ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 338 การประชุมของสำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (1)
บทที่ 338 การประชุมของสำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (1)
“ฉิงเทียน ที่คุณพูดมาจริงเหรอ?” ซูเสวี่ยพูดออกมาอย่างเสียงหลงในโทรศัพท์
“แน่นอนมันเป็นความจริง ผมจะให้คุณลุง, คุณป้าและคุณปู่มาเริ่มฝึกด้วยกัน เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องกังวลในอนาคต” ฉิงเทียนพูดอย่างอ่อนโยน ฉิงเทียนเองก็เคยคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่เขาคิดอยู่ว่าจะทำดีหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 นั้นเชื่อเรื่องการบำเพ็ญเพียรได้ ฉิงเทียนนั้นกลัวว่าพ่อแม่ของซูเสวี่ยนั้นจะเห็นเขาเป็นคนบ้า แล้วอีกอย่างเขาก็กังวลด้วยว่าเรื่องของการบำเพ็ญเพียรนั้นอาจจะทำให้เป็นที่เพ่งเล็งของทางรัฐได้
แต่ในเวลานี้ฉิงเทียนได้ทราบแล้วว่าทางสมช.นั้นได้ให้ความร่วมมือกับโลกบำเพ็ญเพียรอยู่ และเขาเองก็เป็นที่ปรึกษาพิเศษของทางสมช.ด้วย ดังนั้นเขาจะไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้อีก
ซูเสวี่ยที่เก็บความตื่นเต้นของเธอเอาไว้ไม่ไหวก็ได้พูดออกมาจากใจของเธอ “ขอบคุณมากนะ ฉิงเทียน!”
“เสวี่ยเอ๋อคุณไม่ต้องขอบคุณผมก็ได้ แต่คุณจะต้องบอกคุณลุงกับคุณป้าเรื่องนี้ให้ดีๆนะ อย่าให้ท่านกลัวล่ะ” ฉิงเทียนกล่าว
แล้วฉิงเทียนก็ได้คุยโทรศัพท์กันต่ออีกหน่อย หลังจากที่หยอดคำหวานให้กันก็ได้วางสายไปอย่างไม่เต็มใจ
หลังจากที่ฉิงเทียนได้วางสายไป โทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้นมา และพบว่ามีสายเข้า
“ฉิงเทียน ตอนนี้ผมอยู่ที่โรงแรมที่คุณอยู่แล้วช่วยลงมาด้วย การประชุมของสมช.กำลังจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าแล้ว” เฟิงอี้กล่าว
“ได้ๆ ผมจะรีบลงไปเดี๋ยวนี้แหละ!” ฉิงเทียนก็ได้กดวางสายไป แล้วรีบลงไปข้างล่าง
แล้วรถเฟอรารี่สีดำก็ได้ขับออกไปตามถนน ฉิงเทียนที่นั่งอยู่ที่รถก็ได้ถามเฟิงอี้ “พี่เฟิงครับ ไม่ทราบว่าการประชุมที่ปรึกษาพิเศษของสมช.นั้นประชุมอะไรกันบ้างเหรอครับ?”
เฟิงอี้ไม่ตอบคำถามของฉิงเทียนแต่หัวเราะแล้วตอบ “เมื่อไปถึงคุณก็จะรู้เองแหละ ไม่ต้องกระวนกระวายไปหรอกน้องฉิง”
“ครับ!” ฉิงเทียนก็ได้มองไปที่เฟิงอี้ที่ทำเป็นมีเลศนัย เขาจึงได้ไม่พูดอะไรต่อ แล้วรถก็ได้ทะยานไปตามถนนอย่างรวดเร็วจนออกไปนอกตัวเมืองโม๋ตู
ณ ห้องประชุมของทางสมช. ฉิงเทียนก็ได้หาที่นั่งในห้องประชุม เขานั้นไม่คิดว่าฐานที่มั่นของทางสมช.นั้นจะอยู่ที่ใต้ดินเช่นนี้
แต่ถึงแม้ฐานที่มั่นของทางสมช.นั้นจะอยู่ที่ใต้ดิน แต่ฉิงเทียนก็ได้ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด กลับกันฉิงเทียนกลับรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณของที่นี่ที่หนาแน่นกว่าภายนอก
ในเวลานี้ที่นั่งในห้องประชุมนั้นได้เต็มไปหมดแล้ว ซึ่งผู้คนต่างก็พูดคุยกัน มีเพียงฉิงเทียนที่นั่งอยู่คนเดียวไม่รู้จักใครเลย
ทุกคนต่างก็มองมาที่ฉิงเทียนด้วยสายตาแปลกๆ ฉิงเทียนรู้สึกตกใจ ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้หันมามองฉิงเทียนด้วยสายตาเช่นนั้น
แต่ทว่าคนเหล่านั้นก็ได้หลบสายตาของฉิงเทียนแล้วก็พูดกันเอง ราวกับว่าพวกเขานั้นไม่เห็นว่ามีฉิงเทียนอยู่ด้วย
“เจ้ารู้ไหมว่าการประชุมครั้งนี้เรื่องอะไร?” มีคนคนหนึ่งถามขึ้นมา
“ไม่รู้สิ, ไม่ใช่ว่าการประชุมของทางสมช.จริงๆควรจะเป็นเดือนหน้าไม่ใช่เหรอ?” มีอีกคนหนึ่งที่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สงสัยเช่นกัน
“นั่นสิ ข้ากำลังสู้กับพวกมนุษย์หมาป่าทางตะวันตกสนุกๆอยู่แท้ๆ แต่ก็มีข้อความเรียกให้กลับมา เจ้าพวกมนุษย์หมาป่าที่จะมาฆ่าข้าก็พากันหนีไปหมดเลย ข้าเลยอดสอนบทเรียนเจ้าพวกมนุษย์หมาป่าพวกนั้นเลย
“เจ้ายังดี ข้าสิอุตส่าห์เจอสัตว์ประหลาดจินตันที่ใต้ทะเล และจัดการวางกับดักเรียบร้อยแล้วแท้ๆ”
ฟังเสียงผู้คนเหล่านี้หารือกันแล้ว ฉิงเทียนเข้าใจเพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น ดูเหมือนทุกคนนั้นจะเป็นที่ปรึกษาพิเศษของทางสมช.
แต่ทว่าที่ปรึกษาพิเศษส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในระดับจินตัน และมีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในระดับหยวนยิง และมีอยู่คนเดียวที่อยู่ในระดับเฟิงเฉิน ซึ่งเขานั้นดูเหมือนพระหนุ่มอายุแค่ 15-16 ปีเท่านั้น
สวมชุดจีวรสีเทาแล้วนั่งอยู่นิ่งๆเหมือนกับฉิงเทียน ไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย ฉิงเทียนจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปที่พระหนุ่มผู้นั้นด้วยความสงสัย เพราะเขานั้นมีปากแดงฟันขาวซึ่งเหมือนกับพระถังซัมจั๋งในเรื่องไซอิ๋วยิ่งนัก
แล้วพระตัวน้อยผู้นั้นก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมาของฉิงเทียนก็ได้ผงกหัวให้
แล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหูของฉิงเทียน “ประสก เณรมีนามว่าฝ่าเอินครับ”
ฉิงเทียนจึงได้รีบตอบผ่านทางโทรจิต “ฉิงเทียนครับ!” แน่นอนว่าคนอื่นๆในห้องนั้นย่อมไม่ได้ยินเสียงคนระดับเฟิงเฉินคุยกัน ดังนั้นฉิงเทียนจึงได้ถามอย่างสงสัย “ไม่ทราบว่าใต้ซือฝ่าเอินนั้น พอจะทราบถึงจุดประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ไหมครับ?”
“เณรนั้นพอจะทราบแค่อย่างสองอย่างเท่านั้นครับ” ฝ่าเอินตอบกลับมา
ฉิงเทียนชะงักเล็กน้อย เขาแค่ลองถามไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเท่านั้น เขาไม่คิดว่าฝ่าเอินเองจะรู้หรอก แต่กลับกลายเป็นว่ารู้ซะอย่างนั้น เขาจึงได้ถามต่อ “เอ่อ ใต้ซือฝ่าเอินพอจะบอกให้ผมทราบบ้างได้ไหม?”
“ได้สิครับ แต่ประสกไม่ต้องเรียกเณรว่าใต้ซือฝ่าเอินหรอก เณรนั้นยังไม่สมควรที่จะถูกเรียกเช่นนั้นครับ และเณรก็คิดว่าพลังวัตรของประสกนั้นน่าจะแก่กล้ากว่าเณรเสียอีก จึงไม่สมควรที่จะเรียกเณรว่าใต้ซือหรอก ประสกเรียกเณรว่าเสี่ยวเอินเถิด แล้วเณรจะเรียกประสกว่าพี่ฉิงครับ!”
“ได้ครับ” ฉิงเทียนตอบ
“ในการประชุมที่ปรึกษาพิเศษครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะประสกพี่ฉิงครับ!” ฝ่าเอินกล่าว
“อะไรนะ ผมเหรอครับ?” ฉิงเทียนพูดอย่างตกใจ
ฝ่าเอินก็ได้อธิบายต่อ “เณรได้ยินมาจากท่านอาจารย์ว่าปกติการประชุมที่ปรึกษาพิเศษนั้นจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง และจะมีเพียงผู้ที่ได้รับการยอมรับจริงๆจากทางสมช.ถึงจะเข้าร่วมได้ และในการประชุมที่ปรึกษาพิเศษนั้นไม่ได้มีผู้เข้าร่วมใหม่มาร่วม 20 ปีแล้ว จนกระทั่งประสกพี่ฉิงเข้ามา การประชุมที่ปรึกษาครั้งนี้ก็คงจะเพื่อแนะนำประสกให้ทุกคนได้รู้จัก และแน่นอนว่าหากจะเพื่อแค่แนะนำประสกพี่ฉิงแค่เรื่องเดียว ก็คงจะไม่ต้องจัดการประชุมก่อนเวลาเช่นนี้แน่ครับ”
“นั่นสินะ!” ฉิงเทียนพูดขึ้นในใจ
ในตอนนั้นเองที่ในห้องประชุมนั้นก็ได้เงียบลง และผู้อำนวยการหานและซวีอู๋จื่อก็ได้เข้ามาในห้องพร้อมกัน
ผู้อำนวยการหานก็ได้ยิ้มและพูดด้วยเสียงดัง “ที่ปรึกษาพิเศษของทางสมช.เขตโม๋ตูทุกท่าน ขอยินดีต้อนรับครับ!” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้นั่งลงที่เก้าอี้ประธาน
ในขณะที่ซวีอู๋จื่อนั้นได้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆอย่างไม่มีพิธีรีตอง ฉิงเทียนก็พบว่าเหล่าที่ปรึกษาพิเศษนั้นต่างก็มีสีหน้าเคารพเมื่อพวกเขาเห็นซวีอู๋จื่อ โดยเฉพาะที่ปรึกษาพิเศษที่อยู่ข้างๆซวีอู๋จื่อที่ดูตื่นเต้นมาก ราวกับผู้หญิงที่พบกับดาราหรือนักร้องหนุ่มที่พวกเธอชื่นชอบ!
ฉิงเทียนสงสัยขึ้นมา ทำไมตาแก่นี่ถึงได้เป็นที่เคารพขนาดนี้นะ พวกเขาน่าจะไม่เคยเห็นเขาเมื่อคืนนี้แน่ๆ
ส่วนซวีอู๋จื่อที่เป็นเหมือนคนดังในเวลานี้ก็ได้นั่งนิ่งๆและหลับตาอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นท่าทีของซวีอู๋จื่อแล้ว ฉิงเทียนก็บ่นอุบอิบเขาในใจ
ในเวลานี้เสียงของผู้อำนวยการหานก็ได้ดังขึ้นมา “พวกท่านคงจะสงสัยว่าทำไมถึงได้จัดการประชุมที่ปรึกษาพิเศษก่อนเวลาขึ้นมา”
ทุกคนต่างก็ผงกหัว แล้วสายตาของทุกคนก็ได้จับจ้องไปที่ผู้อำนวยการหานรอที่เขาจะพูดคำต่อไปออกมา
ผู้อำนวยการหานก็ได้ไม่ได้อ้อมค้อมและพูดออกมาตรงๆ “ในเวลานี้ผมจะขอรายงานพวกคุณให้ทราบเรื่องหนึ่ง นั่นคือสำนักอัคคีในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นได้ถูกหมายหัวโดยทางสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว”
แล้วในห้องประชุมนั้นก็ได้มีเสียงฮือฮาขึ้นมา
“อะไรนะ? สำนักอัคคีถูกหมายหัวโดยทางสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียร”
“สำนักอัคคีนั้นก็เป็นถึงสำนักในระดับรองๆในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเลยนะ ทำไมจู่ๆถึงได้ถูกหมายหัวโดยทางสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรได้ล่ะ?”
ในห้องประชุมนั้น มีบางคนที่มีสีหน้าตกใจ และมีบางคนที่มีสีหน้าสงสัย และมองไปที่ผู้อำนวยการหานด้วยสีหน้าราวกับต้องการให้เขาช่วยแถลงไข มีเพียงเณรน้อยกับฉิงเทียนที่มีสีหน้าไม่เปลี่ยน