ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 320 ช่วยเหลือ (2)
บทที่ 320 ช่วยเหลือ (2)
“ใครบอกว่าฉันกลัวกัน? อย่างจ้าวก่างมีหรือจะกลัวพวกเขา น้องสี่ไปกันเถอะ!” จ้าวก่างก็ได้พูดกับฉิงเทียนอย่างยืดอก
แล้วทั้งสองคนก็ได้เดินไปที่ประตู การ์ดในเครื่องแบบเต็มยศสองคนได้ออกมาหยุดฉิงเทียนกับจ้าวก่างเอาไว้แล้วถาม “พวกคุณเป็นใคร?”
“พวกเราเป็นแขกของผู้นำตระกูลของคุณ ข้ามีชื่อว่าจ้าวก่าง” จ้าวก่างตอบอย่างอารมณ์เสีย
“รอเดี๋ยวนะ” แล้วการ์ดคนหนึ่งก็ได้วิ่งเข้าไปในห้องแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร
“แม่งเอ๊ย พวกตระกูลเฉินนี่ไม่เห็นพวกเราในสายตาจริงๆ พวกเรามาติดต่อธุระกับพวกเขาแท้ๆ แต่พวกเขากลับปล่อยให้พวกเราต้องมารออยู่ข้างนอกซะอย่างนั้น” จ้าวก่างกล่าวอย่างไม่พอใจ
ณ ห้องหนึ่งในคฤหาสน์สกุลเฉิน มีหานซี่จากสำนักอัคคีและเหล่าคนในตระกูลเฉินอยู่ในห้องนั้น
ผู้นำตระกูลเฉินนั้นกำลังพูดอย่างประจบประแจงกับหานซี่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆเขา “ผู้อาวุโสหาน ใกล้ได้เวลาพวกเขามาถึงที่นี่แล้ว”
“ดี เจ้าออกไปตบตาพวกเขาก่อน ข้าจะให้พวกศิษย์ของสำนักอัคคีเตรียมวางอาคมพร้อมกับข้า” หานซี่พูดและทำไม้ทำมือสั่งการ
“ได้ครับ ผู้อาวุโสหานพวกเราจะตบตาพวกเขาเอง” เฉินถิงทุบอกตัวเองพูดอย่างมั่นใจ
“ทำให้ดีล่ะ แล้วข้าจะลองคิดดูเรื่องที่จะให้คนในตระกูลเฉินของเจ้ามาเข้าสำนักอัคคี แต่ถ้าพวกเจ้าทำออกมาไม่ดี พวกเจ้าคงจะรู้ว่าผลที่ตามมานะ” หานซี่พูดเตือนผู้นำตระกูลเฉิน ไม่เพียงแต่พวกเขาจะอดทานขนมหวานแล้วแต่ยังจะโดนอัดอีกด้วย
เมื่อทั้งสี่คนที่ได้ยินว่าจะให้คนสามารถเข้าสำนักอัคคีได้ สายตาของพวกเขาก็ได้ส่องแสงออกมาพร้อมกัน แล้วพากันคุกเข่าแล้วรีบตอบทันที “ครับ พวกเราจะทำให้ดีที่สุดครับ”
อีกทางด้านหนึ่ง ณ สถานที่แห่งหนึ่งเหนือคฤหาสน์ตระกูลเฉิน มีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรกำลังลอยอยู่เหนือน่านฟ้า
มีชายชราผู้หนึ่งที่สวมชุดแบบนักพรตเต๋าถือพู่อยู่ในมือของเขา เขานั้นไม่มีอุปกรณ์วิเศษอะไรอยู่ใต้เท้าของเขาเลย และยังมีชายอีกสองคนและหญิงอีก 2 คนที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ซึ่งพวกเขาล้วนแต่สวมชุดโบราณ
แล้วชายคนหนึ่งที่มีหน้าออกเหลี่ยมๆในชุดคลุมสีดำได้ก้มหัวให้กับคนในชุดนักพรตเต๋าแล้วพูดอย่างให้ความเคารพ “ท่านอาจารย์อาครับ คนของสำนักอัคคีได้เตรียมพร้อมจะลงมือแล้ว พวกเราเองก็เริ่มลงมือบ้างไหมครับ?”
“ไม่ต้องรีบร้อน, ไม่ต้องรีบร้อน!” ชายชราผู้นั้นลูบหนวดของเขา และพูดอย่างสบายๆ
“ครับ!”
เมื่อเห็นผู้อาวุโสที่ดูท่าทางไม่เร่งรีบแล้ว ทั้งสี่คนจึงได้คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของข้างล่างต่อไป
แต่ทว่าสายตาของผู้อาวุโสนั้นกลับจับจ้องไปที่ฉิงเทียนที่อยู่เบื้องล่าง “พลังวัตรระดับเฟิงเฉินเลยเหรอเนี่ย? ดูเหมือนว่าสำนักอัคคีคงจะเสียหายหนักแล้ว” นักพรตเฒ่าพูดอย่างมีลับลมคมในและลูบหนวดของเขา
แล้วการ์ดคนนั้นก็ได้วางหูโทรศัพท์แล้วเดินออกมาหาพวกฉิงเทียนแล้วกล่าว “ทั้งสองท่านก็เชิญตามพวกเรามาครับ”
“ดี!”
ฉิงเทียนเดินตามการ์ดเข้ามายังด้านใน ถึงแม้ว่าการ์ดจะเดินนำหน้าพวกเขาอยู่ แต่ความสนใจของพวกเขายังคงพุ่งเป้าไปที่ฉิงเทียนและจ้าวก่าง
“นี่ ท่านอาจารย์อาฉิง ที่นี่มีการวางอาคมเอาไว้ แล้วยังมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนยิงอย่างน้อยๆ 5 คนอยู่ที่นี่ด้วย และยังมีระดับเฟิงเฉินชั้นกลางที่แอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ด้วย” ไป๋กงหยางที่ไม่ได้พูดอะไรนานมากแล้วจู่ๆก็พูดขึ้นมาผ่านทางโทรจิต
ไม่สิ เหมือนยังมีระดับเฟิงเฉินชั้นปลาย อยู่กับระดับหยวนยิงอีก 4 คน
“พวกเขาดักซุ่มรอผมอยู่จริงๆด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งคนออกมาเยอะขนาดนี้” ฉิงเทียนพูดอย่างดูถูกในใจ
“แล้วคุณพบน้องชายของผมกับเสวี่ยเอ๋อรึยัง?” ฉิงเทียนถามอย่างรีบร้อน เข้าได้ปล่อยจิตศักดิ์สิทธิ์ออกไปทั่วทั้งคฤหาสน์นี้หลายหนแล้ว แต่ก็กลับไม่พบอะไร ในเวลานี้เขาจึงจำเป็นต้องพึ่งพาไป๋กงหยาง!
“ไม่ ข้าไม่พบร่องรอยอะไรเลย หรือว่าเจ้าพวกสำนักอัคคี จะสามารถหลบเลี่ยงจะสามารถหลบจิตศักดิ์สิทธิ์ของข้าได้กันนะ” ไป๋กงหยางพูดอย่างสงสัย ซึ่งหากว่ากันด้วยเหตุผลแล้ว มันไม่น่าจะมีอะไรในโลกนี้ที่สามารถหยุดจิตศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้
ขณะที่ฉิงเทียนกำลังคิดอยู่ว่าเสวี่ยเอ๋อและน้องชายของเขาถูกจับไปที่ไหนอยู่นั้น ทั้งสามคนก็ได้เดินมาถึงหน้าคฤหาสน์แล้ว
เมื่อฉิงเทียนเดินไปที่ประตูคฤหาสน์ เขาก็พบกับผู้นำตระกูลเฉินและลูกชายของเขาอีก 3 คนโผล่ออกมาที่ประตู
แล้วผู้นำตระกูลเฉินก็ได้รีบมาพบกับพวกเขา แล้วจับมือของจ้าวก่างแล้วกล่าว “ยินดีต้อนรับทั้งสองคน! นี่คงจะเป็นหลานจ้าวสินะ ช่างเป็นชายที่องอาจสมเป็นวีรบุรุษจริงๆ”
จ้าวก่างก็ได้มีท่าทางเก้ๆกังๆ ตาเฒ่าคนนี้มนุษยสัมพันธ์ดีเกินไปแล้ว แต่จ้าวก่างเองก็เป็นชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ สีหน้าเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นยิ้มและกล่าวตอบ “ท่านผู้นำเฉิน กล่าวเกินไปแล้วผมเป็นชายที่ดูเป็นวีรบุรุษอะไรกัน”
ทั้งสองคนต่างก็ยิ้มและพูดคุยกัน บรรยากาศดูอบอุ่นมาก หากใครไม่รู้ก็คงจะคิดว่าจ้าวก่างนั้นเป็นหลานชายคนโปรดของชายคนนี้
ฉิงเทียนจะอดไม่ได้ที่จะด่าในใจ “นี่มันจิ้งจอกเฒ่าชัดๆ”
หลังจากที่ทักทายกับจ้าวก่างแล้ว ผู้นำตระกูลเฉินก็ได้หันมาหาฉิงเทียนและกล่าวพร้อมกับยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นคนนี้ก็คือหลานฉิงเทียนสินะ” เขาพูดพร้อมกับยืนมือของเขาออกมาหมายที่จะจับมือกับฉิงเทียน
แต่ฉิงเทียนนั้นไม่คิดที่จะไว้หน้าเขา เขาได้โบกมือปฏิเสธแล้วพูดอย่างเย็นชา “หลานฉิงไม่กล้าที่จะจับมือด้วย รีบเข้าไปด้านในแล้วตกลงธุระของเรากันเถอะ”
แล้วลูกชายทั้งสามคนของตระกูลเฉินก็ได้จ้องมาที่ฉิงเทียนที่ทำพวกเขาขายหน้า โดยเฉพาะคนโตที่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าอยากจะเข้าไปจัดการฉิงเทียน แต่ถูกห้ามโดยคนที่สองที่อยู่ใกล้ๆเขาห้ามเอาไว้
ถึงแม้ว่าผู้นำตระกูลเฉินนั้นจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่เขาก็ได้แต่พูดในใจ: ไอ้เด็กเวรนี่ไม่รู้จักที่ตายเสียแล้ว, แล้วเขาที่ยังปั้นหน้ายิ้มอยู่ก็ได้พูดออกมา “หลานฉิงเทียนช่างเป็นคนรีบร้อนจริงๆ ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาข้างในกันเถอะ”
“ตกลงครับลุงเฉิน พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ!” จ่าวก่างพูดพร้อมกับตบไหล่ของผู้นำของตระกูลเฉินราวกับไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
เหล่าตระกูลเฉินก็คิ้วขมวดขึ้นมาเมื่อเห็นจ้าวก่างมีท่าทีเช่นนี้ เจ้าเด็กนี่เอามือมาตบไหล่ผู้นำตระกูลเฉินอย่างนั้นได้ยังไง แม้แต่ผู้ว่าฯมณฑลเจียงเจ้อก็ยังไม่กล้าที่จะทำเช่นนี้กับผู้นำตระกูลเฉินเลยนะ
จ้าวก่างก็ได้หันหน้าแล้วกะพริบตาให้กับฉิงเทียนเป็นเชิงบอกว่า พี่ใหญ่เองก็ไม่ยอมแพ้เจ้าหรอกนะ
ฉิงเทียนก็ได้ยิ้มออกมาแล้วยกนิ้วโป้งให้จ้าวก่าง ในเวลานี้หัวหน้าตระกูลเฉินคงรู้สึกอยากที่จะฆ่าพวกเขาในใจ
หากมีคนที่อายุรุ่นราวคราวหลานของพวกเรามาตบไหล่เขาเช่นนี้
ที่ทำการปกครองเมืองโม๋ตู ปกติในเวลานี้ไม่น่าจะมีแสงไฟแล้วแต่วันกลับมีไฟเปิดสว่าง
ในห้องประชุมห้องหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสำคัญๆในเมืองโม๋ตูได้จัดการประชุมรอบดึกกัน
หวังเห่าที่เป็นผู้ว่าฯเมืองโม๋ตูก็ได้พูดขึ้นมา “สหายทุกท่าน วันนี้ทางรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งลงมาให้ผมจัดการกับตระกูลเฉิน”
“แล้วคุณจะทำอย่างไรกับตระกูลเฉิน?”
“ตระกูลเฉินนั้นมีอิทธิพลมากมายในทางตอนใต้เลยนะ!”
“ทำไมรัฐบาลกลางถึงได้มีคำสั่งแบบนี้ลงมาได้เนี่ย?”
แล้วการประชุมนั้นก็ได้เริ่มวุ่นวายขึ้นมาทันที
หวังเห่ามองดูผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเขาที่ต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ แต่ในใจของเขานั้นกลับมีความรู้สึกยินดีที่ความมืดที่เข้ามารุกรานเมืองโม๋ตูของเขานั้นจะได้ถูกกำจัดไป ในที่สุดเขาจะได้จัดการกับตระกูลเฉินเสียที
ในเวลานี้เขาอยากที่จะกำจัดมะเร็งร้ายของรัฐบาลจีนอย่างตระกูลเฉินมาก แค่คิดถึงเรื่องนี้เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาอย่างมากแล้ว
“สหายทุกท่าน นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะต้องมาหารือกัน นี่คือคำสั่งจากรัฐบาลกลาง และพวกเราก็จะต้องลงมือทันที”
“ผู้กำกับติง!”
ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบตำรวจก็ได้ลุกขึ้นยืน
“ตั้งแต่ตอนนี้ไป ผมขอให้คุณทำการปิดทางเข้า-ออกเมืองโม๋ตูทั้งหมด!” หวังเห่ากล่าว