ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 341 พวกคนที่ถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่ (1)
บทที่ 341 พวกคนที่ถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่ (1)
สองชั่วโมงต่อมา ฉิงเทียนก็ได้ออกมาจากสมช. พร้อมกับเณรน้อย
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ว่าเป็นความคิดที่ดีจริงๆที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับสมช. เช่นใบอนุญาตที่อยู่ในแหวนเก็บของ ด้วยใบอนุญาตนี้ทำให้เขาสะดวกมากที่จะทำอะไรก็ได้ในจีน และเขามีสิทธิที่จะลงมือก่อนถามทีหลังได้
ไม่รู้ว่าเฟิงอี้นั้นมายืนอยู่ข้างหลังหานหยุนตั้งแต่เมื่อไร และพูดอย่างเป็นกังวล “มันจะไม่เร็วเกินไปเหรอครับผู้อำนวยการหานที่จะให้ใบอนุญาตกับเขาไปเช่นนี้ ถ้าเกิดว่าเขาใช้อำนาจของสิ่งนั้นสั่งให้กองทัพทำอะไรที่ผิดล่ะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเชื่อว่าฉิงเทียนนั้นไม่ใช่คนแบบนั้นแน่” หานหยุนพูดอย่างมั่นใจ
อีกทางด้านหนึ่ง ฉิงเทียนกับเณรน้อยก็ได้เดินทางมายังใจกลางเมืองโม๋ตู
“ว้าวพี่ฉิงครับ, พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่เหรอครับ พวกเขากำลังฝึกวิชากันอยู่เหรอครับ?” ฝ่าเอินถามอย่างสงสัย แล้วชี้ไปที่ลานกว้าง แล้วพบเหล่าคุณป้าที่กำลังเต้นไปตามเพลงอยู่
“ที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นเป็นการเต้นที่ถูกเรียกว่าเต้นแอโรบิกน่ะ” ฉิงเทียนอธิบาย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่ฉิงเทียนได้พาเณรน้อยเข้ามาในตัวเมืองโม๋ตู เณรน้อยฝ่าเอินก็ได้ถามเขาไม่หยุดหย่อน
เขานั้นถามทุกอย่างที่เขาไม่รู้จัก แต่ปัญหาคือเขานั้นไม่เคยเห็นเสียไปแทบทุกอย่างในเมืองโม๋ตูนี่สิ
ฉิงเทียนนั้นไม่รู้แล้วว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ 100 แล้วที่เณรน้อยถามคำถามเขา
“พี่ฉิงครับ ผมอยากจะทานไอ้นั่นจังเลยครับ?” ฝ่าเอินถาม แล้วชี้ไปที่ที่หนึ่ง
พอมองไปตามทิศที่ฝ่าเอินชี้แล้ว ฉิงเทียนก็พบร้านไอศกรีมร้านหนึ่ง ไอศกรีมร้านนี้ขายดีมาก และมีแถวคิวรอยาวเหยียด
สายตาของฝ่าเอินก็ได้จับจ้องไปที่ไอศกรีมในมือของผู้คนที่เพิ่งซื้อไอศกรีมไป และเผยให้เห็นความอยากของเขา
เมื่อเห็นฝ่าเอินที่อยากกินมากขนาดนั้น ฉิงเทียนก็พอจะเดาได้ว่าเณรน้อยที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระอาจารย์บนภูเขานั้น คงจะไม่เคยได้กืนไอศกรีมเป็นแน่ ฉิงเทียนจึงได้ผงกหัวแล้วพูด “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปต่อคิวกันเถอะ!”
เวลาผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงคิวของฉิงเทียน
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังจะเอ่ยปากนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างหลังเขา “เอาไอศกรีมมาให้ข้าสองแท่ง”
ชายคนนั้นมีรูปร่างอ้วนและสวมทองเส้นหนาอยู่รอบคอของเขา และถือกระเป๋าสตางค์ตุงๆในมือของเขา ดูเหมือนจะเป็นพวกเศรษฐีใหม่ ซึ่งมืออีกข้างของเขากำลังอุ้มเด็กอายุราว 6-7 ขวบซึ่งเหมือนกับเขาราวกับออกมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน ก็ได้ชี้ไปที่ไอศกรีมแล้วพูดขึ้น “พ่อครับ ผมอยากกินไอศกรีมครับ”
คนขายก็ได้ทำเป็นไม่สนใจเขาแล้วถามฉิงเทียนที่อยู่หน้าเขาแทน “ต้องการไอศกรีมกี่แท่งคะคุณลูกค้า?”
“ขอสองแท่งครับ”
“ได้ค่ะ”
แล้วพนักงานขายก็ได้หยิบเอาไอศกรีมที่ได้ทำเตรียมเอาไว้แล้วออกมาจากในตู้เย็นแล้วส่งให้กับฉิงเทียน
แล้วเศรษฐีใหม่ที่อยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นว่าพนักงานขายไม่สนใจเขา สีหน้าของเขาก็ดำมืดขึ้นมาทันที แล้วยื่นมือไปขวาไอศกรีมที่กำลังจะส่งให้ฉิงเทียน
แต่มีหรือที่ฉิงเทียนจะปล่อยให้เขาทำได้สำเร็จ? ในชั่วขณะนั้นเองมือทั้งสองข้างของฉิงเทียนก็ได้คว้าเอาไอศกรีมมาจากมือของพนักงานขายก่อน แล้วค่อยส่งให้กับฝ่าเอิน “เสี่ยวเอินกินทันทีเลยนะ ไม่อย่างนั้นไอศกรีมมันจะละลายเสียก่อน”
“ครับ!” เณรน้อยผงกหัว แต่ตาทั้งสองข้างของเขาได้จดจ้องไปที่ไอศกรีมในมือของเขา
“ว้าว อร่อยจังเลยครับ เณรไม่เคยฉันอะไรอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลยครับ” ฝ่าเอินเลียไอศกรีมด้วยลิ้นของเขาแล้วพูดขึ้นมา
แล้วเศรษฐีใหม่ที่อยู่ใกล้ๆเขาที่พบว่าตัวเองคว้าเอาไว้ไม่ได้นั้น ก็ได้หันมามองท่าทีของเณรน้อยแล้วก็หัวเราะขึ้นมาแล้วพูด “พวกคนบ้านนอก?”
แล้วเด็กคนที่อยู่ในมือของเขาก็ได้มองไปที่เณรเช่นกันแล้วพูดอย่างดูถูก “พระบ้านนอก”
แล้วจากนั้นก็ได้ชี้ไปที่ไอศกรีมแล้วพูด “พ่อครับ ผมอยากกินไอศกรีมครับ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายของเขาออดอ้อน เศรษฐีใหม่คนนั้นก็ได้ลูบหัวของลูกชายแล้วพูดขึ้น “ไม่ต้องกังวลลูก ลูกอยากจะทานมากเท่าไรก็ได้ที่ลูกต้องการเลย”
“ผมอยากจะทาน 10 แท่งครับ!”
“ดี! 10 แท่งก็ 10 แท่ง”
“เอามาให้ข้า 10 แท่ง” แล้วเศรษฐีใหม่ก็ได้พูดบอกกับพนักงานขายอย่างไม่สุภาพ
ถึงแม้เศรษฐีใหม่จะพูดไม่สุภาพ แต่คนขายก็ได้ยิ้มตอบแล้วพูดขึ้น “ขอโทษนะคะคุณลูกค้า พวกเราขายไอศกรีมให้ได้แค่คนละแท่งเท่านั้นค่ะ ดังนั้นจึงขายให้คุณลูกค้าได้แค่ 2 แท่งเท่านั้นค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าให้ซื้อได้แค่ 2 แท่งเท่านั้น เด็กคนนั้นก็ได้ร้องไห้โยเยออกมาอย่างไม่พอใจ “แค่สองแท่งมันจะไปพอได้ยังไง ผมไม่สน ผมจะเอา 10 แท่ง”
เมื่อเห็นลูกชายของเขาร้องไห้ เศรษฐีใหม่ก็ได้ตะโกนใส่พนักงานขาย “ไม่ได้ยินที่ลูกชายข้าพูดเหรอ? เขาบอกอยากได้ 10 ก็ต้องได้ 10”
“ต้องขอโทษคุณลูกค้าจริงๆค่ะ แต่นี่เป็นกฎของทางเราจริงๆค่ะ ที่ให้ซื้อได้แค่คนละแท่งเท่านั้นค่ะ” พนักงานขายพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ
“เจ้าคิดว่าข้าไม่มีเงินพอจะซื้อของพวกแกรึยังไง?” แล้วเศรษฐีใหม่ก็ได้ควักเอาแบงก์สีแดงออกมา 3 ใบจากกระเป๋าสตางค์ของเขาแล้วโยนไปที่พนักงานขายของแล้วพูดอย่างหยิ่งยโส “เอามาให้ข้า 10 แท่งเร็วๆเข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้แกต้องตกงานแน่”
แล้วพนักงานขายทั้งสองคนก็ตาแดงๆขึ้นมา ราวกับกำลังจะร้องไห้ พวกเขาไม่เคยเจอกับลูกค้าที่ไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน
แล้วพนักงานอีกคนก็ได้ร้องบอก “คุณลูกค้าคะ ไอศกรีมของพวกเรามีจำนวนจำกัดทุกวันค่ะ ถ้าเกิดคุณลูกค้าซื้อไป 10 แท่งแล้ว คุณลูกค้าที่ยังต่อคิวอยู่ก็จะอดนะคะ”
เมื่อผู้คนที่อยู่ด้านหลังได้ยินว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้ซื้อ จึงได้พากันโห่ร้องอย่างไม่พอใจ “เขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าซื้อได้แค่ 2 ก็รีบๆซื้อไปเร็วๆ อย่ามาทำให้คนอื่นเขาเสียเวลานะ”
“ใช่ๆ เร็วเข้า!”
“เร็วๆหน่อย!”
แล้วผู้คนที่อยู่ด้านหลังก็ได้พากันโห่ไล่
เมื่อเศรษฐีใหม่พบว่าทุกคนรอบตัวเขาเริ่มพากันโทษเขา เจ้าเด็กเอาแต่ใจก็ได้ร้องไห้ขึ้นมาอีก
“หนวกหู! คนจนอย่างพวกแกบังอาจทำให้ลูกชายข้าร้องไห้งั้นเหรอ? ดี! วันนี้ข้าจะซื้อไอศกรีมที่เหลืออยู่ใหม่หมด! เอาให้ไม่เหลือให้คนจนอย่างแกเลย” แล้วตาทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยความโกรธของเขาก็ได้จ้องไปที่ผู้คนด้วยแววตาราวกับกระทิงที่เต็มไปด้วยเนื้อ
เมื่อผู้คนรู้สึกได้ถึงสายตาที่ดุดันนั้นต่างก็พากันเงียบทันที ถึงแม้ว่าจะมีบางคนที่ไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป
“ดีครับพ่อ, ซื้อให้หมดอย่าให้เหลือพวกคนจนพวกนี้” ในเวลานี้ลูกชายของเขาก็ได้หัวเราะขึ้นมาแล้วชี้ไปที่พวกผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างหลังเขา
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นถูกกดดันด้วยแรงกดดันของเขา เศรษฐีใหม่ก็ได้หัวเราะแล้วพูดขึ้น “เอ้า เร็วๆเข้าเอาไอศกรีมที่เหลือทั้งหมดมาให้ข้าซะดีๆ”
แล้วฉิงเทียนที่ยืนดูอยู่ก็เริ่มอดทนไม่ไหวแล้วคิดที่จะไปสั่งสอนชายคนนั้น
ในตอนนั้นเอง ฝ่าเอินก็ได้เข้าไปยืนขวางเศรษฐีใหม่คนนั้นแล้วพูดขึ้น “ประสก หญิงสาวทั้งสองท่านนี้ก็บอกแล้วว่าซื้อได้แค่คนละแท่งเท่านั้น แล้วทำไมประสกถึงต้องไปรังแกพวกเธอด้วย”
เศรษฐีใหม่ที่พบว่าเณรน้อยนั้นจู่ๆก็มายืนขวางเขา จึงผลักฝ่าเอินออกไปด้วยมือของเขาแล้วกล่าว “นี่ไม่ใช่ที่ที่เณรอย่างแกจะอยู่ จะไปไหนก็ไป”
“ใช่ ไปให้ห่างๆเลย แต่งตัวก็ดูสกปรกมอซอ” เด็กคนนั้นก็ได้พูดและมองด้วยสายตาดูถูก
ฉิงเทียนก็คิ้วขมวดขึ้นมา เด็กคนนี้อายุแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น แต่กลับพูดจาดูถูกคนจนแล้ว เหมือนไม่ได้รับการสั่งสอนมาเลย
เขาจึงได้คิดที่จะไปช่วยเณรน้อย แต่พอเดินไปได้กลางทาง ฉิงเทียนก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าฝ่าเอินนั้นมีพลังวัตรถึงในระดับเฟิงเฉินแล้ว เขาจะแพ้ได้อย่างไร เศรษฐีใหม่คนนี้ก็เป็นแค่คนธรรมดาเองด้วย ฉิงเทียนจึงได้ยืนกอดอกแล้วมองดูด้วยสีหน้าเหมือนรอชมการแสดงแทน
แล้วเศรษฐีใหม่ก็ได้จับไปที่คอเสื้อของเณรน้อยฝ่าเอินอย่างหยาบคาย “เจ้าเณรบ้านี่มาจากไหนเนี่ย? ไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องของข้าเลย จะไปไหนก็ไป ไป!” จากนั้นเขาที่จับคอเสื้อของเณรน้อยอยู่ก็ได้ผลักเณรลงไปนั่งกับพื้น
“ประสก เณรนั้นไม่ได้บ้า และประสกจะต้องขอโทษพี่สาวทั้งสองท่านนั้นด้วย!” ฝ่าเอินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พนักงานขายที่เห็นเณรน้อยที่โผล่ออกมาสู้กับความไม่ยุติธรรม ทำให้เหล่าพนักงานรู้สึกตื้นตันใจที่มาช่วยพวกเธอ จึงได้รีบพูดกับเศรษฐีใหม่ “คุณลูกค้าคะ อย่าได้ทำอะไรเณรน้อยรูปนี้เลยค่ะ ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ!”
แล้วเศรษฐีใหม่ก็ได้พูดด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง “มันสายไปแล้ว! เจ้าเณรนี่มันกล้ามายุ่งกับเรื่องของข้า ข้าจะสั่งสอนให้มันรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่มันจะมายุ่งกับเรื่องของคนอื่นได้”
ในเวลานี้เศรษฐีใหม่ก็ได้ไปจับที่แขนของเณรและออกแรงที่แขนของเขา แต่เขาก็พบว่าไม่ว่าเขาจะออกแรงมากเพียงใด เณรนั้นก็ยังยืนนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พ่อครับ จัดการกับเณรบ้านี่สิครับ จัดการมันเลย” ลูกชายที่อยู่หลังเขาก็ได้ตบมือและตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เศรษฐีใหม่ที่พบว่าเขาไม่สามารถที่จะผลักเณรน้อยได้เลย และลูกชายของเขาที่กำลังตะโกนเชียร์อยู่ก็ทำให้เขารู้สึกอับอายขึ้นมา
“เจ้าเณรบ้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะไม่สามารถจัดการเจ้าได้!” แล้วเศรษฐีใหม่ก็มีสีหน้าฉุนเฉียวขึ้นมาและแขนของเขาก็เริ่มซีด เขานั้นได้ใช้พลังทั้งหมดแล้ว แต่ก็พบว่าเณรนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ใสซื่อแล้วพูดขึ้น “ประสก พระอาจารย์ของเณรได้กล่าวเอาไว้ว่า ความรุนแรงนั้นไม่ช่วยแก้ไขอะไร ประสกนั้นได้พูดรุนแรงใส่พี่สาวสองคนนั้น ดังนั้นวันนี้ประสกจะต้องขอโทษพวกเธอ”
“พ่อครับ เป็นอะไรไปครับ? พ่อไม่สามารถจัดการกับเณรได้เหรอครับ?” แล้วลูกชายก็ได้พูดด้วยสีหน้าที่ดูถูก
เศรษฐีใหม่นั้นไม่คิดว่าเขาจะถูกลูกชายตัวเองดูถูกเช่นนี้ ใบหน้าของเขาจึงได้ร้อนผ่าวขึ้นมา นี่ข้ามัวมาทำบ้าอะไรอยู่
“เจ้าเด็กบ้านี่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะทำอะไรมันไม่ได้!” แล้วเศรษฐีใหม่ก็ได้ใส่แรงทั้งหมดของเขาไปในการโจมตีครั้งนี้ แต่เณรน้อยก็ยังคงสงบนิ่งอยู่
“วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า” เศรษฐีใหม่ตะโกนออกมา แล้ววาดมือเข้าไปที่ท้องของเณร แล้วต่อยเข้าไปที่ท้องของเณรอย่างรวดเร็ว “ตายซะ”
ฉิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ ที่เห็นเขาต่อยฝ่าเอินด้วยหมัดที่ทรงพลัง เขาไม่คิดว่าเศรษฐีใหม่คนนี้นั้นจะเป็นวิทยายุทธด้วย จากหมัดที่เขาต่อยออกไปนั้นได้แสดงให้เห็นว่าเขานั้นน่าจะได้ฝึกมาจากในสำนัก แต่ก็ไม่คิดว่าหมัดเช่นนั้นจะส่งผลอะไรกับเณรน้อยได้
แต่ผู้คนที่อยู่ข้างเคียงนั้นกลับไม่คิดเช่นนั้น ทุกคนคิดว่าเณรน้อยคนนั้นคงแย่แน่แล้ว มีผู้หญิงบางคนที่กรีดร้องขึ้นมาและไม่กล้าที่จะมองอย่างพนักงานขายทั้งสองคนนั้นที่กลัวไม่กล้ามองไปที่เณรจนต้องหลับตาปี๋ แต่ปากยังคงร้องขอความเมตตา “ได้โปรดอย่าทำร้านเณรรูปนี้เลยค่ะ”
แต่ในขณะที่พวกเธอร้องขอความเมตตา พวกเธอกลับได้ยินเสียงของเณรน้อยพูดขึ้นมา “ไม่เป็นไรหรอกครับพี่สาวทั้งสองท่าน หมัดของเขาไม่ต่างอะไรไปจากการนวดหรอกครับ”
เมื่อพวกเธอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าเณรน้อยยังคงยืนอยู่โดยที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป กลับกันเศรษฐีใหม่นั้นกลับเหงื่อแตกทั้งๆที่เป็นคนชกเข้าไปที่ท้องของเณรน้อย
“เณรคะ เณรไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?” พนักงานขายทั้งสองคนต่างก็กลัวว่าจะเป็นอะไรไป ถึงแม้ว่าเศรษฐีใหม่นั้นจะนิสัยแย่มาก แต่เขาก็เป็นชายร่างใหญ่สูงตั้ง 1.8 เมตร นอกจากนี้ด้วยหมัดที่ทรงพลังนั้นผู้คนต่างก็เชื่อว่าแม้แต่วัวคงยังสามารถล้มได้ แต่เณรน้อยกลับยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น