ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 254 กลับสู่โลกเซียน
บทที่ 254 กลับสู่โลกเซียน
ณ โลกเซียน เหล่าเซียนนั้นยังอยู่กันที่ลานกว้างที่จัดงานเลี้ยงลูกท้ออยู่!
“ดูนั่นสิ หมอกดำข้างล่างนั่นค่อยๆจางหายไปแล้ว!” เทพแห่งโชคลาภมองไปที่หมอกดำที่อยู่ที่ด้านล่างที่กำลังจางลงเรื่อยๆ แล้วพูดอย่างตกใจ! จากเดิมที่ไม่สามารถมองเห็นข้างในได้เลย ตอนนี้เริ่มที่จะมองเห็นเหล่าเซียนที่นอนอยู่บนพื้นด้วยท่าทางต่างๆได้แล้ว!
คำพูดของเทพแห่งโชคลาภนั้นได้ทำให้เหล่าเซียนที่อยู่บนเมฆต่างก็ได้ให้ความสนใจหมอกดำที่อยู่ด้านล่าง!
เฉียนหลี่เหยิน ซุนเฝิงเอ้อ รีบตรวจสอบสถานการณ์โดยเร็ว” เจ้าแม่หวังหมู่รีบสั่งการเฉียนหลี่เหยินกับซุนเฝิงเอ้อสองขุนพลสวรรค์โดยทันที!
“รับทราบ!”
เฉียนหลี่เหยินก็ได้ใช้ตาแสงทั้งสองข้างของเขาส่องลงไปที่ลานกว้างทันที และหูทั้งสองข้างของซุนเฝิงเอ้อก็ได้กางออกเป็นหวีกล้วยทันที และคอยฟังเสียงทุกการเคลื่อนไหวด้านล่าง
เหล่าเซียนก็ได้มองไปที่เฉียนหลี่เหยินและซุนเฝิงเอ้ออย่างกระวนกระวายเพื่อรอฟังผลจากพวกเขา
ซึ่งคนที่เป็นกังวลมากที่สุดที่นี่เห็นจะไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียไปจากซุนหงอคงและฮ่าวอวิ๋น ซึ่งซุนหงอคงนั้นไม่คิดว่าฉิงเทียนนั้นเพื่อช่วยเขาแล้วถึงกับยอมเสี่ยงเข้าไปในภาพลวงตาของเจ้าปีศาจจิตใจด้วยตัวเองเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายจนขนตัวเองตั้งลูบเท่าไรก็ไม่ยอมลง!
ไม่นานนักเฉียนหลี่เหยินกับซุนเฝิงเอ้อก็ได้หันหน้ากลับมาหาเจ้าแม่หวังหมู่ด้วยสีหน้าที่ยินดีแล้วพูดขึ้น “กราบเรียนเจ้าแม่ ขณะนี้หมอกดำกำลังจางลงเรื่อยๆและตัวข้าน้อยและน้องชายคิดว่าอีกไม่นานหมอกดำคงจะจางหายไปจนหมดขอรับ!”
ซุนหงอคงก็ได้รีบโผล่มาตรงหน้าของเฉียนหลี่เหยินกับซุนเฝิงเอ้อแล้วพูดอย่างกระวนกระวาย “แล้วพวกเจ้าเห็นน้องฉิงของข้าบ้างไหม?”
เมื่อได้ยินที่อธิบาย เหล่าเซียนที่อยู่บนเมฆต่างก็โล่งอก เพราะเมื่อหลายไม่กี่ชั่วยามก่อนพวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็กลัวกัน!
ส่วนฮ่าวอวิ๋นมีตาที่แดงซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อสักครู่นั้นเธอร้องไห้หนักมาก และเหล่าพี่สาวทั้ง 7 ของเธอต่างก็ช่วยกันปลอบเธอ! เมื่อเธอได้ยินที่เฉียนหลี่เหยินและซุนเฝิงเอ้อบอกแล้ว เธอก็ได้รีบกระโดดลงไปโดยไม่รีรอทันที
“น้องแปด!” เหล่าองค์หญิงทั้ง 7 เมื่อเห็นน้องสาวของตัวเองกระโดดลงไป พวกเธอเองก็ไม่ได้สนว่าจะมีอันตรายหรือไม่ ได้รีบกระโดดตามลงไปทันทีเช่นกัน! แม้แต่ซุนหงอคงเองก็ได้กระโดดตามลงไปด้วย!
เจ้าแม่หวังหมู่เมื่อเห็นลูกสาวทั้งแปดของตัวเองกระโดดลงไปแล้ว ก็ได้รีบสั่งการออกไปโดยพลัน “พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่ รีบไปคุ้มกันองค์หญิงทั้ง 8 เร็วเข้าสิ!”
“รับทราบ!”
หยางเจี่ยนก็ได้พาเหล่าทหารสวรรค์จำนวนหนึ่งกระโดดตามลงไปทันที! ในเวลานี้เจ้าแม่ก็ได้แอบคิดอย่างเข้าใจ: สงสัยลูกแปดของเราคงจะตกหลุมรักชายที่ชื่อฉิงเทียนเข้าแล้วสินะ?
ฉิงเทียนคนนี้ช่างมีความสามารถมากยิ่งนัก ถึงกับทำให้เจ้าเด็กที่แก่นแก้วอย่างลูกแปดนั้นตกหลุมรักได้, เจ้าแม่หวังหมู่คิดในใจอย่างสงสัย
แต่ถึงแม้การแสดงของฉิงเทียนในคราวนี้นั้นจะทำให้เจ้าแม่นั้นพอพระทัยอย่างมากก็ตาม แต่เธอก็คิดว่าเขานั้นเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาอยู่ดี ทำให้รู้สึกไม่ค่อยพอใจขึ้นมาแล้วก็ได้จ้องไปที่เทพเฒ่าจันทรา
ในเวลานี้เองที่เทพเฒ่าจันทราก็พลันรู้สึกได้ถึงรังสีอาฆาตที่ได้ลอยมาหาเขา! ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ตัวเขาที่เป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับ 3 ของสวรรค์นั้น กลับถูกจ้องด้วยรังสีอาฆาตเช่นนี้ เขาจึงได้จ้องตอบกลับไปแล้วพบว่าเป็นเจ้าแม่หวังหมู่นั่นเอง ทำให้เขานั้นตกใจในทันที
เขาจึงได้แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทันที และได้หันไปมองทางอื่นอย่างรู้สึกผิด เพราะเขารู้แล้วว่าทำไมเจ้าแม่ถึงได้มองมาที่เขาด้วยสายตาเช่นนั้น!
เพราะองค์หญิงแปดนั้นยังไม่ได้วัยแต่งงาน และเขามั่นใจว่าเจ้าแม่หวังหมู่นั้นคงจะคิดว่าเป็นฝีมือเขาที่ไปผูกด้ายแดงเข้าแน่ๆ แต่จริงแล้วมันเป็นลิขิตของสวรรค์ต่างหากไม่ใช่เขาที่มีหน้าที่ผูกด้ายแดง! ซึ่งเป็นตัวด้ายเองที่ผูกกันโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย
และด้านแดงของฉิงเทียนนั้นก็ได้ผูกกับหญิงสาวไว้อย่างลวกๆอย่างมากมาย สงสัยเขาคงจะต้องกลับไปดูให้ชัดเจนอีกทีหลังจากที่จบจากงานนี้แล้ว
เมื่อเห็นเทพเฒ่าจันทราหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิดแล้ว เจ้าแม่หวังหมู่ก็ได้คิดในใจ: หึ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน
แล้วในเวลานี้เองที่ซุนหงอคงได้อุ้มพาฉิงเทียนบินมาไว้บนก้อนเมฆอย่างกระวนกระวาย
ฮ่าวอวิ๋นก็ได้ตะโกนจากกระวนกระวายไปยังฝูงชน “หมอนักบุญ หมอนักบุญ มาที่นี่หน่อย!”
แล้วก็มีชายชราผู้หนึ่งรีบวิ่งออกมาจากกลุ่มเหล่าเซียน ที่ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความประหม่าอย่างมาก
ชายชราผู้นี้คือหมอจางจ้งจิ่งนั่นเอง นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อ แต่กลับมีเรื่องแบบนี้ขึ้น ในเวลานี้เหล่าเซียนต่างก็จ้องมาที่เขา ทำให้รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างมาก!
“เจ้าดูอาการสิว่าน้องฉิงของข้าเป็นอะไร! และถ้าเจ้ารักษาไม่ได้ ตาเฒ่าคนนี้จะเอากระบองวิเศษไปฟาดหอรักษาของเจ้าให้แหลกคามือ” ซุนหงอคงพูดอย่างกระวนกระวายใจ
“ขอรับ, ได้ขอรับท่านมหาเซียน เซียนผู้น้อยคนนี้จะทำอย่างสุดความสามารถขอรับ” จางจ้งจิ่งก็ได้ปาดเหงือที่หน้าผากของเขา
แล้วรีบลงไปนั่งคุกเข่าแล้วทำการตรวจสอบอาการของฉิงเทียน “หืม ทำไมพลังของมนุษย์ผู้นี้ถึงได้มีพลังการรักษาคล้ายกับของสำนักของเราได้นะ?” จางจ้งจิ่งประหลาดใจ เมื่อพบว่าเขามีพลังการรักษาแบบเดียวกันกับของตัวเองได้!
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง?” ฮ่าวอวิ๋นตะโกนออกมาแล้วมองไปที่ฉิงเทียนที่กำลังจะตื่นอย่างช้าๆ!
จางจิ้งจิ่งก็ได้รีบระงับความสงสัยของเขาเอาไว้ในใจเสียก่อนแล้วตอบกลับไป “กราบเรียนองค์หญิงแปด ฉิงเทียนนั้นไม่มีอาการอะไรร้ายแรงขอรับ แต่เขาที่เขายังไม่ฟื้นนั้นเนื่องมาจากมีการใช้จิตศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป”
“จริงเหรอ แล้วเมื่อไรเขาถึงจะตื่นล่ะ?” ฮ่าวอวิ๋นถามต่อโดยไม่ปรานีคุณหมอ
“น่าจะตื่นหลังจากนี้อีก 1 ชั่วยามขอรับ” จางจ้งจิ่งตอบ
………………
เจ้าแม่ที่เห็นว่าฉิงเทียนนั้นไม่เป็นอะไรมากแล้ว เธอก็ได้มองไปที่องค์เง็กเซียนและเซียนทั้งสี่ที่ยังนั่งอยู่ด้วยความกังวล
แต่เธอไม่สามารถที่จะพูดออกไปให้เหล่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านล่างทราบได้ว่าองค์เง็กเซียนและอีก 4 เซียนแห่งโลกเซียนนั้นได้เข้าไปในภาพลวงตาของเจ้าปีศาจจิตใจด้วยได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดการแตกตื่นขึ้นได้
ซึ่งในตอนแรกเจ้าแม่ได้อธิบายให้เหล่าเซียนฟังว่าองค์เง็กเซียนกับเซียนทั้ง 4 นั่นได้ทำการถอดจิตออกไปตามหาท่านหงจวินเหล่าจื่อที่ตำหนักอยู่
แต่เมื่อมองไปที่หมอกดำที่กำลังจะหายไปในไม่ช้า เธอก็ได้แต่คิดว่าทำไมพวกเขาถึงยังไม่ตื่นกันอีกนะ, เธอรู้สึกว้าวุ่นใจมา
ณ ตำหนักของหั่วเต๋อซิงจวิน
หั่วเอี๋ยนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่นั้น ลายสีดำที่อยู่ทั่วใบหน้าของเขานั้นก็ได้ปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า และเขาก็หายใจอย่างรุนแรงมาก!
“อ้วก” เขาอ้วกเอาเลือดสีดำออกมาคำโต แล้วก็ได้ทำที่มือของเขาอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาอยู่นานมากถึงจะหายใจได้อย่างสงบ
“ทำไมระดับวิชาของเราถึงได้ตกกลับมาอยู่ในระดับจินเซียนอีกครั้งได้ล่ะเนี่ย?” หั่วเอี๋ยนพูดอย่างตื่นตระหนก แล้วมองไปที่ลายสีดำที่แขนของเขาที่ค่อยๆจางไป แล้วเขาก็พอจะเดาได้ในใจว่าเจ้าปีศาจจิตใจคงจะทำพลาดเสียแล้ว!
“เจ้าปีศาจนั่นทำพลาดงั้นสินะ ฮ่าๆ” หั่วเอี๋ยนนั้นพูดออกมาอย่างดูถูก “คิดจะควบคุมข้างั้นเหรอ หวังว่าเจ้าจะตายไปพร้อมกับฉิงเทียนนะ”
หั่วเอี๋ยนนั้นไม่ใช่คนโง่ ที่เขานั้นร่วมมือกับเจ้าปีศาจจิตใจก็เหมือนกับใช้ให้ไปขอหนังจากเสือ ซึ่งเขาได้ถือโอกาสหลอกใช้เจ้าปีศาจให้ไปที่งานเลี้ยงลูกท้อเพื่อฆ่าฉิงเทียน และก็คิดว่าเจ้าปีศาจจิตใจคงจะไม่สามารถทนต่อการยั่วยวนของเหล่าเซียนที่อยู่กันเป็นจำนวนมากได้แน่
และได้ทำให้เขาสามารถบรรลุวิชาของเขาได้อย่างต่อเนื่องในเวลาแค่ไม่กี่วัน! แต่ทว่าจากการที่พลังของเขาจู่ๆก็ตกลงมานั้นได้แสดงให้เห็นว่าแผนยืมมือฆ่าคนของเขาสำเร็จเรียบร้อยดี
แต่เมื่อนึกถึงตัวเขาที่ไปถึงระดับเทียนเซียนเมื่อสักครู่ได้แล้วนั้น เขาก็คิดว่าอาศัยความพยายามหลังจากนี้อีกนิดหน่อยเขาก็น่าจะได้พลังของเขาฟื้นคืนกลับมาได้อย่างแน่นอน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเพราะกำจัดตัวปัญหาใหญ่ได้แล้ว
“หึ เจ้าปีศาจความฉลาดของเจ้านั้นยังเทียบกับข้าไม่ได้หรอก แต่ว่าข้าก็ต้องขอบคุณเจ้ามากนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าระดับพลังของข้าคงจะไม่เพิ่มพูนขึ้นมาได้เร็วเช่นนี้แน่!” ในเวลานี้หั่วเอี๋ยนพูดออกมาราวกับเป็นผู้ชนะ
แต่แล้วก็มีเสียงดังออกมา “งั้นเหรอ?” จากนั้นก็มีควันสีเทาๆลอยออกมาตรงหน้าของเขา!
“อะไรกัน แกยังไม่ตายอีกเรอะ!” หั่วเอี๋ยนพูดอย่างตกใจ
“ทำไมรึ เจ้าคิดถึงข้ามากงั้นเหรอ?” เสียงของเจ้าปีศาจพูดอย่างเย็นชาราวกับเสียงของปีศาจที่อยู่ในนรกชั้น 9
“ไม่มีทาง!” หั่วเอี๋ยนก็ได้ตอบอย่างเย็นชาใส่ ถึงเขาจะตกใจเมื่อสักครู่ แต่หั่วเอี๋ยนก็ได้คิดอย่างรวดเร็วในหัวของเขาว่าเจ้าปีศาจนั้นยังเหลือความแข็งแกร่งอยู่อีกมากเท่าไหนกัน ซึ่งหั่วเอี๋ยนนั้นรู้ว่าเจ้าปีศาจนั้นคงจะต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างมากแน่ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่มีทีท่าอ่อนแรงเช่นนี้ และตอนนี้มันคงคิดที่จะมาเล่นงานเขาเป็นแน่ แต่ถ้าเขาปล่อยให้มันดูดพลังและตัวของเขาไปแล้ว หลังจากนั้นอัจฉริยะแห่งโลกเซียนก็จะได้ถือกำเนิดขึ้นมา เมื่อคิดได้เช่นนี้หั่วเอี๋ยนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ในเวลานี้เจ้าปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกดำก็ได้จ้องมาที่หั่วเอี๋ยนด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ดี ถึงแม้ว่ามันจะหนีออกมาจากโลกจินตนาการได้ทัน แต่ร่างต้นของมันก็บาดเจ็บหนักมาก หลังจากนี้ไม่นานมันคงจะสลายไปเป็นแน่แท้ ดังนั้นหนทางเดียวที่จะรอดของมันคือต้องเข้ายึดร่าง!
การเข้ายึดร่างก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเซียนมาสักคนหนึ่ง และจะต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดกับร่างต้นมันด้วย เขานั้นเป็นปีศาจเพียงตัวเดียวและมีเซียนอยู่เต็มไปหมดในโลกเซียนนี้ ถ้าเขาคิดจะยึดร่างใครสักคนล่ะก็ คงมีเพียงหั่วเอี๋ยนนี่แหละที่เหมาะสมที่สุด!
ดังนั้นเจ้าปีศาจจึงได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของหั่วเอี๋ยนที่เต็มไปด้วยความแค้นต่อฉิงเทียน เขาจึงได้คิดที่จะยึดครองร่างของหั่วเอี๋ยนเสียก่อนที่ร่างต้นของมันจะสลายไป!
แล้วทั้งสองคน(1เซียน+1ปีศาจ)ก็ได้รวมประสานร่างเข้าด้วยกัน!
ส่วนอีกทางด้านหนึ่ง หมอกดำที่อยู่ที่ลานกว้างนั้นก็ได้จางหายไปจนหมดสิ้น แล้วองค์เง็กเซียนกับเซียนทั้ง 4 ก็ได้ลืมตาขึ้นมา!
เจ้าแม่หวังหมู่ที่อยู่ใกล้ๆเธอก็รู้สึกได้ว่าองค์เง็กเซียนนั้นฟื้นขึ้นมาแล้ว แล้วจากนั้นเธอก็ได้แอบพูดกับเขา “ฝ่าบาท ท่านและมหาเซียนทั้งสี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร! เจ้าปีศาจจิตใจถูกข้าและศิษย์พี่ทั้งสี่กำจัดแล้ว” องค์เง็กเซียนตอบ
“ดีแล้ว เจ้าปีศาจจิตใจนั่นบังอาจมาทำลายงานเลี้ยงลูกท้อของข้า โทษของมันสมควรตายแล้ว” เจ้าแม่หวังหมู่พูดด้วยความโกรธ
“ก็ดีแล้ว เอาไว้คุยเรื่องนั้นกันทีหลัง ตอนนี้เป็นเวลาที่จะต้องทำให้เหล่าเซียนสงบลงเสียก่อน!” องค์เง็กเซียนพูดเบาๆ
แล้วก็หันไปพูดกับไท่ไป๋จินซิงที่อยู่ข้างๆเขา “เอาเมฆอัฒจันทร์ลงแล้วไปดูเหล่าเซียนที่อยู่เบื้องล่างกัน!”
“รับทราบ!” ไท่ไป๋จินซิงก็ได้ตอบรับพร้อมกับก้มหัวลง ถึงแม้ว่าไท่ไป๋จินซิงจะสงสัย แต่เขาก็ยังทำตามคำสั่งขององค์เง็กเซียน แล้วก็ได้ท่องคาถาในปากของเขา แล้วเมฆทั้งหมดก็ได้ค่อยๆลอยลงต่ำอย่างช้าๆ
องค์เง็กเซียนและคนอื่นๆก็ได้ลงมาที่ลานกว้างแล้วมองดูสภาพที่เละเทะนี้ ผลไม้ต่างๆที่อยู่บนโต๊ะก็ได้กระจัดกระจายกองเต็มพื้น และเหล่าเซียนต่างก็นอนกองบนพื้นอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้!
ด้วยท่าทางต่างๆที่ดูแล้วคล้ายกับคนเมาหลับไป
องค์เง็กเซียนก็ได้คิ้วขมวดแล้วหันไปพูดกับศิษย์พี่ของเขาทั้งสี่คน “ข้าหวังว่าศิษย์พี่ทั้งสี่จะช่วยข้าด้วย!”
“เจริญพร!” แล้วทั้งสี่ก็ได้ตะโกนพร้อมกัน
จากนั้นด้วยสุดยอดพลังทั้ง 5 แห่งโลกเซียนก็ได้ปล่อยออกมาพร้อมกัน แล้วจากนั้นพลังมหาศาลทั้ง 5 สีเขียว, ฟ้า, แดง, เหลือง, ม่วงก็ได้ห้อมล้อมลานกว้างนี้เอาไว้! แล้วค่อยๆหล่นลงมาบนพื้นดินราวกับสายฝน
จากนั้นแสงเหล่านี้ก็ได้ถูกตัวของเซียนที่ไม่ได้สติเหล่านี้ แล้วเซียนทั้งหมดก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ทำไมข้าถึงได้ลงมานอนกับพื้นได้เนี่ย”
“ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าหลับอยู่ในฝันที่ยาวนานมากๆ!”
เหล่าเซียนที่อยู่ที่ลานกว้างต่างก็ลุกขึ้นยืนและพูดคุยถึงเรื่องนี้ แล้วมองไปที่สภาพที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างทึ่งๆ!
เซียนเหล่านี้ได้ตกอยู่ในภาพลวงตาของเจ้าปีศาจจิตใจ และพวกเขาต่างก็ติดอยู่ในนั้น แต่เพราะเจ้าปีศาจจิตใจถูก“จัดการ”โดยองค์เง็กเซียนและคนอื่นๆแล้ว พวกเขาจึงได้ฟื้นขึ้นมาแต่พวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในภาพลวงตานั้น