ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 275 วางแผนการ
บทที่ 275 วางแผนการ
เมื่อสองพี่น้องคู่นั้นกลับมาถึงบ้าน ฉิงหยูมองไปที่พี่ชายของเขาด้วยสีหน้าที่สงสัย จึงได้ถามฉิงเทียน “พี่ครับ ทำไมพี่ถึงปล่อยเซียะเกาเทียนไปล่ะครับ? คนอย่างเขาถึงจะไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา แต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่คดโกง พวกเราควรจะกำจัดคนชั่วร้ายอย่างเขาเพื่อคนอื่นๆนะครับ”
มองไปที่ฉิงหยูที่มีท่าทีที่หงุดหงิด เขานั้นอยากที่จะให้เซียะเกาเทียนไปลงนรกมาก ฉิงเทียนจึงได้ตบไหล่ของเขาแล้วกล่าว “แน่นอนว่าพี่ไม่ได้คิดที่จะปล่อยเขาไปหรอก เซียะเกาเทียนน่ะพี่ได้ติดยันต์ที่ตัวเขาไว้แล้ว ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพี่”
ด้วยการโบกมือของฉิงเทียน ก็ได้มีภาพปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขา ทุกสิ่งที่มองเห็นในภาพนั้นมืดสนิทไปหมด มีเพียงจุดแสงสว่างวาบอยู่ตรงกลางภาพเท่านั้น
“พี่คือตำแหน่งที่เซียะเกาเทียนอยู่” ฉิงเทียนชี้ไปที่จุดที่สว่างอยู่ตรงกลาง
เมื่อเห็นเช่นนี้ก็รู้ว่าเซียะเกาเทียนนั้นหมดสิทธิ์ที่จะหนีรอดแล้ว ฉิงหยูก็ได้ผงกหัวด้วยความพอใจ แต่ทว่าเขาก็ยังสงสัยอยู่ดีและถามต่อ “พี่ครับ ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ฆ่าเขาก็จริง แต่พวกเราก็สามารถเอาหลักฐานที่พวกเรามีไปแจ้งและให้ทางการจัดการกับเขาก็ได้นี่นา!”
แล้วฉิงเทียนก็ได้ตอบด้วยรอยยิ้มแบบมีเลศนัย “เสี่ยวหยู ใครบอกว่าพี่จะไม่แจ้งล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเราสัญญากับลุงจูเอาไว้ไม่ใช่เหรอว่าเราจะลากเจ้าเซียะเกาเทียนลงจากตำแหน่งน่ะ พวกเราก็เอาบัญชีนี้ไปแจ้งก็พอ”
“อ้อ ถ้าเป็นเช่นนี้ พวกเราก็จะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลุงจูแล้วยังจัดการกับเซียะเกาเทียนได้อีกด้วย” ฉิงหยูก็ได้ยืนกอดอกแล้วลองวิเคราะห์ดู
ฉิงเทียนเองก็ผงกหัวอย่างพึงพอใจ ที่เห็นน้องชายของเขาก็มองปัญหานี้อย่างลึกซึ้งแล้ว
“แต่น้องลืมคิดไปเรื่องหนึ่ง ที่พี่ปล่อยเซียะเกาเทียนไปก็เพื่อให้มันไปพบกับพี่เขยที่จะมาพรุ่งนี้ แล้วพวกเราก็จะซุ่มรอพี่เขยของเขายังไงล่ะ!” ฉิงเทียนลูบจมูกของเขาแล้วพูดเฉลยส่วนที่สำคัญที่สุดของแผนการของเขาออกมา ในเวลานี้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการจับตัวคนจากตระกูลเฉินเพื่อค้นหาฆาตกรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ให้ได้
เซียะเกาเทียนนั้นรู้จักแค่คนของตระกูลเฉิน และเรื่องของผู้ฝึกวิชานั้นจะต้องรู้กันแค่คนของตระกูลเฉินเท่านั้นแน่ๆ
ฉิงหยูจึงได้เข้าใจแผนการของพี่ชายของเขาขึ้นมา แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มที่โหดเหี้ยม “ตระกูลเฉิน ขอฉันดูหน่อยเถอะว่าพลังของตระกูลแกจะแน่ซักแค่ไหนเชียว” ถ้าเซียะเกาเทียนนั้นมีส่วนรู้เห็นการตายของพ่อแม่เขาเพียงแค่ผิวเผิน ดังนั้นผู้ที่น่าจะรู้ก็ต้องเป็นตัวใหญ่อย่างเป็นตระกูลเฉิน
เมื่อเห็นสีหน้าที่โหดเหี้ยมของฉิงหยูแล้ว ฉิงเทียนก็ถอนหายใจ น้องชายของเขานั้นปกติก็ดูเป็นเด็กเรียนแท้ๆ แต่อย่างว่านี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขากลายเป็นเช่นนั้น
“เรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องจัดการให้ได้โดยเร็ว เราจะปล่อยให้จมอยู่ในวังวนการแก้แค้นไม่ได้” ฉิงเทียนคิดกับตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาอยากที่จะฆ่าศัตรูของเขามากเช่นกัน แต่ฉิงเทียนก็รู้ดีว่าความคิดเช่นนี้ไม่ส่งผลดีสำหรับพวกเขา
“เพ่าฝู ยังจะพอมีหนทางที่จะฟื้นคืนอารมณ์ของเสี่ยวหยูบ้างไหม? ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้จะส่งผลกับบุคลิกของเขาอย่างมากแล้ว” ฉิงเทียนถามเพ่าฝู
เพ่าฝูที่อยู่ในทะเลความรู้ก็ได้จ้องมองไปที่ฉิงหยูผ่านดวงตาของฉิงเทียนอยู่สักพักหนึ่งแล้วพูดขึ้น “นายท่านเจ้าคะ น้องชายของท่านเสี่ยวหยูนั้นมีระดับจิตไม่เท่ากับระดับพลังวิญญาณเจ้าค่ะ นอกจากนี้การที่เขาคิดเรื่องของพ่อแม่ของเขานั้นทำให้เกิดความผันผวนของพลังวิญญาณอย่างมากด้วยเจ้าค่ะ”
ระดับจิตไม่ตรงกับระดับพลังวิญญาณอย่างนั้นเหรอ? พลังวิญญาณของเขาเองก็อยู่แค่ระดับหยวนยิง แต่จิตศักดิ์สิทธิ์ของเขาอยู่ในระดับตู้เจี๋ย แต่เขาก็ไม่เคยพบปัญหาอะไรมาก่อน
เมื่อเพ่าฝูรู้ในสิ่งที่ฉิงเทียนคิด ก็ได้ยิ้มแล้วตอบ “นายท่านเจ้าค่ะ นายท่านจะไปมีปัญหาได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ถ้าระดับจิตของนายท่านนั้นเหนือกว่าระดับพลังวิญญาณ แต่ในกรณีของเสี่ยวหยูนั้นต่างไปจากของนายท่านเจ้าค่ะ ระดับจิตของจู้จีชั้นต้น แต่พลังวิญญาณของเขานั้นอยู่ในระดับจู้จีชั้นกลางแล้ว ระดับจิตของเขาตามหลังระดับพลังวิญญาณเจ้าค่ะ!”
ฉิงเทียนจึงได้ถามอย่างกระวนกระวาย “แล้วเราจะทำอย่างไรดี? มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทีหลังไหม?” ฉิงหยูนั้นเป็นน้องชายเพียงคนเดียวของเขา หากเขาเป็นอะไรไปเขาจะมีหน้าไปอธิบายพ่อแม่ของเขาได้อย่างไร?
เพ่าฝูจึงได้พูดพร้อมกับยักไหล่ “นายท่านเจ้าคะ สถานการณ์ของเสี่ยวหยูตอนนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากในโลกของผู้บำเพ็ญตนเจ้าค่ะ ดังนั้นนายท่านไม่จำเป็นต้องไปตื่นตูมอะไร หากว่าต่อจากนี้เขาไม่เร่งรีบที่จะฝึกวิชา เขาก็จะสามารถพัฒนาระดับจิตให้นำไปก่อนได้เจ้าค่ะ”
“ค่อยยังชั่วหน่อย” ฉิงเทียนถอนหายใจ โชคยังดีที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร
มองไปที่ฉิงหยูที่นั่งอยู่ที่โซฟา ดูเขากำลังคิ้วขมวดและกำลังคิดเรื่องราวบางอย่างอยู่ แล้วฉิงเทียนก็นึกขึ้นได้ว่าเขาได้ของมาจากสวรรค์ด้วยนี่นา
จึงได้หยิบเอาถุงลูกท้ออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วก็ปรากฏลูกท้อแดงจำนวนมากวางอยู่บนโต๊ะ
ฉิงหยูก็ได้ตกใจที่เห็นกองลูกท้อเหล่านี้ และได้กลิ่นหอมแปลกๆลอยขึ้นมา เขารู้สึกได้ถึงพลังที่มหาศาลจากพวกมัน! ถ้าเกิดเขาดูดซับเอาพลังนี้เข้าไป เขาจะต้องบรรลุระดับชั้นจู้จีอย่างแน่นอน
“พี่ครับ ทำไมลูกท้อพวกนี้ถึงได้มีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์เช่นนี้ล่ะครับ” สายตาของฉิงหยูจับจ้องไปที่ลูกท้อที่อยู่บนโต๊ะ
เมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายของเขาแล้ว ฉิงเทียนก็ได้พูดพร้อมกับยิ้ม “อย่ามัวแต่อ้ำอึ้งเลย ลูกท้อเหล่านี้พี่ยกให้น้อง”
“ขอบคุณมากครับพี่” ฉิงหยูตอบด้วยรอยยิ้ม มีข้าวของดีๆมากมายอยู่ในครอบครองของพี่ชายเขาจริงๆ”
เมื่อเห็นฉิงหยูที่เก็บเอาลูกท้อเหล่านั้นใส่แหวนของเขาอย่างตื่นเต้น แล้วจากนั้นก็หยิบเอามาใส่ปากของเขาลูกหนึ่ง
“มันอร่อยมาก แถมพลังวิญญาณเองก็บริสุทธิ์มากเช่นกัน!” ฉิงหยูพูดอย่างยินดีหลังจากที่ลองกัดไปคำหนึ่ง เขาไม่เคยรู้สึกถึงพลังที่บริสุทธิ์มากเช่นนี้มาก่อนเลย แล้วพลังร่างกายของฉิงหยูนั้นก็ได้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเขากำลังจะบรรลุระดับจู้จีชั้นกลางแล้ว
เมื่อเห็นฉิงหยูมีทีท่าว่าจับรรลุวิชาแล้ว ฉิงเทียนก็นึกถึงสิ่งที่เพ่าฝูพูดขึ้นมาเมื่อสักครู่ได้ เขานั้นจึงได้รีบปล่อยพลังแสงสีขาวเงินเขาไปในร่างกายของฉิงหยู
พลังที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆของเขานั้นก็ได้ถูกสกัดกั้นเอาไว้ พลังของฉิงหยูจึงได้ถูกผนึกเอาไว้ และพลังของเขานั้นก็ได้ถูกสะกดให้อยู่แค่ในระดับจู้จีชั้นต้น
หลังจากที่ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ฉิงหยูก็ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆและถามอย่างสงสัย “พี่ครับเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้? จู่ๆพลังของผมก็ได้ตกลงไปอยู่ระดับจู้จีชั้นต้นครับ!” ฉิงหยูรู้สึกได้ว่าพลังที่เขาได้รับมานั้นทำให้บรรลุวิชาไปยังระดับจู้จีชั้นสูงแล้ว แต่จู่ๆพลังของเขาก็ไม่เพิ่มขึ้นแล้วตกลงไปซะอย่างนั้น!
“เสี่ยวหยูระดับจิตของน้องนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่เสถียร และระดับจิตของน้องเองก็ยังไม่ตรงกันกับระดับพลังวิญญาณอีกต่างหาก พี่จึงได้สะกดพลังวิญญาณของน้องให้ลดลงมา เมื่อใดที่ระดับจิตของน้องถึงระดับจู้จีตอนกลางแล้ว พี่จะปลดปล่อยพลังของน้องให้” ฉิงเทียนอธิบาย
ฉิงเทียนนั้นกลัวว่าน้องชายของเขานั้นจะฝืนเพิ่มพลังวิญญาณของเขามากขึ้นเรื่อยๆเพราะต้องการที่จะล้างแค้น ทำให้เขาจำเป็นต้องใช้วิธีนี้
เมื่อเห็นว่าพี่ชายของเขานั้นสะกดพลังวิญญาณของเขาเอาไว้ ฉิงหยูจึงได้ไม่มีทางเลือกแล้วตอบไป “เข้าใจแล้วครับพี่” แต่จริงๆแล้วอารมณ์ในตอนนี้ของเขานั้นรู้สึกหดหู่มากขึ้นเรื่อยๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายฝึกวิชากันเถอะ พยายามฝึกให้จิตของน้องบรรลุถึงระดับจู้จีชั้นกลางให้ได้ แล้วพรุ่งนี้เราจะไปเผชิญหน้ากับตระกูลเฉินกัน” ฉิงเทียนก็ได้พูดเพื่อกระตุ้นเขา
“ได้ครับพี่” ฉิงหยูผงกหัว แล้วจากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องของเขา
ฉิงเทียนเองก็ได้เดินกลับไปที่ห้องของตัวเองแล้วครุ่นคิด “พลังของพวกผู้ฝึกวิชาที่หนุนหลังตระกูลเฉินอยู่นั้นจะเป็นแบบไหนกันนะ และพวกผู้บำเพ็ญตนบนโลกจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ”
ถ้าพวกที่หนุนหลังตระกูลเฉินอยู่นั้นอยู่ในระดับที่เขาไม่สามารถจัดการได้ เขาก็แค่หลบซ่อนตัวเท่านั้น แต่ด้วยสิ่งของต่างๆที่เขามีแล้ว ฉิงเทียนเชื่อว่าพลังของเขานั้นจะต้องเหนือกว่าเหล่าผู้บำเพ็ญตนบนโลกแน่นอน