ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 336 ทางเลือก
บทที่ 336 ทางเลือก
เป็นเวลาตี2-3 ที่ฉิงเทียนนั้นได้ลากสังขารกลับมาที่โรงแรม!
ฉิงเทียนนั้นได้นอนขดอยู่บนเตียง และถอนหายใจออกมา “ซวีอู๋จื่อนั่นจะเป็นคนที่รักสนุกมากไปแล้ว!”
เดิมทีฉิงเทียนนั้นควรที่จะเป็นคนนำทาง แต่ไปๆมาๆฉิงเทียนกลับพบว่าตาแก่นี่จะคุ้นเคยกับโม๋ตูมากไปแล้ว ที่เขาบอกว่าอยากได้คนนำทางน่ะโกหกกันชัดๆ ตาแก่นั่นรู้จักร้านรวงต่างๆดีมาก แล้วเขายังพาฉิงเทียนไปที่ร้านเน็ตคาเฟ่อีกด้วย
ท่ามกลางสายตาที่ตกใจของเขา ซวีอู๋จื่อได้หยิบเอาบัตรขึ้นมาเพื่อเปิดเครื่องเล่น League of Legends, แล้วยังดึงฉิงเทียนเข้ามายังกลุ่มวอยซ์แชทของเขาด้วย
จนในที่สุดฉิงเทียนก็ได้เออออห่อหมกไปอย่างงงๆ แล้วก็พบว่าตาแก่นี่มันหลุมพรางชัดๆ แล้วยังไม่หลุมธรรมดาด้วยแต่เป็นหลุมยุบที่ลึกมากเท่าไรก็ไม่สามารถบอกได้
ฉิงเทียนนั้นจำได้อย่างชัดเจนที่เพื่อนร่วมทีมของเขานั้นพูดออกมานิดหน่อย คนคนนั้นน่ะชอบฟาดปากตลอดเวลา
ซึ่งผลสุดท้ายเพื่อนร่วมทีมฝั่งโน้นหลุดไป ทีมซวีอู๋จื่อจึงเป็นฝ่ายชนะ
ซึ่งการเล่นของซวีอู๋จื่อนั้น ปล่อยตัวให้ฝ่ายโน้นคิลอยู่ตลอด ซึ่งถ้าเพื่อนร่วมทีมฝั่งโน้นไม่หลุด ฉิงเทียนก็คงแพ้เกมนั้นไปแล้ว แล้วยังแถมท้ายด้วยประโยคว่า “ทีมเทพไม่กลัว กลัวทีมกาก”
เล่นไป 5 เกม ฉิงเทียนชนะแค่เกมเดียว ซึ่งดูที่แต้มโดนคิลของพวกเขาแล้วซึ่งแต่ละคนนั้นต่ำ ในขณะที่ซวีอู๋จื่อนั้นตายจนน่ากลัว
และในตอนท้าย ซวีอู๋จื่นก็ได้พูดออกมาอย่างไม่อายว่า “เป็นไงล่ะ ต้องให้ข้ามาเล่นแครี่เอง ไอ้พวกทีมกากเอ๊ย!”
ฉิงเทียนจึงได้แอบตัดสินใจว่าเขาจะไม่ขอร่วมทีมกับตาแก่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง มันปาฏิหาริย์มากแล้วที่ได้คนร่วมทีมอย่างนี้แล้วเล่นชนะได้
ซึ่งเรียกได้ว่าการกระทำของซวีอู๋จื่อนั้นได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้บำเพ็ญเพียรของเขาโดยสิ้นเชิง ซึ่งควรจะสวมชุดพลิ้วๆสีขาวและดูสง่างาม แต่ในเวลานี้ฉิงเทียนรู้สึกได้ว่าเขานั้นคงจะคิดมากเกินไป
และแน่นอนว่าการร่วมเดินทางกับซวีอู๋จื่อนั้นแย่มาก และเขาเองก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่อย่างน้อยเขายังได้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญเพียรจากปากของซวีอู๋จื่อมาบ้าง
จากเรื่องราวที่เขาได้ฟังจากซวีอู๋จื่อนั้น ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรในจีนนั้นมีผู้ที่มีอำนาจอยู่เพียงผู้เดียว นั่นคือสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียร
จากที่ซวีอู๋จื่นว่ามา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในสมาพันธ์นั้นจะสูงหล่อและเอาใจใส่ผู้อื่นเหมือนอย่างเขา ซึ่งฉิงเทียนไม่อยากจะเชื่อครึ่งหลังสักเท่าไรนัก
สมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรนั้นถูกดูแลโดย 4 สำนักใหญ่ สำนักเขาซูซัน, สำนักง้อไบ๊, ชี่จง และวัดฝ่าหัว ทั้งสี่สำนักนี้ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่สูงมากในโลกผู้บำเพ็ญเพียรในจีน
เมื่อ 1 พันปีก่อน โลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นยังไม่ได้อยู่กันอย่างสงบสุขเหมือนในปัจจุบัน ปลาใหญ่กินปลาเล็กเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นพลังวิญญาณในโลกนั้นได้หายไป
และในเวลานั้นสำนักซูซัน, สำนักง้อไบ๊, ชี่จง และวัดฝ่าหัว ทั้งสี่สำนักใหญ่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นก็รู้สึกได้ว่าโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นคงจะได้หายไปภายใน 1 พันปีแน่ ถ้าเกิดยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป
ในเวลานั้นทั้งสี่สำนักใหญ่จึงได้จับมือเพื่อสร้างสมาพันธ์ขึ้นมา แล้วทุกสำนักในโลกเซียนที่ขัดขืนไม่เข้าร่วมกับสมาพันธ์ก็ได้ถูกกำจัดโดยสี่สำนักใหญ่โดยทันที แล้วจากนั้นเจ้าสำนักทั้งสี่สำนักใหญ่ก็ได้สร้างอาคมที่ใช้พลังมหาศาลขึ้นมา แล้วทำการแบ่งจีนออกจากกันเป็นโลกปกติและโลกผู้บำเพ็ญเพียร เพื่อให้พลังวิญญาณนั้นยังคงเหลืออยู่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร
แต่อย่างไรก็ตาม พลังวิญญาณในทุกวันนี้ก็ไม่ได้เยอะมากเท่าเมื่อพันปีก่อน และแน่นอนด้วยว่าสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรเองก็เป็นการจับมือกันอย่างหลวมๆ ซึ่งแต่ละสำนักก็ยังทำตามใจตัวเอง เพียงแต่ไม่อนุญาตให้สู้ได้ตามต้องการ
“ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าโลกผู้บำเพ็ญเพียรมันเป็นอย่างไรนะ?” ฉิงเทียนคิด
จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มขึ้นมา!
จ้าวเลี่ยงก็ได้ให้จ้าวก่างพาเขามาหาฉิงเทียน
จ้าวเลี่ยงที่ได้มาหาฉิงเทียนถึงโรงแรมก็กล่าวขึ้น “หลานฉิง ไม่ทราบว่าลุงจะสามารถฝึกวิชาเป็นเซียนได้บ้างหรือไม่?”
มองไปที่จ้าวเลี่ยงที่มีสีหน้าอยากเรียนมาก ฉิงเทียนก็ได้เกิดความลังเลขึ้นมา สำหรับจ้าวเลี่ยงแล้วเขานั้นเป็นคนที่ฉิงเทียนไม่สามารถวางใจได้เลย เพราะจากการที่พวกเขาติดต่อกันหลายต่อหลายครั้งแล้ว การร่วมมือของเขากับจ้าวเลี่ยงนั้นเป็นไปแบบนักธุรกิจเท่านั้น ถึงจ้าวเลี่ยงจะเรียกเขาว่าหลานฉิงก็เถอะ แต่ในใจยังคงระแวดระวังเขาตลอดเวลา ดังนั้นฉิงเทียนจึงไม่สามารถที่จะเชื่อใจเขาได้พอที่จะถ่ายทอดวิชาบำเพ็ญเพียรให้ได้
สีหน้าลังเลใจของฉิงเทียนนั้นได้ถูกเห็นอย่างชัดแจ้งโดยจ้าวเลี่ยง ซึ่งเขานั้นรู้แล้วว่าฉิงเทียนคงไม่ยอมสอนวิชาให้เขาแน่ จึงได้หันไปมองให้ลูกชายของเขาช่วย โอกาสที่จะได้เป็นอมตะนั้นร้อยปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขาจะไม่ยอมพลาดไปเด็ดขาด
เมื่อเห็นสีหน้าพ่อของเขาที่กำลังขอให้เขาช่วย จ้าวก่างจึงได้พูดกับฉิงเทียนอย่างอายๆ “น้องสี่ เจ้าช่วยสอนให้พ่อฉันหน่อยนะ”
เมื่อเห็นจ้าวก่างเอ่ยปากเช่นนี้ ฉิงเทียนก็ได้ยอมตกลงแล้วกล่าว “ลุงจ้าวครับ ผมจะยอมตกลงสอนให้ก็ได้ แต่ผมมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง!”
จ้าวเลี่ยงที่ได้ยินฉิงเทียนยอมตกลงก็ได้พูดอย่างตื่นเต้น “ได้เลย ข้ายินดีทำตามไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขอะไรก็ตาม ตราบเท่าที่ข้าสามารถเป็นอมตะได้!”
ฉิงเทียนก็ได้คิ้วขมวดและพูด “ก่อนอื่นเลย การบำเพ็ญเพียรของลุงจ้าวนั้นอาจจะไม่สามารถไปถึงชีวิตที่เป็นอมตะได้ เพราะด้วยอายุของคุณลุงที่ผ่านพ้นช่วงที่บำเพ็ญเพียรที่ดีที่สุดไปแล้ว ต่อให้ผมยอมตกลงสอนวิชาให้ลุงไปแล้วจะฝึกสำเร็จหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องของเงื่อนไขที่ผมว่า เอาไว้ลุงจ้าวลองฟังให้จบก่อนแล้วจะยอมตกลงหรือไม่ก็ยังไม่สาย”
“ว่ามาเลยๆ” จ้าวเลี่ยงตอบ
ฉิงเทียนก็ได้พูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง “เงื่อนไขของผมก็คือผมจะสอนวิชาบำเพ็ญเพียรให้ แต่คุณลุงจะต้องเข้าร่วมกับบริษัทของผม”
“เข้าร่วมบริษัทของนาย?” จ้าวเลี่ยงคิ้วขมวดอย่างตกใจ
จ้าวก่างเองก็มีสีหน้าทั้งสับสนและสงสัย “น้องสี่ นายไม่มีบริษัทอื่นนอกจากหุ้นในตลาดมืดของพวกเรานี่!”
“บริษัทนี้ยังอยู่ในความคิดของผม แต่ในอนาคตจะมีเพียงผู้ที่เข้าร่วมบริษัทของผมเท่านั้นที่จะสามารถฝึกวิชานี้ได้ นอกจากคุณที่เป็นพี่ใหญ่แล้ว พี่ใหญ่จะเลือกเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ แต่คุณลุงจ้าวหากอยากที่จะฝึกวิชาก็ต้องเข้าร่วมครับ” ฉิงเทียนกล่าว เขาคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ถ้าเขาก่อตั้งบริษัทขึ้นมา เขาก็จะไม่ตัวคนเดียวอีกต่อไป ถึงแม้จ้าวเลี่ยงนั้นจะคบหากับเขาในเชิงธุรกิจอย่างเดียว แต่เขาก็เป็นพ่อของพี่ใหญ่ดังนั้นฉิงเทียนจึงให้โอกาสอีกครั้ง
แล้วฉิงเทียนก็ไม่พูดอะไรต่อและมองไปที่จ้าวเลี่ยงอย่างเงียบๆ และรอฟังคำตอบของเขา
จ้าวเลี่ยงก็คิ้วขมวดขึ้นมา เดิมทีเขาคิดถ้าเขาลดท่าทีของเขาลงมาเสียหน่อย หากนึกถึงความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายแล้ว ฉิงเทียนก็น่าจะยอมสอนวิชาของเขาให้อย่างแน่นอน
แต่กลับบอกให้เขาเข้าบริษัทของฉิงเทียน ซึ่งเขารู้สึกไม่ยินยอม ด้วยเงินเป็นพันล้านในครอบครองของเขานั้น ทำให้เขาสามารถเดินเบ่งไปได้ทั่วเมืองโม๋ตู แต่กลับให้เขาต้องมาฟังคำสั่งของคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกชายของเขา ทำให้เขารู้สึกไม่ดีขึ้นมา
ในเวลานี้จ้าวก่างเองก็ได้ยืนดูอย่างเงียบๆ เขารู้ดีว่าฉิงเทียนนั้นไว้หน้าของเขาอยู่ ซึ่งสีหน้าของฉิงเทียนเมื่อสักครู่นั้นเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยอมที่จะสอนพ่อของเขา
แต่สุดท้ายเขาก็ยอมอ่อนข้อลงมาบ้าง ถึงมันจะไม่เป็นการดีที่จะไปรบเร้าเขา แต่ถ้าเขาขอฉิงเทียนอีก บางทีเขาอาจจะยินยอมอ่อนข้อให้อีกก็ได้ แต่จ้าวก่างก็บอกกับตัวเองว่าอย่าเลย แล้วรอฟังคำตอบจากพ่อของเขาอย่างเงียบๆ