉพาะตัวได้ตะโกนขึ้นมา ซึ่งนางนั้นยืนอยู่ตรงกลางหมู่เจ้าหญิงทั้ง 7 และจ้องมองมาที่ฉิงเทียนด้วยสายตาที่เบิกกว้าง!
นางฟ้าคนนี้คือใครกันนะ? แต่ฉิงเทียนก็รู้สึกคุ้นเคยกับนางหน่อยๆ
ส่วนเจ้าแม่หวังหมู่ที่เห็นลูกสาวของตัวเองที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดนั้น จึงได้หันมาจ้องมองที่ฉิงเทียน ซึ่งในตอนนั้นเองที่ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงความมีอำนาจของเจ้าแม่
“เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าข้างล่างนั้นคืออะไร?” องค์เง็กเซียนถามอย่างจริงจัง
“ครับฝ่าบาท ผมได้ยินที่พระยูไลกล่าวมาเมื่อสักครู่แล้วครับ เจ้าปีศาจจิตใจนั้นจะแข็งแกร่งต่อผู้ที่แข็งแกร่ง และจะอ่อนแอกับผู้ที่อ่อนแอ ผมเป็นแค่คนธรรมดา ให้ผมไปเป็นการแลกเปลี่ยนกับท่านมหาเซียนเถอะครับ”
“โอ้ นี่เจ้าสนิทกับซุนหงอคงอย่างนั้นรึ” องค์เง็กเซียนถามอย่างสงสัย
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันหมายความว่าอย่างไรหากเจ้าลงไป? ไม่ว่าเจ้าจะโชคดีสักเพียงไหน แต่เจ้าก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่สามารถมาจากโลกมนุษย์มายังโลกเซียนได้เท่านั้น ถ้าเกิดเจ้าลงไป เจ้าอาจจะตายก็ได้นะ เจ้าใคร่ครวญดีแล้วหรือยัง?”
“ครับฝ่าบาท ข้าน้อยได้คิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วครับ” ฉิงเทียนตอบกลับทันที
เมื่อเห็นฉิงเทียนที่มีท่าทีมั่นใจเช่นนั้น องค์เง็กเซียนจึงได้ตะโกนขึ้นมา “ดี!”
แล้วเหล่าเซียนต่างก็มองมาที่ฉิงเทียนด้วยสายตาชื่นชม ซึ่งเขาไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าหาญได้ขนาดนั้นแม้เป็นเพียงแค่มนุษย์
“ไม่ได้ ข้าบอกว่าไม่ได้ พวกท่านก็อย่าให้เขาลงไปนะ” ฮ่าวอวิ๋นพูดอย่างกระวนกระวายกับพ่อแม่ของนาง แล้วนางก็แอบพูดในใจว่า: ท่านอาจารย์บ้าอะไรอย่างนี้ ถ้าเกิดลงไปท่านอาจจะไม่สามารถรอดกลับมาก็ได้ แล้วทำไมถึงยังจะลงไปอีกทั้งๆที่เป็นแค่นักพรตหนุ่มแท้ๆ
“ลูกแปดทำไมเจ้าถึงได้ดื้อรั้นเช่นนี้นะ” ด้วยการโบกมือของเจ้าแม่ ฮ่าวอวิ๋นก็ได้สลบไปทันที แล้วพี่ๆทั้ง 7 ของนางก็ได้มาประคองตัวของนางจากข้างหลังเอาไว้
ฉิงเทียนก็ได้มองมาที่ฮ่าวอวิ๋นอย่างสงสัย ทำไมคนคนนี้ถึงได้เป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดนี้นะ?
ซึ่งมีเพียงไท่ไป๋จินซิงเพียงผู้เดียวที่ทราบความจริงข้อนี้ แล้วเขาก็ได้มองไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ
“ในเมื่อเจ้าจะลงไป เพื่อเป็นการไม่ให้เจ้าเอาชีวิตไปเสี่ยงมากเกินไป ข้าก็จะมอบตะเกียงแก้ว 7 สีนี้ให้เจ้ายืม”