ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 269 ตระกูลจู
บทที่ 269 ตระกูลจู
จิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนฉิงเทียนได้ดำดิ่งลงไปก็พบเสียงที่ดังกังวานขึ้นมา “จุดหลักๆของศาสตร์ปรุงยานั้นคือการควบคุมไฟ และอุณหภูมิของไฟนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ายานั้นจะสมบูรณ์ดีหรือไม่ ดังนั้นฉิงเทียนสิ่งแรกที่เจ้าจะต้องเรียนรู้คือการควบคุมอุณหภูมิของไฟให้ได้เสียก่อน”
แล้วจากนั้นเสียงในม้วนหยกก็ได้เงียบไป ฉิงเทียนนั้นยังอยากที่จะได้ข้อมูลอื่นต่อ แต่ดูเหมือนว่าจะมีกำแพงบางอย่างขวางเอาไว้อยู่ทำให้จิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนไม่สามารถที่จะผ่านไปได้
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?” ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะสงสัย มันเหมือนกับมีสมบัติอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถเข้าไปเอาออกมาได้จึงทำได้แค่ดูอย่างกระหาย
เพ่าฝูมองดูจิตของนายท่านที่ออกมาจากม้วนหยกอย่างรวดเร็วผิดคาด เธอจึงได้ถามออกไป “เกิดอะไรขึ้นเหรอเจ้าคะ นายท่าน?”
ฉิงเทียนจึงได้เล่าให้เพ่าฝูฟังเรื่องของกำแพงที่เขาพบในม้วนหยก เพ่าฝูก็ได้คิ้วขมวดอยู่ในทะเลความรู้แล้วกล่าว “นายท่านเจ้าคะ นี่อาจจะเป็นบททดสอบที่ท่านอาจารย์มอบให้แก่ท่านก็เป็นได้เจ้าค่ะ ถ้านายท่านสามารถควบคุมสายฟ้าอัคคีได้ถึงระดับหนึ่งเมื่อไรมันก็น่าจะเปิดเองเจ้าค่ะ”
ฉิงเทียนก็ได้ผงกหัวตอบ และคิดในใจ ดูเหมือนว่าเราน่าจะยังไม่สามารถเรียกศาสตร์ปรุงยาได้ในตอนนี้ล่ะนะ
“เอาเป็นว่าเรามาทำยารักษาสามีจางชุ่ยฉิงกันก่อนดีกว่า” ฉิงเทียนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ “เพ่าฝู เธอช่วยจัดตัวยาที่จำเป็นให้ผมในถาวเป่าสวรรค์ให้ทีนะ”
“รับทราบเจ้านายท่าน ว่าแต่เราจำเป็นจะต้องหาตัวยาคุณภาพต่ำๆเสียหน่อยนะเจ้าคะ” เพ่าฝูกล่าว สำหรับมนุษย์แล้วตัวยาคุณภาพต่ำของโลกเซียนก็เพียงพอที่จะรักษาโรคต่างๆของมนุษย์ได้แล้ว ส่วนฉิงเทียนก็อาศัยโอกาสที่เพ่าฝูทำการค้นหาตัวยาอยู่นั้นเดินออกมาข้างนอก ซึ่งพบว่าด้านนอกแดดออกเปรี้ยงๆแล้ว
ในเวลานี้ฉิงหยูนั้นกำลังนอนอาบแดดอยู่ที่หน้าบ้านและกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือของเขาอยู่ เมื่อเห็นฉิงเทียนเดินออกมาเขาก็ได้ถาม “กลับมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะพี่?”
“กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว!” ฉิงเทียนตอบแล้วจากนั้นก็ถามกลับ “จะว่าฝานหลินได้มาที่บ้านเราบ้างรึเปล่า?”
“ไม่นี่ครับ พี่ถามหาเขาทำไมเหรอครับ?” ฉิงหยูถามอย่างสงสัย ไม่ใช่ว่าพี่กับฝานหลินไม่ถูกกันหรอกเหรอ? เขาไม่เคยเห็นพี่ชายถามหาฝานหลินเช่นนี้มาก่อน?
มองไปที่ฉิงหยูที่ทำหน้าสงสัย ฉิงเทียนจึงรู้ว่าน้องชายของเขานั้นคงไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่อำเภอเมื่อวานนี้ ดังนั้นเขาจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฉิงหยูฟัง
ทันทีที่ฉิงหยูได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ได้พูดด่าขึ้นมา “เจ้าฝานหลินนี่มันแย่จริงๆ เขาอิจฉาพี่มาตั้งแต่ตอนยังเล็กแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้วิธีแบบนี้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้! พี่ครับเราไปหาฝานหลินแล้วไปทำให้มันทรมานซักคืนกันเถอะครับ” สำหรับฉิงหยูในเวลานี้ เขาอยากที่จะทำให้ฝานหลินต้องทรมานเอาให้หายซ่าเลย
ฉิงเทียนก็ได้โบกมือขึ้นมาแล้วกล่าว “เขาได้รับบทเรียนจากพี่ไปเมื่อคืนแล้ว ตอนนี้พวกเรามาสนใจเจ้าเซียะเกาเทียนก่อนดีกว่า”
แล้วฉิงหยูก็ได้ถามขึ้นมาอย่างสงสัย “ใครคือเซียะเกาเทียนครับพี่?”
แล้วฉิงเทียนก็ได้เล่าให้ฉิงหยูฟังในเรื่องที่เขาคาดการณ์เอาไว้ว่าเซียะเกาเทียนนั้นจะต้องมีส่วนรู้เห็นการตายของพ่อแม่พวกเขาเป็นแน่
“อะไรนะเซียะเกาเทียนมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้! พี่ครับเราไปฆ่าเขากันเถอะครับ!” ฉิงหยูพูดด้วยสายตาที่ร้อนแรงและชิงชัง
เมื่อเห็นน้องชายของเขาที่ดูตื่นเต้นมาก เขาเองก็เข้าใจดีว่าเขานั้นชิงชังศัตรูของพ่อแม่ของพวกเขามากเพียงใด แต่ทว่าเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเลย เพราะนี่เป็นข้อมูลที่เขาหามาได้อย่างลวกๆเท่านั้น บางทีศัตรูตัวจริงอาจจะไม่ใช่เซียะเกาเทียนก็ได้
“เสี่ยวหยูอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ในเวลานี้พี่แค่คาดเดาเท่านั้น และน่าจะมีผู้มีอำนาจคอยหนุนหลังเขาอยู่แน่” ฉิงเทียนตบไหล่ของฉิงหยูเป็นเชิงบอกว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนนัก
ฉิงหยูกำหมัดของเขาแน่น หลังจากที่เวลาผ่านไปพักใหญ่เขาก็ได้ระงับความโกรธลงและพูดด้วยเสียงเบาๆ “พี่ครับไม่ต้องกังวลผมหรอกครับ ผมรู้ดีว่าจะต้องทำเช่นไร”
“พี่ครับ ใครคือเซียะเกาเทียนครับ?” ฉิงหยูถามด้วยตาที่แดงฉานของเขา เขาจะจดจำชายคนนี้เอาไว้ ถึงแม้ว่าศัตรูของพ่อกับแม่ของเขานั้นอาจจะไม่ใช่เขาก็ตามที แต่เขาเองก็มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้เป็นแน่
ฉิงเทียนก็ได้ตอบ “เซียะเกาเทียนนั้นเป็นเลขาธิการพรรคประจำอำเภอของพวกเรา!”
“เลขาธิการพรรคประจำอำเภอ?” ฉิงหยูคิ้วขมวดและพูดกับตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่พี่ชายของเขาได้เตือนให้เขาอย่าวู่วาม เขานั้นเป็นถึงเจ้าหน้าที่ของทางรัฐ ถ้าเกิดว่าฉิงหยูแอบไปฆ่าหมอนั่นเข้า ก็เท่ากับว่าเขาเป็นศัตรูของประเทศนี้
เมื่อเห็นน้องชายของเขาที่คิ้วขมวดอย่างหนัก ฉิงเทียนจึงรู้น้องชายของเขานั้นกำลังเป็นกังวลอยู่
ฉิงเทียนจึงพูดด้วยความมั่นใจ “เสี่ยวหยู ไม่ต้องกังวลไปพี่จะต้องหาศัตรูของพ่อแม่ของพวกเราให้ได้ เดี๋ยวพี่ว่าจะไปที่บ้านของเพื่อนเก่าพี่ที่ชื่อจูเฟยเสียหน่อย พ่อของเขาตอนนี้เป็นถึงผู้กำกับการตำรวจในอำเภอของเรา และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับเซียะเกาเทียนด้วย พี่จึงว่าจะไปพบเขาสักหน่อยเพื่อถามเรื่องของเหตุการณ์ในครั้งนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปด้วยครับ!” ฉิงหยูก็ได้ลุกขึ้นมาทันที ในความคิดของฉิงหยูนั้นเขาเองก็เป็นลูกของพ่อกับแม่เช่นกัน ดังนั้นเขาไม่ปล่อยให้พี่ชายของเขาต้องรับภาระนี้คนเดียวแน่
“ก็เอาสิ” จริงๆฉิงเทียนก็คิดจะชวนอยู่แล้ว เขานั้นรู้ดีว่าน้องชายของเขาเองก็มีปมเรื่องนี้ในใจของเขาเช่นกัน ถ้าเกิดเขาไม่ได้เข้าร่วมการค้นหาศัตรูของพ่อแม่ของเขาแล้ว ปมในใจอันนี้จะเป็นตัวขัดขวางการฝึกวิชาของเขาได้
แล้วทั้งสองคนก็ได้หารือกันและทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่บ้านของอดีตผู้ใหญ่บ้าน ในเวลานี้คุณปู่อดีตผู้ใหญ่บ้านนั้นยังมีสภาพเหมือนเดิมต่อหน้าผู้คนภายนอก แต่จริงๆแล้วทั้งสุขภาพและสมรรถภาพของคุณปู่นั้นเหมือนกับชายวัยกลางคน
แต่ถ้าไม่ใช่กลัวว่าคนอื่นจะสงสัย ผู้เฒ่านั้นอยากที่ออกไปวิ่งรอบๆหมู่บ้านเสียเดี๋ยวนี้เลย หลังจากที่ทราบว่าฉิงเทียนนั้นคิดที่จะออกตามหาศัตรูของเขา
ผู้เฒ่าอดีตผู้ใหญ่บ้านก็ตบไหล่ของฉิงเทียนและฉิงหยูแล้วกล่าว “พวกเจ้าจะต้องระวังตัวให้ดี ผู้คนที่ฆ่าพ่อแม่ของพวกเจ้าก็คงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่แท้”
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนพี่น้องก็ได้เดินทางไปที่ตัวอำเภอ ฉิงเทียนได้ซื้อข้าวของมากมายจากซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วมาที่ในเขตของที่ว่าการอำเภอตามที่อยู่ที่จูไห่ได้ให้เอาไว้
ที่ลานกว้างตรงทางเขา ฉิงเทียนก็ได้โทรศัพท์หาจูเฟย “นายอยู่ที่ไหนจูเฟย?”
“อ้อ ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้าน มีอะไรให้ฉันช่วยเหรอ?” จูเฟยถามอย่างสงสัย จริงๆแล้วจูเฟยนั้นได้สงสัยตัวตนของเพื่อนเขาคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ที่ภัตตาคารนั้นเขาเห็นได้ชัดว่าฉิงเทียนนั้นได้เปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือสิ่งที่พ่อของเขาเล่าถึงสิ่งที่ฉิงเทียนทำในสถานีตำรวจ
ชายคนเดียวที่สามารถล้มอดีตหน่วยพิเศษ 10 กว่าคนได้ในเวลาไม่กี่วินาที แล้วที่น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกคือแฟนของเขาคือประธานบริษัทอันดับท็อป 500 ของโลกที่อยู่ที่เมืองโม๋ตู และเบื้องหลังที่หนุนหลังเธออยู่ที่ทำให้แม้แต่เซียะเกาเทียนยังต้องกลัว
ถ้าฉิงเทียนไม่ติดต่อมาหาจูเฟยก่อน จูเฟยเองก็คิดว่าจะหาโอกาสติดต่อกับฉิงเทียนเช่นกัน จูเฟยนั้นรู้ถึงสถานการณ์ของพ่อของเขาดี
ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่พ่อของเขาพูดคุยเรื่องของฉิงเทียนกับเขานั้น พ่อของเขาเองก็ได้ทำเป็นพะเน้าพะนอบอกให้เขาติดต่อกับเพื่อนของเขาคนนี้ให้มากๆหน่อย ซึ่งมีความหมายชัดเจนมากว่าเขานั้นต้องการคนที่หนุนหลังเขา ไม่อย่างนั้นเขาคงได้ถูกถอนจากตำแหน่งโดยเซียะเกาเทียนแน่
แต่ในเวลานี้ฉิงเทียนกลับโทรมาหาเขาก่อนเช่นนี้ จูเฟยจึงได้ถือโอกาสที่จะคุยกันดีๆกับฉิงเทียน
เมื่อได้ยินว่าจูเฟยอยู่ที่บ้าน ฉิงเทียนก็ได้ยิ้มขึ้นมาที่ปลายสายโทรศัพท์แล้วกล่าว “ตอนนี้ฉันอยู่ที่ในเขตของที่ว่าการอำเภอแล้ว นายช่วยมารับฉันหน่อยได้ไหม?”
“นายมาถึงที่ว่าการแล้วงั้นเหรอ? งั้นเดี๋ยวฉันออกไปรับนายเดี๋ยวนี้แหละ” จูเฟยพูดอย่างตกใจ เขาไม่คิดว่าฉิงเทียนนั้นมาถึงแถวนี้แล้ว
“ได้ ฉันจะรอให้นายมารับนะ” ฉิงเทียนพูดตอบอย่างยินดี