ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 241 สมาพันธ์เวลา
บทที่ 241 สมาพันธ์เวลา
“คุณไม่รู้จักสำนักงานจัดสรรเวลาอย่างนั้นเหรอ?” เฉียงเวยมองไปที่ฉิงเทียนอย่างพูดไม่ออก
ฉิงเทียนก็ได้ถามอย่างเหนื่อยอ่อน “สำนักงานจัดสรรเวลามันมีชื่อเสียงมากนักเหรอ? ทำไมผมถึงต้องรู้จักด้วย?”
เฉียงเวยเอามือจับหน้าผาก และมองไปที่ตาของฉิงเทียนราวกับว่าเธอเจอคนที่แปลกประหลาดเข้าให้แล้ว จึงได้อธิบาย “สำนักงานจัดสรรเวลานั้นคือผู้ที่จัดการเรื่องเวลาของโลกทั้งใบนี้ และชีวิตของทุกคนนั้นก็เป็นของเขา เลขเวลาที่อยู่ที่ตัวนับเวลาของพวกเรานั้นถูกจัดการโดยสำนักงานจัดสรรเวลานี่แหละ ถ้าพวกเขาไม่ยอมจ่ายเวลาให้สักวันหนึ่งล่ะก็ โลกทั้งใบนี้ก็จะตายสักวันหนึ่ง”
ฉิงเทียนได้ฟังที่เฉียงเวยอธิบายก็ได้มั่นใจสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มากขึ้นไปอีก ว่าตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังสำนักงานจัดสรรเวลานั้นก็คือเจ้าปีศาจจิตใจนั่นเอง
เพราะมีเพียงปีศาจจิตใจเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ทำแบบนี้ได้ ถึงแม้ว่าเจ้านั่นจะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างที่อยู่ในโลกจินตนาการของเขาได้ แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะกลายมาเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดได้
“หรือว่าผมจะไปล่วงเกินคนที่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้เข้าให้ซะแล้ว?” ฉิงเทียนแกล้งทำเป็นกลัว แต่มุมปากของเขากลับยิ้มขึ้นมา เขากลัวซะที่ไหนล่ะ?
แน่นอนว่าท่าทีของฉิงเทียนนั้นทำให้เฉียงเวยรู้สึกประหลาดใจมาก ตอนที่เธออธิบายเรื่องนี้ ฉิงเทียนก็ควรที่จะกลัวบ้างสิ เธอมองไปที่ฉิงเทียนอย่างแปลกๆแล้วพูด “คุณไม่กลัวพวกเขาบ้างรึยังไง?”
ฉิงเทียนส่ายหัวของเขา แล้วหยิบกาแฟขึ้นมาดื่มโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะพูดตอบกลับไป “ทำไมผมจะต้องกลัวพวกเขาด้วย? ผมมีนิสัยที่ไม่กลัวแม้แต่สวรรค์ แล้วทำไมผมต้องกลัวพวกเขา”
“คุณต่างห่างที่ทำให้ผมสงสัยมากกว่าอีก คนที่สามารถเข้ามาที่ย่านชนชั้นสูงได้ แต่กลับออกไปเล่นที่บ่อนพนันแล้วเล่นพนันหยกหินเพื่อแลกหาเวลา 10,000 ชั่วโมง คุณพอจะบอกผมได้หรือไม่ว่าทำไม?” ฉิงเทียนยิ้มและจ้องไปที่เฉียงเวยแล้วถาม
“ฉันสามารถบอกคุณได้แค่ว่า ฉันสามารถช่วยคุณหนีจากสำนักงานจัดสรรเวลาได้และช่วยทำให้คุณกลายเป็นสมาชิกจริงๆของย่านชนชั้นสูงนี่ได้ หากคุณยอมตกลงกับฉันเรื่องหนึ่งก่อน!” เฉียงเวยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉิงเทียนก็ได้ลูบจมูกแล้วพูดขึ้น “หลบหนีการตามล่าและกลายเป็นชนชั้นสูงงั้นเหรอ มันก็น่าสนใจอยู่ แต่คุณพอจะบอกเงื่อนไขให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?”
แล้วใบหน้าที่น่ารักของเฉียงเวยก็แดงขึ้นมา แล้วเธอก็ได้พูดด้วยความรู้สึกอายแบบสุดๆ “ก็แค่ คุณกับฉันแต่งงานกัน”
“อะไรนะ! แต่งงานกับคุณ” ฉิงเทียนสะดุ้งโหยงลุกจากเก้าอี้แล้วตะโกนออกมา
ผู้คนที่อยู่รอบๆต่างก็หันมามองฉิงเทียนที่จู่ๆก็ลุกขึ้นมาด้วยสายตาแปลกๆ และมีผู้ชายบางคนที่มองฉิงเทียนด้วยความอิจฉา กับผู้หญิงที่สวยและน่าหลงใหลขนาดนั้น แต่เขากลับยังจะลังเลอยู่อีก!
เมื่อเห็นสายตารอบๆที่จ้องมองมาที่โต๊ะของเธอ เฉียงเวยจึงได้มองไปที่เขาและจึงได้พูดด้วยใบหน้าที่แดงไปถึงหู “ฉิงเทียน คุณจะนั่งลงได้หรือยัง ทำไมต้องมาทำเสียงดังด้วย?”
ฉิงเทียนจึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาว่าท่าทีของเขานั้นตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย จึงได้รีบนั่งลงและจ้องไปที่เฉียงเวยที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขา
เฉียงเวยที่ถูกสายตาของฉิงเทียนจับจ้องก็ได้รู้สึกเขินขึ้นมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วถามเขา “คุณกำลังจ้องอะไรอยู่?”
ฉิงเทียนจึงได้ถามเธอ “คุณต้องการที่จะแต่งกับผมจริงๆเหรอ ทั้งๆที่คุณแทบจะไม่รู้จักอะไรผมเลยนะ?”
เฉียงเวยที่ยังเงยหน้ามองที่เขาอยู่ก็ได้พูดกลับไป “คุณตอบแค่ว่าใช่หรือไม่ก็พอ!”
“คือว่า…..” ฉิงเทียนลังเลขึ้นมา ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่านี่เป็นแค่โลกในความฝัน แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงข้ามที่กำลังขอแต่งงานกับเขานั้นมีใบหน้าเหมือนกับซูเสวี่ยอย่างกับแกะ
แต่อย่างไรเสีย นี่เป็นเป็นครั้งแรกเลยที่ฉิงเทียนจะได้แต่งงาน
เมื่อเห็นฉิงเทียนที่มีทีท่าลังเลอยู่ชั่วขณะ เฉียงเวยจึงอดคิดไม่ได้ว่าตัวเธอนั้นไม่สวยหรืออย่างไร? มีผู้ชายเป็นหมื่นเป็นแสนคนที่มาไล่ตามจีบเธอแท้ๆ แต่เขากลับลังเลที่เธอขอเขาแต่งงาน เมื่อคิดเช่นนี้น้ำเสียงของเธอก็ได้เปลี่ยนไปพูดแบบเย็นชา “สรุปว่าคุณจะตกลงหรือไม่ตกลง?”
ฉิงเทียนรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเฉียงเวย “คุณคนสวย คุณจะเร่งรีบไปหน่อยไหม ถึงผมจะยอมรับว่าคุณเป็นสวย ไม่สิทั้งสวยและเซ็กซี่เลย แต่พวกเรายังไม่รู้จักกันดีเลยนะ มันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะเป็นผู้ชายแล้วต้องใฝ่ฝันอยากที่จะแต่งงานกับสาวสวยอย่างคุณหรือไม่ แต่ผมไม่อยากให้คุณต้องมาเสียใจทีหลัง
เฉียงเวยเมื่อได้ยินที่ฉิงเทียนพูดออกมาก็ได้สงบอารมณ์ของเธออย่างๆช้า จากนั้นเธอจึงปลุกเขาให้ตื่นจากความฝันและอธิบายเขา “ไม่ต้องกังวลไป นี่เป็นแค่การแต่งงานหลอกๆเท่านั้น แค่หลอกให้พ่อของฉันไม่บังคับฉันไปแต่งงานกับคนจากตระกูลซื่อเท่านั้น”
คลุมถุงชนงั้นเหรอ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงานที่ทางตระกูลจัดไว้ให้ นางเอกจึงได้มาหาเขาแล้วจากนั้นก็เพื่อที่จะหลอกพ่อแม่ของเธอจึงได้แต่งงานหลอกๆกับเขา นี่มันพล็อตละครทางทีวีรึไง? ทำไมถึงได้มีเรื่องอะไรแบบนี้เกิดขึ้นในโลกจินตนาการของปีศาจจิตใจได้? แล้วยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นพระเอกอีกต่างหาก เจ้านั่นมันวางบทยังไงกันแน่เนี่ย
เฉียงเวยจึงได้อธิบายต่อ “คุณยังอยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงได้ไปเปิดร้านเหล้าที่ย่านชุมชน?”
“อืม” ฉิงเทียนผงกหัว
เฉียงเวยที่จับไปที่ผมของเธอเองก็ได้พูดขึ้นมา “คุณรู้ไหมว่าใครกันที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกใบนี้?”
“ไม่ใช่สำนักงานจัดสรรเวลาหรอกเหรอ?” ฉิงเทียนถามกลับอย่างสับสน
“ทั้งใช่และไม่ใช่ ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกนั้นเป็นสำนักงานจัดสรรเวลาแน่นอน แต่ก็มีองค์กรหนึ่งบนโลกนี้ที่มาเป็นคู่แข่งกับสำนักงานจัดสรรเวลาได้” เฉียงเวยกล่าว
ฉิงเทียนจึงได้รู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้นไปอีก มันก็เข้าใจได้อยู่นะว่าองค์กรที่เจ้านั่นสร้างขึ้นมาในโลกของเจ้าปีศาจจิตใจเองย่อมต้องแข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงได้มีองค์กรอื่นโผล่มาเป็นคู่แข่งได้? “แล้วองค์กรที่คุณว่านี้มันเป็นอย่างไรกัน?”
เฉียงเวยก็ได้ยิ้มและอธิบาย “องค์กรนี้มีชื่อว่าสมาพันธ์เวลา เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของ 5 ตระกูลใหญ่ และทั้ง 5 ตระกูลนี้ต่างก็ควบคุมเรื่องของพลังงาน, การรักษาพยาบาล, การก่อสร้าง, อาหาร และการปกครองในโลกนี้”
“อะไรนะ! สามารถควบคุมพลังงาน, การรักษาพยาบาล, การก่อสร้าง, อาหาร และการปกครองได้อย่างนั้นรึ นี่มันเป็นองค์กรยังไงกันแน่เนี่ย?” ฉิงเทียนรู้สึกตกใจขึ้นมา ในโลกนี้สามารถพูดได้ว่านอกจากเวลาที่น่าจะเป็นเหมือนไม้ตายที่ถูกควบคุมโดยเจ้าปีศาจจิตใจแล้ว อย่างอื่นกลับถูกองค์กรอื่นเข้าควบคุมอย่างนั้นรึ หรือว่าเจ้าปีศาจจิตใจมันทำพลาดครั้งใหญ่ในการสร้างโลกจินตนาการนี้ขึ้นมากันแน่นะ?
เฉียงเวยมองไปที่ฉิงเทียนที่อ้ำอึ้ง ซึ่งเธอก็ไม่แปลกใจอะไร เพราะคนที่ได้รู้เรื่องนี้ต่างก็ตกใจด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องอาศัยอยู่ในแวดล้อมเช่นนั้นตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เธอเองก็คงตกใจตอนที่เธอได้ยินครั้งแรกเช่นกัน
เฉียงเวยจัดความคิดของเธอใหม่และได้จับไปที่ตัวแสดงเวลาของเธอแล้วพูดขึ้น “สมาพันธ์เวลานั้นก่อตั้งขึ้นมาโดยการรวมตัวกันของทั้ง 5 ตระกูลใหญ่ซึ่งพวกเขาต่างก็พยายามจะค้นหาให้ได้ว่าทำไมมนุษย์ถึงไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากตัวบอกเวลานี้ได้ ทำไมชีวิตของทุกคนถึงได้มีการตั้งเวลาเอาไว้ และสำนักงานจัดสรรเวลานั้นสามารถตั้งเวลาของผู้คนได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินที่เฉียงเวยพูด ในใจของฉิงเทียนก็ตกใจมากขึ้นเรื่อย เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าโลกจินตนาการนี้อาจไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เข้ามา จะต้องมีใครสักคนที่เขามาด้วยแน่ๆ ถ้าไม่มีคนอื่นเข้ามา ผู้ในโลกจินตนาการนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความคิดเช่นนี้แน่
“และทั้ง 5 ตระกูลนี้ประกอบด้วย ตระกูลไท่, ตระกูลอวี้, ตระกูลซั่ง, ตระกูลซื่อ, ตระกูลจาง ซึ่งตัวฉันนั้นเป็นคนของตระกูลจาง” แล้วเฉียงเวยก็ได้เฉลยคำตอบออกมา
“นั่นหมายความว่าพ่อของคุณนั้นต้องการที่จะทำให้ทั้ง 5 ตระกูลนี้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการให้ลูกหลานของพวกเขาแต่งงานกันเองสินะ” ฉิงเทียนพูดกับเฉียงเวย