ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 383 โจรปล้น (ตอนสุดท้าย)
บทที่ 383
โจรปล้น (ตอนสุดท้าย)
หลังจากจัดการโจรสองคนได้สำเร็จ โจรอีกสองคนที่ประตูที่เห็นลูกพี่และสหายของเขาตายอย่างสงบนั้น
โจรอีกสองคนก็ได้รีบหันไปรอบๆ พร้อมกับถือปืนในมือและตะโกน “ฆ่าลูกพี่ของเรางั้นเหรอ พวกแกทั้งหมดตายซะ!”
เมื่อใช้นิ้วเหนี่ยวไกปืนแต่กระสุนปืนกลับไม่ออกมา ในชั่วขณะนั้นเองกระบี่บินสองเล่มในมือของฉิงหยูก็ได้ถูกปล่อยออกไปยังปากกระบอกของโจรสองคนนั้น ภายใต้การควบคุมของฉิงหยู กระบี่บินก็ได้พุ่งไปปากกระบอกปืนอย่างรวดเร็ว
“ตูม” แล้วโจรทั้งสองคนก็ได้ลงไปกลิ้งกับพื้น เหลือเอาไว้เพียงจุดสีแดงที่หน้าผากของเขา จุดสีแดงนั้นเล็กมากถ้าไม่มองให้ดีๆก็จะไม่เข้าใจ แล้วโจรทั้งสองคนก็ได้ตามลูกพี่ของพวกมันไปและตายลงโดยที่ไม่รู้อะไร
เมื่อเห็นโจรทั้งสี่คนตายลง บนรถก็เกิดความสับสนวุ่นวายทันที ชายกับหญิงต่างพากันกรีดร้อง แต่ก็ยังมีผู้คนที่ไม่กลัวตายที่อาศัยช่วงชุลมุนนี่ในการหยิบเอาข้าวของของโจรพวกนั้น
ส่วนฉิงเทียนเมินเฉยต่อผู้โดยสารที่ชุลมุนและออกจากโบกี้นี้ไป
แต่ว่าเขาไม่รู้สึกตัวว่าสวี่เมิ่งนั้นต่างจากคนอื่นบนขบวนรถ ที่รับรู้ถึงการจากไปของเขา
สวี่เมิ่งนั้นพบว่าชายคนนี้นั้นดูมั่นใจในตัวเองมากเกินไปแม้อยู่ต่อหน้าพวกโจรเหมือนกับไม่กลัวตาย เธอจึงสงสัยและคอยจับตามองฉิงเทียนอยู่ตลอด และอย่างที่คิดเธอพบว่าชายคนนี้มีอะไรไม่ธรรมดาจริงๆ
การที่รถไฟถูกปล้นได้ก็หมายความว่าขบวนรถไฟนี้ถูกควบคุมโดยพวกโจรแล้ว ซึ่งถ้าไม่รีบจัดการโดยไวที่สุด จนกระทั่งโจรที่เหลือรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว สิ่งที่จะตามมานั้นอาจจะเป็นหายนะได้
อย่างไรก็ดีโจรพวกนี้เองก็น่าจะมีอาวุธอื่นๆหรือระเบิดอยู่ในครอบครองก็ได้ ซึ่งถ้าหากพวกมันรู้ตัว ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้
“เสี่ยวหยู ฝากจัดการพวกนี้ด้วย เดี๋ยวพี่จะไปที่ดูที่หัวขบวน!” ฉิงเทียนบอกกับฉิงหยูแล้วเดินไปที่หัวรถจักรอย่างเงียบๆ
อย่างที่ฉิงเทียนคิด มีโจรอีกสองคนที่อยู่ที่หัวขบวนและมีปืนกลมือ
ฉิงเทียนแอบเข้าไปมองดูด้านใน และพบว่ายังโชคดีที่โจรทั้งสองคนนั้นยังไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโบกี้ และพวกเขาก็นั่งนอนอย่างสบายใจอยู่ที่เก้าอี้โซฟาด้านข้าง ในมือถือแก้วโคล่าแล้วจ้องไปที่คนขับรถไฟ
แล้วคนขับรถก็กล่าว “ตอนนี้พวกเราหยุดรถไม่ได้หรอกครับ” แล้วคนขับรถอีกคนก็กล่าว “ตอนนี้พวกเราหยุดรถไม่ได้จริงๆครับ ตอนนี้มีรถไฟอีกขบวนกำลังตามเรามาอยู่ครับ ถ้าเกิดพวกเราหยุดตอนนี้อีกขบวนได้ชนท้ายพวกเราแน่ครับ”
แน่นอนว่าโจรทั้งสองคนนั้นไม่สนใจฟังที่พวกเขาอธิบาย หากพวกเขาไปถึงสถานีได้เมื่อไร พวกเขาก็จบเห่กันพอดี พวกเขานั้นไม่โง่พอที่จะโยนตัวเองเข้าไปในแห “พวกแกจะหยุด หรือจะให้ข้าหยุดเอง” โจรคนหนึ่งพูดขึ้นมาโดยปราศจากความลังเล
“แต่ว่า….ไม่ใช่ว่าพวกแกต้องการแค่เงินไม่ใช่เหรอ? ถ้าพวกเราหยุดรถตอนนี้ จะมีคนมากมายต้องตายเลยนะ” คนขับรถไฟพูดอย่างช่วยไม่ได้ รถไฟนั้นจะต้องไปถึงที่สถานีตามเวลาอย่างเคร่งครัดที่สุด ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น อาจจะก่อนให้เกิดการชนท้ายขึ้นได้ อย่างไรเสียรางรถไฟหนึ่งรางก็ไม่ได้มีรถไฟที่วิ่งอยู่แค่ขบวนเดียวเท่านั้น
“เอาแต่พูดว่าทำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ไม่ว่าพวกข้าสั่งอะไรพวกแกก็ต้องทำ หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะเป่าแกทิ้งเสีย” โจรคนหนึ่งพูดอย่างเริ่มหมดความอดทน ก็ได้ลุกขึ้นยืนแล้วเอาปืนจ่อหน้าผากของคนขับรถไฟ
คนขับรถไฟก็ได้ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงได้ก้มหัวของเขาแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับพวกโจรชั่วร้ายที่ไร้เหตุผลพวกนี้แล้ว หากว่าพวกเขาขืนปฏิเสธต่อไปพวกเขาคงได้สูญเสียชีวิตของพวกเขาไปแน่ หยุดรถก็หยุดรถคนขับรถทำได้แค่สวดอ้อนวอนในใจขอให้ไม่มีรถตามหลังมาเท่านั้น
เมื่อเห็นคนขับรถที่ยอมทำตามอย่างเชื่อฟังแล้ว โจรทั้งสองคนก็โล่งอกและนั่งลง
ในเวลานี้เองที่ฉิงเทียนได้เปิดแล้วบุกเข้าไปข้างในอย่างไว เมื่อโจรทั้งสองคนได้ยินเสียง พวกเขาก็ได้หันหน้ามาโดยสัญชาตญาณและพบคนแปลกหน้า พวกเขาจึงได้รีบหยิบปืนขึ้นมา
แต่ทว่าความเร็วของพวกเขานั้นช้าเกินไป ก่อนที่ไกปืนจะได้ถูกเหนี่ยว ก็ได้มีแสงไฟแวบเข้ามาแล้วโจรทั้งสองคนก็ได้ล้มลงไปนอนและถึงแก่ความตาย โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าตายได้อย่างไร สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้วหมัดของฉิงเทียนนั้นไม่เบาเลย ถ้าฉิงเทียนไม่สามารถชกพวกเขาให้ตายในหมัดเดียวได้ ก็เกรงว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดคงเป็นได้แค่หมาเท่านั้น
แล้วฉิงเทียนก็ได้ไปหยิบกระบี่อัสนีสวรรค์ของเขากลับมา และหยิบเอาปืนกลมือของทั้งสองคนไปวางไว้บนโต๊ะแล้วพูดกับคนขับรถไฟ “มีโจรอีกสี่คนที่ถูกผมจัดการไปแล้ว ให้คนมาจัดการทำความสะอาดเสีย ส่วนปืนพวกนี้ผมจะให้อยู่ในการดูแลของพวกคุณก็แล้วกัน”
แล้วคนขับรถไฟก็ได้หันหน้าไปหาฉิงเทียนแล้วกล่าว “ขอบคุณมาก ถ้าไม่ได้คุณช่วยเอาไว้ล่ะก็ ผมเกรงว่าพวกผู้โดยสารและเหล่าพนักงานบนรถไฟก็คงได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมขอทราบชื่อของคุณได้ไหมครับ? หลังจากที่จอดที่สถานีถัดไปแล้วได้โปรดช่วยไปที่สถานีตำรวจกับพวกเราและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนรถไฟให้ด้วยทีนะครับ
ฉิงเทียนก็คิ้วขมวดขึ้นมาทันที และมองไปที่คนขับรถไฟและพบสายตาที่ซื่อตรงมากของพวกเขาแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา ดูเหมือนว่าคนขับเหล่านี้จะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอื่นจริงๆ
แต่ทว่าฉิงเทียนเองก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เขากำลังเดินทางไปที่เขตตะวันตกเพื่อทำธุระ จะให้แผนการของเขามายุ่งเหยิงโดยไปการสถานีตำรวจไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเลยหากมีสมช.เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย?
คนขับรถไฟก็พบว่าสายตาของฉิงเทียนมีอะไรผิดไปจึงได้รีบอธิบาย “คุณผู้โดยสายครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปมันเป็นกฎเกณฑ์ของพวกเราน่ะครับ แล้วหลังจากนั้นทางเราก็ขอบคุณในการช่วยเหลือของคุณด้วย และบางทีทางเราอาจจะจัดงานขอบคุณครั้งใหญ่ให้ด้วยครับ
“ไม่เป็นไรขอบคุณครับ” ฉิงเทียนตอบปฏิเสธไป และ ฉิงเทียนเองก็ตัดสินใจที่จะลงจากรถไฟทันทีเมื่อถึงสถานี เพราะถึงแม้เขาจะปฏิเสธคนขับรถไฟไป แต่เหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้เกิดขั้น ยังไงเสียคนขับรถก็ต้องรายงานต่อตำรวจอยู่ดี
คนขับรถก็ตกใจเมื่อได้ยินที่ฉิงเทียนตอบปฏิเสธไป อย่างไรเสียนี่ก็เป็นบุญคุณครั้งใหญ่และรวมกับหากสื่อเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปแล้ว เขาจะต้องกลายเป็นคนดังแน่ แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าฉิงเทียนจะตอบปฏิเสธโดยไม่ลังเลเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังผงกหัวและยอมรับอยู่ดี อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องรายงานเรื่องนี้ออกไปอยู่ดี อย่างไรเสียเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่มีทางที่พนักงานขับรถไฟต๊อกต๋อยอย่างพวกเขาจะจัดการได้
ไม่นานนักเมื่อรถไฟแล่นมาถึงสถานีถัดไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ฉิงเทียนกับฉิงหยูนั้นได้ออกจากรถไฟไปก่อนที่จะถึงสถานีแล้ว ที่ชานชาลานั้นก็มีเหล่าผู้สื่อข่าวรออยู่จำนวนนับไม่ถ้วนรวมถึงตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ แน่นอนว่าเมื่อคนขับรถไฟลงจากรถไฟมา ก็ได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นออกไป
“ฮีโร่ล่ะคะ?” ผู้สื่อข่าวที่ถือกล้องเล็กกล้องใหญ่ก็ได้ส่งไปที่รถไฟ และมองหาคนที่พวกเขาต้องการที่จะสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง
“หืม จู่ๆพวกเขาจะหายไปได้อย่างไร?” พนักงานขับรถไฟมองหาอย่างสงสัยว่าพวกเขาไม่เจอฉิงเทียนได้อย่างไร เหล่าผู้สื่อข่าวก็ยังคงมองหาฮีโร่คนนั้น แต่ในท้ายที่สุดพนักงานขับรถนั้นก็ถูกสอบถามอย่างหนัก
ส่วนจางเอี้ยวที่อยากจะล้างแค้นฉิงเทียนนั้นก็หาตัว ฉิงเทียนไม่พบเหมือนกัน
อีกทางด้านหนึ่งสวี่เมิ่งก็คิ้วขมวดอย่างตกใจ ในขณะที่เธอกำลังมองชายคนนั้นอยู่ จู่ๆเขาก็ได้หายไปแล้ว
“หรือว่าพวกเขาจะเป็นเซียน?” เมื่อคิดได้เช่นนี้ หัวใจของสวี่เมิ่งก็ได้เร่าร้อนขึ้นมา เธอนั้นเดินทางมาที่เขตตะวันตกนั้นไม่ได้มาเพื่อเที่ยวเฉยๆ แต่เพื่อมาตามหาคนที่จะสามารถช่วยพ่อของเธอได้
เธอตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน เธอจะต้องตามหาฉิงเทียนและอีกคนให้พบในเขตตะวันตกให้ได้