ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 3 ฉิงเทียนผู้ทรงพลัง
บทที่ 3 ฉิงเทียนผู้ทรงพลัง
ยามเย็น
“ติ๊ด” โทรศัพท์มือถือส่งเสียงพร้อมกับสั่น ฉิงเทียนจึงเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา และพบว่ามีข้อความใหม่เข้ามาในวีแชท(Wechat แอพแชทของจีนคล้ายๆไลน์)ของบริษัท
โม่เสี่ยวฝาน: “ทุกคน เตรียมตัวไปกันได้แล้วนะ! ฉันจองโต๊ะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”
เสี่ยวเหม่ย: “โอเค จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
…………
ฉิงเทียนมองดูการแชทที่เร่าร้อนในกลุ่มแล้วจึงส่งข้อความกลับไป: กำลังจะออกไปแล้ว
หลังจากที่ส่งข้อความกลับไป ฉิงเทียนจึงได้หยิบเสื้อโค้ตมาด้วย ยังไงซะตอนนี้ก็เป็นเดือนพฤศจิกายน อากาศเย็นลงในเวลากลางคืน
โรงแรมเสี่ยวเฉิงนั้นใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงจากบ้านของฉิงเทียนโดยรถโดยสาร
ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของโรงแรมเสี่ยวเฉิงนั้นจะไม่โด่งดังมากนัก แต่ก็เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ราคาค่าโต๊ะแบบถูกสุดก็ตก 5000 หยวนแล้ว แต่ว่านี่เป็นเหล่าเพื่อนร่วมงานมาทานด้วยกัน ไม่เช่นนั้นฉิงเทียนนั้นคงไม่มีทางที่เขาจะมาทานที่นี่ตลอดชีวิตของเขาแน่ แต่ยังไงเสียก็ยังตกหัวละ 500 หยวนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีของคนในบริษัทแล้ว ฉิงเทียนคงไม่เลือกที่จะมาทานอยู่ดี
แต่เขาก็ได้บอกกับตัวเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และตอนนี้เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นผู้ฝึกวิชา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจะมีผู้ฝึกวิชาคนอื่นๆอยู่ในโลกนี้อีกหรือไม่ แต่ในเวลานี้เขาน่าจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆแล้ว
“แล้วทำไมเราถึงต้องมาสนใจกับเงินเพียงน้อยนิดนี่ด้วยนะ?” ฉิงเทียนคิด
ที่หน้าประตูโรงแรมเสี่ยวเฉิง
ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามากันแล้ว ฉิงเทียนก็เดินไปอยู่ในหมู่พวกเขา มองดูพวกผู้ชายที่ใส่ชุดสูท และผู้หญิงที่สวยชุดราตรี รถที่จอดอยู่ด้านนอกนั้นถ้าไม่ใช่ปอร์เช่ก็เฟอรารี่ อย่างแย่ที่สุดก็BMW
ฉิงเทียน ผู้ที่มาด้วยชุดธรรมดาๆ เมื่อเดินมาถึงที่ประตู พนักงานต้อนรับสาวที่ยืนอยู่ทั้งสองข้างประตูก็พูดขึ้นมา: ยินดีต้อนรับค่ะ
ฉิงเทียนเดินเข้ามาด้านในจนถึงโต๊ะบริการลูกค้าที่อยู่ในห้องรับรอง
ฉิงเทียนจึงเดินเข้าไปหาแล้วถาม “ห้องส่วนตัวห้องที่ 13 อยู่ที่ไหนครับ?”
พนักงานต้อนรับสาวมองไปที่ใบหน้าที่หล่อเหลาของฉิงเทียนแล้วก็เหม่อลอยไปชั่วขณะหนึ่ง
ฉิงเทียนมองดูพนักงานต้อนรับสาวที่ทำหน้าแปลกๆ และจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มแปลกๆ
ฉิงเทียนจึงโบกมือไปที่ด้านหน้าของเธอและเรียก “น้องครับ น้อง!”
พนักงานต้อนรับสาวที่ถูกปลุกโดยฉิงเทียนก็ได้ยิ้มตอบแบบอายๆแล้วพูดขึ้น “ชั้นที่สองเลี้ยวซ้าย ห้องแรกสุดค่ะ!” แต่ในใจของเธอคิดว่า: ทำไมวันนี้ฉันถึงได้ทำอะไรโง่ๆแบบนี้นะ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอหนุ่มหล่อมาก่อนสักหน่อย เดี๋ยวสิเมื่อกี้ฉันน่าจะขอแอดเพื่อนวีแชทเขาไว้นะ ไม่น่าพลาดเลย!
ฉิงเทียนนั้นไม่รู้ว่าพนักงานต้อนรับสาวคนนั้นคิดอะไรอยู่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเขานั้นกลายเป็นคนน่าหลงใหลตั้งแต่เมื่อไร ว่าแล้วก็มุ่งหน้าไปที่ห้องส่วนตัวที่ 13
ในห้องส่วนตัวที่ 13 นั้น ฉิงเทียนที่เปิดประตูเข้ามาและพบว่าเพื่อนของเขามาถึงก่อนแล้ว 3-4 คน ฉิงเทียนจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ยังว่างอยู่ และก็พบว่าเพื่อนร่วมงานของเขานั้นต่างก็จ้องมองเขาอย่างแปลกๆจึงได้ถามกลับไป “พวกคุณทุกคนมารุมจ้องมองผมทำไม?”
หนึ่งในเพื่อนร่วมงานสาวของเขาคนหนึ่งจึงได้พูดขึ้น “คุณรู้สึกไหมว่าฉิงเทียนนั้นหล่อขึ้นรึเปล่า?”
“ใช่ ฉัน/ผมก็คิดแบบนั้นนะ” เพื่อร่วมงานคนอื่นๆพูดพร้อมกัน
ฉิงเทียนจึงส่ายหัวแล้วพูดแบบติดตลก “พวกคุณลืมหน้าผมไปแล้วเหรอ ผมทำงานที่นี่มาได้เกินปีแล้วนะ เพิ่งจะมาพบว่าผมหล่อรึไง”
แล้วคนอื่นๆต่างก็ระเบิดหัวเราะออกมา
แต่ในใจของฉิงเทียนนั้นกลับรู้สึกอยู่ไม่สุข: เมื่อดูจากท่าทีที่ประหลาดใจของเหล่าเพื่อนร่วมงานแล้ว พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นได้เปลี่ยนไปมากจริงๆ แม้แต่คนที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆก็ยังดูออก
เขาไม่คิดว่าหลังจากที่ได้ทานยาของไท่ซ่างเหล่าจวินและฝึกวิชาสวรรค์โลกาแล้วจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องเปลี่ยนงานเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นคนที่สนิทกับเขานั้นอาจจะสงสัยในการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของเขาได้ และจะได้ไปให้พ้นๆจากแวมไพร์อ้วนด้วย! ฉิงเทียนจึงได้ตัดสินใจ
ขณะที่เหล่าเพื่อนร่วมงานทยอยมาถึงเรื่อยๆ ก็ไม่มีใครที่พูดถึงเรื่องของฉิงเทียนอีก
ฉิงเทียนนั่งทานอยู่เงียบๆคนเดียว มองดูเหล่าเพื่อนร่วมงานชายที่พูดเรื่องขำขันทำให้เหล่าเพื่อนร่วมงานสาวพากันหัวเราะ
ฉิงเทียนนั้นรู้ดีว่าการที่เหล่าเพื่อนร่วมงานมาร่วมกันสังสรรค์ในครั้งนี้ก็เพื่อสานความสัมพันธ์ เพื่อดูว่าพวกเขานั้นสามารถที่จะหาแฟนที่เหมาะสมกับตัวเองได้หรือไม่ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว!
แต่ฉิงเทียนนั้นกลับยังไม่มีความคิดเช่นนั้น และขอตัวไปห้องน้ำ
เดินออกมาข้างนอกและมองดูทางเดินที่ชวนสับสนและห้องมากมาย ฉิงเทียนจึงฉุกคิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง คือเขาไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน ในเวลานี้เขาไม่กล้าที่จะเดินไปถามผู้คนด้วยว่าห้องน้ำไปทางไหนเพราะอาย
ฉิงเทียนจึงคิดที่จะไปถามบริกรเพื่อถามทางไปห้องน้ำ แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงขึ้นมาก่อน: ช่วยด้วย ช่วยด้วย!
ฉิงเทียนนั้นตกใจมากและคิดว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่แน่ เมื่อมองไปที่ทิศทางของเสียงแล้ว ฉิงเทียนจึงได้เดินมาที่ห้องส่วนตัวขนาดใหญ่มากห้องหนึ่ง ซึ่งห้องส่วนตัวห้องนี้อยู่ในส่วนในสุดของทางเดิน ซึ่งน่าจะไม่มีใครเข้ามานอกจากบริกรที่มาเสิร์ฟอาหาร
ฉิงเทียนได้ยินเสียงมาจากข้างในดังขึ้นเรื่อยๆ และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงเสื้อผ้าขาดของหญิงสาว
จะเข้าไปดีหรือไม่! ฉิงเทียนยืนอยู่ที่หน้าประตูแล้วเดินไปเดินมา
“เอาไงก็เอา!” ฉิงเทียนจึงเดินไปที่ประตู
เขาผลักประตูออกไปและพบว่าประตูล็อกอยู่ และเสียงร้องข้างในก็ดังมากขึ้นเรื่อยๆ และตามมาด้วยเสียงร้องไห้
ฉิงเทียนจึงได้วิ่งเต็มแรงและเปิดประตูออกด้วยตัวของเขา เขาพบว่าเสื้อผ้าของผู้หญิงข้างในห้องนั้นเหลือปิดอยู่บริเวณอกเท่านั้นและเธอกำลังถูกต้อนให้อยู่ในมุมห้อง มองเห็นสภาพที่กระเซอะกระเซิงได้บนใบหน้าของเธอ
ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นได้ถอดเสื้อผ้าออกเหลือแต่เพียงกางเกงในและเตรียมพร้อมที่จะทำแล้ว แต่ฉิงเทียนกลับพังประตูเข้ามา ทำให้ชายคนนั้นต้องตกตะลึง และการเคลื่อนไหวของมือของเขาจึงได้ช้าลงไป
หญิงสาวจึงได้อาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งไปอยู่ข้างหลังฉิงเทียน และตะโกนออกมาว่า: “เขากำลังจะข่มขืนฉันค่ะ ช่วยฉันด้วยนะคะ!”
ฉิงเทียนจึงถอดเสื้อนอกเขาออกและใส่ให้กับหญิงสาว หญิงสาวคนนั้นกำลังสั่นกลัว!
เมื่อฉิงเทียนเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ความโกรธของเขาจึงได้พลุ่งพล่านขึ้นมา “คุณกล้าทำเรื่องแบบนี้กลางวันแสกๆเลยงั้นเหรอ!” เขาพูดขึ้นเสียงดังบอกกับชายคนนั้น
ชายคนนั้นตั้งสติจากการเข้ามาอย่างกะทันหันของฉิงเทียน และเริ่มสร่างเมาก่อนที่จะพูดอย่างดูถูก ” รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? ฉันจะแจ้งตำรวจ”
ฉิงเทียนจึงพูดกลับไปเช่นกัน: “ผมไม่สนหรอกว่าคุณเป็นใคร แต่ตอนนี้คุณกำลังทำผิดอยู่ ผมต่างหากที่จะแจ้งตำรวจ”
“ฮ่าๆ ในโม๋ตูแห่งนี้ จะมีตำรวจที่ไหนที่จะมากล้ามาจับฉันบ้าง” ชายคนนั้นกำลังสวมเสื้อผ้าและพูดด้วยน้ำเสียงยโส
เมื่อมองไปทีท่าที่ยโสของชายคนนี้ จิตใจของฉิงเทียนก็โกรธมากขึ้นไปอีก ฉิงเทียนจึงได้พาหญิงสาวที่กำลังสั่นกลัวและสะอื้นด้วยเสียงเบาๆไปที่นั่งที่เก้าอี้
จากนั้นเขาก็เตะชายคนนั้น ชายคนนั้นเมาอยู่จึงไม่สามารถหลบลูกเตะของฉิงเทียนจึงลงไปกองกับพื้น
เขาตะโกนด้วยเสียงที่ดัง: “มัวทำอะไรอยู่ล่ะ? แค่นี้ยังไม่จบหรอกนะ”
ด้วยเสียงร้องของชายคนนั้น เหล่าบอดี้การ์ดของเขาจึงมาล้อมฉิงเทียนเอาไว้
“แกกล้าทำร้ายฉันงั้นเรอะ! พวกแกอัดมันให้ตาย” ชายคนนั้นพูดอย่างเลือดเย็น
ฉิงเทียนมองดูคนที่ล้อมเขาเอาไว้อยู่และพูดขึ้นมาอย่างดูถูก: “ผมยังไม่จบ กับคุณหรอกนะ”
กลุ่มคนวิ่งเข้ามาหาฉิงเทียน ฉิงเทียนกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะและหมุนตัวกวาดขาเตะคนที่อยู่รอบๆลงไปกองกับพื้น
ส่วนคนที่อยู่ข้างหลังนั้นเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ข้างหน้าลงไปนอนกองแล้ว บางคนจึงได้หยิบเอาเก้าอี้ขึ้นมาและขว้างใส่ไปที่ฉิงเทียน ฉิงเทียนทำลายเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยหมัดและมองดูคนที่ถือเก้าอี้ด้วยแววตาที่เย็นชา เขาพบว่าชายคนนั้นมองมาที่ฉิงเทียนอย่างหวาดกลัว
“โอ้” หมัดของฉิงเทียนต่อยคนคนนั้นจนลงไปกองกับพื้น และก็พูดกับตัวเองว่า “ว้าว เราเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย!”
ไม่นานนัก เหล่าบอดี้การ์ดก็พากันลงไปนอนกับพื้น ฉิงเทียนจึงเดินไปหาและพูดกับชายคนนั้น “คราวหน้ายังจะกล้าทำอย่างนี้อีกไหม?” ว่าแล้วเขาก็ต่อยไปที่หน้าของชายคนนั้น
จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองผู้หญิงที่ไม่รู้ว่าได้หายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร ฉิงเทียนจึงได้ลูบจมูกของเขาและเดินออกไป
ขณะที่ฉิงเทียนกำลังจะออกไป ก็ได้มีเสียงดังมาจากในห้อง “แกไอ้หนู แกกล้าทำร้ายฉัน ฉันจะทำให้แกต้องรู้สึกตายเสียดีกว่าอยู่”
ฉิงเทียนนั้นเดินออกไปแล้ว จริงๆแล้ว ฉิงเทียนนั้นรีบเดินเร็วมาก ไม่ใช่เพราะว่ากลัวเขาจะเรียกคนมาช่วย แต่เพราะว่าเขาได้ทำลายข้าวของในห้องนั้นไปเพราะการต่อสู้เมื่อครู่ ฉิงเทียนจึงคิดว่าเขาควรที่จะรีบหนีออกมาเพราะเขาไม่มีปัญญาที่จะจ่ายค่าเสียหาย
เขาเดินออกมาได้กลางทางพลางนึกได้ว่าเขายังไม่ได้บอกลาเพื่อนๆเลย ดังนั้นเขาจึงได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาเสี่ยวฝานและบอกขอโทษ
กลับมาที่บ้าน ฉิงเทียนนึกถึงเรื่องวิวาทที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ถ้าเขาไม่ได้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน บอดี้การ์ดจำนวนเป็น 10 เขาคงไม่สามารถที่จะจัดการได้แน่
“แต่การต่อสู้ในวันนี้ทำให้รู้สึกดีจริงๆ ชักรู้สึกชอบพลังนี้แล้วสิ!” ฉิงเทียนยกกำปั้นขึ้นมาและพูดด้วยความยินดี