ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 364 ตระกูลหยู
บทที่ 364 ตระกูลหยู
ในตอนเช้าตรู่ เสียงโทรศัพท์ดังรบกวนความฝันของฉิงเทียน!
ฉิงเทียนจึงได้รับโทรศัพท์และได้ยินเสียงของฉิงหยูที่กำลังกระวนกระวาย “พี่ครับ แย่แล้วครับ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” ฉิงเทียนตกใจ น้องชายของเขานั้นเป็นคนไม่ตื่นตูมอะไรง่ายๆ แต่ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงได้ดูกระวนกระวายนัก? หรือว่าจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น?
“พี่ครับเสี่ยวซินถูกพาตัวไปครับ ผมกำลังจะไปช่วยเธอครับ” ฉิงหยูพูดด้วยน้ำเสียงแหบๆ
“เดี๋ยวไปคุยกันต่อที่บริษัท!” ฉิงเทียนวางสายและรีบเดินทางไปที่บริษัททันทีหลังแต่งตัวเสร็จ
หยูชูซิน ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเจอผู้หญิงคนนี้แค่ครั้งเดียว แต่ในตอนที่เสี่ยวหยูถูกจับตัวไปนั้น ฉิงเทียนก็พบว่าเธอนั้นรักเสี่ยวหยูน้องชายของเขาจริงๆ
แต่ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนจากตระกูลใหญ่ในจิงตูหรอกเหรอ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ฉิงเทียนรู้สึกสงสัย
ทันทีที่เขาเข้ามาในห้องทำงาน ฉิงหยูก็ได้จับตัวฉิงเทียนแล้วพูดอย่างกระวนกระวาย “พี่ครับ! ผมได้โทรไปหาเสี่ยวซินมาหลาย 10 วันแล้วแต่เธอก็ไม่ตอบกลับผมเลย และพอผมไปที่บ้านของเธอ คนในครอบครัวของเธอก็ให้จดหมายฉบับหนึ่งมา บอกว่าเสี่ยวซินอยากจะแยกทางกับผมครับ!”
“แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะเป็นความจริง พี่ครับ ผมจะออกไปตามหาเธอครับ!”
“เอาสิ เดี๋ยวพวกเราไปที่จิงตูกันและถามให้รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ให้รู้กันไปเลยว่าน้องชายของฉิงเทียนนั้นไม่ใช่คนที่ใครจะมาทิ้งไปได้ง่ายๆ!” ฉิงเทียนจับตัวฉิงหยูที่กำลังร้อนใจให้นั่งลง เขารู้ถึงอารมณ์ของฉิงหยูในเวลานี้ดี
“ก็ได้ครับ!”
ตระกูลหยูนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในจิงตู ตั้งแต่สมัยที่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมา ตระกูลหยูนั้นก็เป็นหนึ่งในตระกูลในธุรกิจต่างๆของจีนมาโดยตลอด!
แต่ตระกูลหยูนั้นก็ยังไม่พอใจแต่เพียงแค่นั้น พวกเขาต้องการที่จะเพิ่มอิทธิพลของตระกูลไปยังสถานที่ต่างๆอีก! แต่ผ่านมาหลายสิบปีก็ยังไม่มีโอกาสเพราะว่าพวกเขานั้นไม่มีขุมกำลังที่หนุนหลังพวกเขา
แต่ในเวลานี้พวกเขามีโอกาสที่จะได้กลายมาเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจีนแล้ว เพราะว่าทายาทของพวกเขานั้นเป็นที่ถูกใจของสำนักลึกลับแห่งหนึ่ง และตระกูลหยูก็จะได้ก้าวข้ามประตูมังกรไป
ในห้องประชุมสกุลหยู ผู้นำตระกูลหยูนั้นต่างก็กำลังหารือกันอย่างตื่นเต้น หลังจากที่ผ่านมาหลายสิบปี ในที่สุดตระกูลหยูของพวกเขานั้นก็จะได้กลายเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสียที
“ทุกท่านครับ ผมคิดว่านี่เป็นเวลาที่ตระกูลหยูของเราจะได้เริ่มประกาศศักดาแล้ว และผมที่ตอนนี้เป็นผู้ว่าเขตในเมืองโม๋ตูนั้น น่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในปีหน้านี้ ผมคิดว่าตระกูลหยูของเราน่าจะอาศัยช่องตรงนี้ขึ้นเป็นใหญ่ได้ครับ” ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้ารีและมีหนวดเป็นรูปตัวVคว่ำก็ได้ลุกขึ้นยืนและพูดอย่างตื่นเต้น
หยูเฉิงนั้นไม่ได้เลื่อนตำแหน่งจากผู้ว่าเขตในเมืองโม๋ตูมานาน 5 ปีแล้ว เขาคิดว่าเขาคงได้เป็นแค่ผู้ว่าเขตไปตลอดชีวิตของเขาแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กในครอบครัวของเขานั้นจะเป็นที่สนใจของปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ทำให้ความทะเยอทะยานของเขาระเบิดออกมาอีกครั้ง แค่ตำแหน่งผู้ว่าเขตจะไปพอใจเขาได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นหยูเฉิงเองก็มั่นใจมากว่าเขาจะสามารถต่อรองให้ตระกูลหยูนั้นสนับสนุนเขาได้
เพราะทั้งตระกูลหยูนั้นมีแต่ตำแหน่งใหญ่โตในวงการข้าราชการของจีน แต่ถ้าตระกูลหยูอยากที่จะเปิดเส้นทางในวงการการเมืองแล้ว ตัวเขาก็ถือว่าก้าวแรกที่ดี
หยูเฉิงมองไปที่ทุกคนที่อยู่ในห้อง ซึ่งต่างก็ผงกหัวและชื่นชมกับแผนการของเขาทำให้เขารู้สึกดีใจขึ้นมา แต่หยูเฉิงนั้นยังไม่ได้ดีใจจนออกนอกหน้าเพราะว่าคนที่มีอำนาจมากที่สุดในตระกูลหยูนั้นยังไม่มีทีท่าอะไรออกมาเลย ต้องให้เขาเห็นด้วยก่อนแผนการของเขาถึงจะสัมฤทธิผล ถ้าเขายินยอมเมื่อไรสถานะของเขาในตระกูลหยูในอนาคตจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ชายชราผมขาวที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะนั้น ถึงแม้ว่าเขานั้นจะมีผมขาวหมดแล้วแต่ก็ยังคงมีกำลังวังชาดีอยู่ ซึ่งชายชรานั้นกำลังหลับตาและนิ่งเงียบ ราวกับเขาไม่ได้ยินที่หยูเฉิงพูดเลยและไม่ขยับอะไรเลย
หยูเฉิงรู้สึกแย่ขึ้นมาในใจ หรือว่าท่านผู้นำตระกูลจะไม่สนับสนุนเขา มันเป็นไปได้อย่างไร?
แล้วทันใดนั้นทั้งห้องก็เงียบกริบ และทุกคนต่างรอดูว่าผู้นำตระกูลจะพูดอะไร?
หลังจากที่ผ่านไปพักใหญ่ ชายชราก็ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วพูด “ในคราวนี้เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของตระกูลหยูของพวกเรา”
“ไม่ใช่ว่ามันเป็นโอกาสหรอกเหรอ? มันจะเป็นความเสี่ยงได้อย่างไรครับ?” หยูเฉิงที่หมดความอดทนก็ได้พูดโต้แย้งทันที
ชีวิตของเขานั้นจะไปได้ไกลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสในครั้งนี้แล้ว เขาจะต้องได้รับการสนับสนุนจากตระกูลให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม? เขาจะต้องทำให้สำเร็จเขาจะฆ่าทุกคนที่ขวางทางเขา หยูเฉิงคิดในใจ
แล้วคนอื่นๆในตระกูลหยูเองต่างก็สงสัย
“ท่านผู้นำครับ นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
“ใช่ครับ? แต่ท่านปรมาจารย์ได้สัญญาว่าจะช่วยปกป้องตระกูลของเราเป็นเวลา 10 ปีนะครับ จะมีใครที่กล้ามาทำอะไรกับตระกูลของเราได้”
ชายชราจึงได้ส่ายหัวและมองไปที่เหล่าคนในตระกูลของเขาที่ลืมตนเองไป ตระกูลของเขานั้นยังมีคนที่มีความสามารถอยู่น้อยเกินไป
“ผมคิดว่าที่ท่านผู้นำตระกูลพูดก็ถูกนะ ถึงแม้พวกเราจะมีการช่วยเหลือจากคนของสำนักซูซานคอยหนุนหลังอยู่ก็ตามที แต่ทว่าตระกูลใหญ่ๆในเมืองจิงตูนั้นต่างก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักอื่นๆทั้งนั้น และตระกูลหยูของเรานั้นก็มีเพียงผู้เยาว์ที่เข้าสายตาของท่านปรมาจารย์คนเดียวเท่านั้น ผมคิดว่าตระกูลหยูของเรานั้นควรที่จะทำตัวสงบๆก่อนจะดีกว่า
“หยูกาง ถ้าคุณไม่พอใจกับแผนของผม ก็ไม่ควรจะอ้างเหตุผลสั่วๆแบบนี้ ตระกูลใหญ่ๆในจิงตูนั้นจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักในโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้อย่างไร? ถ้าพวกเขามีก่อนพวกเรา แล้วทำไมพวกเราถึงได้ไม่รู้เรื่องเลย และเรื่องที่สำนักซูซานคอยหนุนหลังตระกูลก็มีแค่ไม่กี่คนในตระกูลเราที่รู้เรื่องนี้” หยูเฉิงจ้องไปที่หยูกางอย่างชิงชัง เข้าพูดอย่างเคียดแค้นในใจ: โธ่เว้ย ไม่นึกเลยว่าเจ้าหมอนี่จะมาขัดขวางเราอีกจนได้
หยูกางทำท่าทีเหมือนจะไม่ได้ยินที่หยูเฉิงพูด กลับกันเขาได้เดินไปผู้นำตระกูลหยูแล้วพูดขึ้น “ผมได้ยินมาว่าแฟนหนุ่มของหยูชูซินนั้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรด้วยเช่นกัน เสี่ยวซินนั้นถูกฝืนใจบังคับพาตัวไป ถึงแม้ว่าจะส่งจดหมายไปให้เขาแล้วก็ตามที แต่พวกเราจะทำอย่างไรถ้าเกิดว่าเขายังคิดที่จะมาก่อปัญหาให้พวกเราอีก?”
กะแล้วเชียวเพื่อที่จะขัดขวางแผนการของเรา เจ้าหมอนี่มันเลยหาข้ออ้างมาอ้างคงจะกลัวว่าเราจะขึ้นกุมอำนาจตระกูลหยูในอนาคตแน่ๆ
หยูเฉิงก็ได้พูดอย่างโมโห “หึ ผมไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นใคร หยูชูซินกินข้าวของตระกูลหยูและเลี้ยงดูโดยตระกูลของเราตั้งแต่ยังเด็ก มันก็ถึงเวลาของเธอแล้วที่จะต้องเสียสละให้ตระกูล เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งอะไรทั้งนั้นอย่าว่าแต่เรื่องแฟนหนุ่มของเธอเลย นอกจากนี้ไม่ใช่ว่ามีนางฟ้าอยู่ในตระกูลของเราอยู่แล้วเหรอ? ทำไมพวกเราจะต้องกลัวเขาด้วย?”
“หยูกาง หรือว่าคุณกลัวว่าผมจะได้เป็นผู้ว่าเมืองโม๋ตูและจะมายึดเอาตำแหน่งผู้นำตระกูลหยูไปอย่างนั้นเหรอ? ถ้าคุณคิดอย่างนั้นผมก็คงต้องดูถูกคุณ” หยูเฉิงนั่งลงอย่างรุนแรงที่เก้าอี้
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนอื่นๆนอกจากผู้นำตระกูลต่างก็มองไปที่หยูกางอย่างสงสัย
นอกจากผู้นำตระกูลแล้ว ก็ยังมีอีก 7 คนที่ช่วยกันดูแลตระกูล โดยหยูกางนั้นมีอำนาจมากที่สุด ซึ่งคนอื่นๆเองต่างก็ไม่พอใจมาโดยตลอด แต่วันนี้กลับมีคนที่ลุกขึ้นสู้ จึงทำให้คนอื่นๆพากันรุมหยูกาง
“หยูกาง เจ้าจะบอกว่าตระกูลหยูของเรานั้นจะกลัวกับคนแค่เด็กกระโปกแบบนั้นน่ะเหรอ?”
“แกจะดูถูกตระกูลหยูของเรามากไปแล้ว!”
“พวกเจ้า…” หยูกางไม่อยากจะเชื่อว่าตระกูลของเขานั้นจะมีแต่คนโง่เช่นนี้ และมองไปที่สายตาของแต่ละคนและคิดที่จะโต้กลับไป เขารู้ดีว่าเขาจะต้องหาคำตอบที่พวกเขาจะต้องพึงพอใจให้ได้
“พอ!” ผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะก็ได้ตะโกนขึ้นมา และทั้งห้องก็พลันอยู่ในความสงบทันที
“หยูกางพูดถูก ฉิงหยูนั้นเป็นตัวอันตราย! ถ้าพวกเราปล่อยให้เขารู้ได้ว่าพวกเรานั้นเปราะบาง พวกเรานั้นยังไม่สามารถที่จะสู้กับผู้ฝึกวิชาได้หรอก ดังนั้นพวกเราควรที่จะหาทำกำจัดเขาให้ได้เสียก่อน” ชายชราพูดอย่างช้าๆ