ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 79 ฉิงหยู
บทที่ 79 ฉิงหยู
“ท่านหัวหน้าครับ พวกเราสืบพบว่าฉิงเทียนนั้นเกิดที่มณฑลเจียงเจ่อ….” ชายวัยกลางคนได้พูดเรื่องของฉิงเทียนตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน
ถ้าฉิงเทียนได้ยินเขา เขาคงจะประหลาดใจมาก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสืบมาหมด ยกเว้นเรื่องที่เขาได้ถาวเป่าสวรรค์แล้ว นอกนั้นถูกเปิดเผยออกมาหมด
หลังจากที่ได้ฟังการรายงานของชายวัยกลางคนแล้ว ชายชราคนนั้นก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วพูดขึ้น “ดังนั้นจะมีเพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ที่เขามีความสามารถด้านการแพทย์ที่เกินธรรมดามางั้นสินะ!”
“ใช่ครับ มีเพียงไม่กี่เดือนมานี้ที่มีการแตกต่างไปจากเดิมครับ” ชายวัยกลางคนเสริม
“อืม” แล้วชายชราก็ตกอยู่ในห้วงความคิด ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆเขานั้นมองดูชายชราที่กำลังใช้สมาธิและเตรียมที่จะถอยกลับไป ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปนั้น ก็มีเสียงของชายชราดังขึ้นมา “แล้วเสี่ยวฉิงมาทำอะไรที่จิงตูล่ะ?”
“อ้อ เพราะน้องชายของเขาถูกจับในข้อหาฆาตกรรมในมหาวิทยาลัยจิงตูครับ” ชายวัยกลางคนอธิบาย “มีคนที่อยู่ในห้องพักเดียวกันกับเขาถูกวางยาพิษด้วยสารเคมีครับ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้แล้ว แต่ชายชราคนนั้นก็กลับไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา “คอยจับตาดูเขาต่อไป”
“ได้ครับ” ชายวัยกลางคนตอบ แต่ในขณะที่เขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่นั้นเขาก็ได้หันหัวกลับมาหาแล้วพูดขึ้น “จริงด้วยครับท่านหัวหน้า หลานของหัวหน้าเฉียนเองก็อยู่ที่หอพักนั้นด้วยเหมือนกันครับ
แต่ชายชราก็ยังคงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา ชายวัยกลางคนจึงได้ถอนตัวออกไป
ส่วนทางด้านของมหาวิทยาลัยจิงตู ฉิงเทียนที่เวลาแปลงร่างใกล้จะหมดแล้ว จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องล้มเลิกการสะกดรอยตามเจียงฉู่
“เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าใครกันที่เป็นตัวการของเรื่องของเสี่ยวหยูในครั้งนี้ อะไรกันนะที่ทำให้สายลับที่ซ่อนตัวอยู่ลึกขนาดนี้ยอมเสี่ยงถูกพบเพื่อตามหาของชิ้นนั้น” ฉิงเทียนคิด “ดูเหมือนว่าเราจะต้องไปเจอกับเสี่ยวหยูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ซะแล้ว”
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว ฉิงเทียนจึงได้คิดที่จะออกจากมหาวิทยาลัยจิงตู ในตอนนั้นเองเขาก็พบว่าที่บริเวณหอพักนั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนแล้วเขาก็ได้ยินเสียงดังอึกทึกขึ้นมา
“มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยจิงตูเมื่อวานนี้ค่ะ มีนักศึกษาคนหนึ่งถูกวางยาพิษจนเสียชีวิตคาหอพัก และเบื้องหลังของเราก็คือหอพักที่ว่า……..”
นักข่าวสาวคนหนึ่งกำลังรายงานข่าวที่หน้ากล้องด้วยไมโครโฟนในมือของเธอ และนี่เป็นแค่การรายงานข่าวของสถานีเดียวยังมีสถานีอื่นๆอีกที่รายงานข่าวแบบนี้อยู่
“ปิดข่าวไม่ได้แล้วสินะ” ฉิงเทียนพูดกับตัวเอง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจิงตูเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปิดข่าวอยู่แล้ว
“ขอโทษนะคะ คุณนักศึกษาท่านนี้พอจะรู้จักกับนักศึกษาที่อยู่ในหอพักนี้บ้างไหมคะ?” นักข่าวคนหนึ่งจู่ๆก็ถามฉิงเทียนด้วยไมโครโฟนขณะที่ฉิงเทียนกำลังใช้ความคิดอยู่
ฉิงเทียนจึงได้หันหน้ากลับไปหานักข่าวที่ถามเขาแล้วตอบกลับไป “ผมไม่ทราบครับ ผมแค่มาตามหาคนเท่านั้น!” แล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมา
“ถูกรู้โดยคนภายนอกแบบนี้ พวกเขาคงได้ถูกกดดันหนักกว่าเดิมแน่นอน ดูเหมือนว่าเราจะต้องรีบแล้ว” ขณะที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่นั้นเขาก็ได้กลับไปที่สถานีตำรวจจิงตู
ณ คฤหาสน์หลังหนึ่งในจิงตู
คฤหาสน์ที่นี่ตกแต่งอย่างหรูหราฟู่ฟ่ามาก แสดงให้เห็นถึงฐานะของตระกูลนี้ว่าร่ำรวยอย่างมาก อย่างไรก็ตามมีชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทนั่งอยู่ที่โซฟา ตรงหน้าเขามีผู้หญิงที่กำลังร้องห่มร้องไห้ “จุนเอ๋อลูกแม่…”
คุณจะหยุดร้องได้รึยัง?” ชายใส่สูทพูดอย่างพอใจ
ผู้หญิงคนนั้นจึงได้โกรธชายใส่สูทแล้วพูดขึ้น “จุนเอ๋อ จุนเอ๋อของเราถูกจับไปแล้วนะ คุณไม่คิดเป็นห่วงเหมือนฉันบ้างรึยังไง?” เธอพูดว่าชายใส่สูทอย่างไม่พอใจ
“หยุดร้องไห้สักทีเถอะ และผมม่คิดเหมือนคุณหรอกนะ! คุณพูดเหมือนคุณไม่รู้ว่าลูกชายของคุณเป็นคนยังไง ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนทำมากที่สุดด้วยซ้ำ” ชายใส่สูทมองไปที่ภรรยาของเขาและพูดอย่างช่วยไม่ได้
แท้จริงแล้ว 2 ผัวเมียคู่นี้คือเฉียนเห่ากับซุนหลี่ ซึ่งเป็นพ่อกับแม่ของเฉียนจุนซึ่งเพื่อนร่วมหอของฉิงหยู
“ฉันไม่สนหรอกว่าเขาทำจริงไหม แต่ฉันมีลูกเพียงแค่คนเดียว ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะหย่า คุณจะต้องหาทางช่วยเขาให้ได้ จะให้เพื่อนร่วมห้องคนอื่นมารับผิดแทนก็ได้” ซุนหลี่พูดอย่างหนักแน่นและตรงไปตรงมา
“ก็ได้ ก็ได้ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง แต่คุณต้องสัญญากับผมว่าต่อไปคุณจะต้องดูแลเจ้าลูกชายของคุณให้ดีกว่านี้” เฉียนเห่ากล่าว
เมื่อได้ยินที่สามีเธอพูดว่าจะยอมช่วยเธอแล้ว ซุนหลี่ก็ได้เปลี่ยนสีหน้ากลับกลายเป็นสีหน้าผู้ดี ใบหน้าที่เสียใจเมื่อครู่นั้นได้หายไปจากใบหน้าของเธอแล้ว
“ไปกันเถอะ ก่อนอื่นเราต้องไปหาจุนเอ๋อกันก่อน!”
“ดี ฉันไม่รู้ว่าจุนเอ๋อจะเป็นยังไงบ้าง เขาไม่เคยไปที่สถานีตำรวจเลยตั้งแต่เขายังเด็ก” ซุนหลี่พูดอย่างเป็นกังวล
“หึ ผมว่าไม่น่ารีบไปก็ดีเหมือนกัน!”
ฉิงเทียนเองก็ไปที่สถานีตำรวจเช่นกัน เมื่อมาถึงที่สถานีตำรวจ ฉิงเทียนก็รู้สึกกลัวกับเหตุการณ์นอกสถานีตำรวจ
ตอนนี้มีทั้งกล้องและไมโครโฟนเรียงรายกันอยู่เต็มหน้าสถานีตำรวจ เมื่อเทียบกับจำนวนกล้องและไมค์ที่มหาวิทยาลัยจิงตูกับที่นี่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยนั้นดูน้อยไปเลย
“ผู้กองหลงคะ คุณพอจะช่วยบอกเรื่องของคดีและผู้ต้องสงสัยจะได้ไหมคะ?” นักข่าวพูดถาม
ผู้กองหลงที่ยืนอยู่ข้างหน้าของแถวไมโครโฟนก็ได้พูดขึ้นมา “ในตอนนี้คดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวนครับ ตอนนี้ผมยังพูดอะไรได้ไม่มาก ผมหวังว่าสหายทุกท่านจะเข้าใจและทางเราจะประกาศผลของการสืบคดีให้ทราบอีกทีหลังจากที่คดีคลี่คลายเสร็จแล้วครับ”
“แล้วนักศึกษาเสียชีวิตด้วยสายเคมีชนิดไหนเหรอคะ?”
“ผู้ตายตายเพราะโลหะหนักครับ ซึ่งสารเคมีโลหะหนักชนิดนี้ไม่สามารถหาพบได้ตามท้องตลาดทั่วไป จะพบได้แค่ตามบริษัทที่ต้องใช้สิ่งนี้และสถาบันวิจัยถึงจะสามารถหาซื้อได้ครับ””
“ทราบมาว่านักศึกษาคนนี้ได้เรียนอยู่ในสาขาของวิชาเคมีสินะคะ”
“ใช่ครับ”
“ดังนั้นเพื่อนร่วมหอของเขาเองก็เรียนเอกเคมีด้วยเหมือนกันสินะคะ” นักข่าวถามขึ้นมาอีก
“ถ้าเป็นเช่นนั้นเพื่อนร่วมหอของเขาทั้งสามคนก็เลยตกเป็นผู้ต้องสงสัยสินะคะ” นักข่าวคนหนึ่งถามต่อ
แล้วผู้กองหลงที่ทำท่าเหมือนอยากจะกลับก็ได้พูดด้วยสีหน้าที่ปกติ “ทางเราจะให้คำตอบได้หลังจากที่การสืบสวนคดีจบลงแล้วเท่านั้นครับ”
“ผมให้สัมภาษณ์ได้เพียงเท่านี้ครับ” ว่าแล้วผู้กองหลังก็เดินกลับเข้าไปในสถานีตำรวจ
“ผู้กองหลงคะ แล้วผู้ตายตายเมื่อไรกันคะ?”
………
มีนักข่าวบางคนที่ยังพยายามถามต่อไปอย่างไม่ลดละ
ฉิงเทียนจึงได้ส่ายหัวและรออยู่ข้างนอกรอให้นักข่าวออกไปกันก่อนแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ
ทันทีที่เขาเข้ามายังด้านใน ฉิงเทียนก็พบผู้กองหลงที่นั่งอยู่กับคู่ผัวเมียวัยกลางคนผู้หนึ่งที่แต่งตัวเหมือนชาวนาชาวไร่
และเป็นเพราะว่าพวกเขานั้นทำงานด้านกสิกรรมมานานหลายปี พวกเขาจึงได้เนื้อตัวคล้ำและมือของพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยแตก ดวงตาของพวกเขาก็แดงก่ำซึ่งเกิดจากการร้องไห้อย่างเห็นได้ชัด
“ผู้กองหลง คุณจะต้องตามหาฆาตกรที่ฆ่าลูกชายของพวกเราให้ได้นะครับ ภรรยากับผมขอคุกเข่าขอร้องคุณล่ะครับ!” จากนั้นชายคนนั้นกับภรรยาของเขาก็ได้ลงไปนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าผู้กองหลง
ผู้กองหลงจึงได้ไปประคองพวกเขาแล้วให้สัญญา “พี่โจ้วเหยนและอาซ้อโจ้ว ผมจะต้องช่วยพวกคุณตามหาฆาตกรให้แน่ๆ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจอย่างพวกเราอยู่แล้ว พวกคุณอย่าทำแบบนี้เลย!”
“แต่ผมอยากให้พวกคุณเล่าให้ผมฟังหน่อยว่าเขาได้โทรศัพท์มาหาพวกคุณบ้างหรือไม่ก่อนวันที่โจ้วป๋อจะเสียชีวิตน่ะครับ”
โจ้วเหยนคิ้วขมวดและคิด “เสี่ยวป๋อไม่ค่อยเล่าอะไรให้พวกเราฟังเรื่องของเขาที่มหาลัยสักเท่าไรนะครับ เพราะเขากลัวว่าพวกเราจะเป็นกังวลจึงได้ไม่ค่อยเล่าเรื่องที่มหาลัยให้ฟัง”
เขาจึงได้หันหน้าไปหาภรรยาของเขาแล้วถาม “อาซ้อครับ แล้วเขาได้พูดอะไรกับคุณบ้างไหมครับ?”
“เป็นเหมือนกับที่เขาเล่าน่ะค่ะ”
“อาซ้อครับ คุณลองคิดดูให้ดีๆอีกครั้งนะครับ นี่จะเป็นส่วนช่วยอย่างมากกับพวกเราในการคลี่คลายคดีนี้นะครับ” เมื่อได้ยินเธอพูด ผู้กองหลงจึงรีบถามกลับไปทันที
“ที่รัก ลองคิดดูให้ดี ว่าไม่มีอะไรที่ลืมไป” โจ้วเหยนพูดบอกเธอ
ในขณะที่ฉิงเทียนเองก็กำลังตั้งใจฟังอยู่นั้นเอง ในเวลานี้จู่ๆด้านนอกก็มีเสียงของผู้หญิงดังแทรกขึ้นมา “ใครกันที่จับลูกชายของฉันไป ออกมาพบฉันเดี๋ยวนี้!”