ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 87 ความกังวลใจ
บทที่ 87 ความกังวลใจ
เมื่อได้ยินคำถามของหลี่ฉิงแล้ว ฉิงเทียนก็คิดอยู่แล้วว่าจะต้องมีคนที่ถามเขาเรื่องวิชาการแพทย์ของเขาแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงได้พูดไปตามบทที่เขาได้คิดเอาไว้นานแล้ว “ถึงผมจะศึกษาในสาขาเศรษฐศาสตร์และการค้ามาก็จริง แต่บรรพบุรุษของผมเป็นแพทย์แผนจีนครับ นั่นจึงเป็นอิทธิพลที่มีผลมาถึงผมในวัยเด็กบวกกับพ่อของผมเองก็เคยสอนวิชาแพทย์ให้ผมด้วยครับ
ตระกูลของฉิงเทียนนั้นเคยเป็นหมอจริงๆ ในตอนที่ฉิงเทียนยังเด็กนั้น เขาจำได้ว่าได้ว่าพ่อของเขานั้นเคยเล่าให้เขาฟังว่า คุณปู่ทวดของเขานั้นเคยเป็นหมอในวังหลวงมาก่อน แต่ต่อมาได้ถูกย้ายมาประจำอยู่ที่มณฑลเจียงเจ่อด้วยเหตุผลบางอย่าง ฉิงเทียนก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่แต่ฉิงเทียนนั้นรู้ว่าพ่อของเขานั้นเป็นแพทย์แผนจีน ซึ่งในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่พ่อของเขานั้นก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงในท้องถิ่น ดังนั้นเขาจึงได้ไม่กลัวว่าจะถูกตรวจสอบเรื่องนี้
“ดังนั้นคุณฉิงเทียนก็สืบทอดอาชีพมาจากพ่อสินะคะ?” หลี่ฉิงถามกลับ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ!” ฉิงเทียนเองก็ผงกหัว
“แล้วคุณฉิงเทียนทราบหรือไม่ว่าในตอนที่คุณได้ช่วยเหลือชายชรานั้นได้ถูกถ่ายคลิปเอาไว้โดยเทพธิดาจ้าวเมิ่งเหยาและโพสต์ลงในเวยป๋อของเธอด้วยน่ะครับ?” นักข่าวอีกคนถามขึ้นมา
ฉิงเทียนจึงได้เข้าใจได้ทันที เดิมทีฉิงเทียนนั้นคิดว่าถึงแม้ว่าการฝังเข็มของเขานั้นจะถูกถ่ายคลิปแล้วเผยแพร่ออกไปก็ตามที แต่ก็ไม่คิดว่าพวกนักข่าวนั้นจะสามารถหาข้อมูลของเขามาได้ไวขนาดนี้ ที่แท้มีคนถ่ายคลิปเขาเอาไว้ตั้งแต่บนเครื่องบินนี่เอง
“ผมไม่ทราบจริงๆครับ ผมมัวแต่ยุ่งๆกับการจัดการเรื่องของน้องชายในช่วงไม่กี่วันมานี้ ผมเลยยังไม่มีเวลาว่างดูเวยป๋อเลยครับ!” ฉิงเทียนตอบไปตามความจริง
“ผมคิดว่าคุณฉิงน่าจะควรได้ดูนะครับ” จากนั้นเขาก็ได้เปิดคลิปในเวยป๋อให้ฉิงเทียนดู
มองดูใบหน้าของเขาที่ถูกเซนเซอร์ในเวยป๋อ ฉิงเทียนมองดูจากมุมที่ถ่ายแล้วคิดในใจ: หากดูจากมุมที่ถ่ายนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่พันผ้าแน่นหน้าคนนั้นไม่ใช่รึ?
เธอคือจ้าวเมิ่งเหยานั่นเอง! แม้แต่ฉิงเทียนเองก็ยังตกใจ ถ้าเกิดพวกเหล่าแฟนๆตัวยงนั้นรู้ว่าเขานั้นไม่รู้เลยว่าเป็นเธอทั้งๆที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับเธอบนเครื่องบิน เขาคงได้ถูกคนพวกนั้นด่าจนตายแน่
เหล่าผู้สื่อข่าวที่เห็นฉิงเทียนนั้นยิ้มแบบแห้งๆและคิดว่าว่าฉิงเทียนนั้นยิ้มแบบนั้นออกมาเพราะถูกเปิดเผยตัว จากนั้นเขาจึงได้ถามต่อ “คุณฉิงเทียนคงไม่คิดว่าตัวเองนั้นถูกถ่ายคลิปขณะกำลังช่วยคนอยู่สินะครับ?”
เมื่อถูกถามเช่นนี้ ฉิงเทียนจึงได้ฟื้นคืนสติและตอบกลับไป “ใช่แล้วครับ แพทย์ทุกคนนั้นล้วนแต่มีมโนธรรมที่จะต้องเข้าไปช่วยเมื่อเห็นคนชราเป็นแบบนั้นทั้งนั้นแหละครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าจะถูกถ่ายโดยจ้าวเมิ่งเหยาแบบนี้”
“เอ….แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเธอแอบถ่ายรูปผมโดยไม่ได้รับอนุญาตใช่ไหมเนี่ย?” ฉิงเทียนพูดติดตลก
หลังจากที่ได้ยินที่ฉิงเทียนพูด เหล่าผู้สื่อข่าวก็พากันหัวเราะ“ฮ่าๆ”ทันที
“คุณฉิงเทียนครับ คุณคิดอย่างไรกับการที่น้องชายของคุณตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมบ้างครับ อย่างที่คุณบอกมาว่าครอบครัวของคุณเป็นแพทย์ น้องชายของคุณเองก็เกิดในตระกูลแพทย์เช่นกัน แล้วทำไมเขาถึงได้มีพฤติกรรมเช่นนั้นได้ครับ”
บรรยากาศที่ผ่อนคลายเมื่อครู่ก็ได้กลายเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อนักข่าวคนหนึ่งถาม และทุกคนต่างก็รอคำตอบของฉิงเทียน
“ก่อนอื่นเลยนะครับ นักข่าวท่านนี้ผมคงต้องแก้ไขให้ถูกก่อนว่าน้องชายของผมนั้นยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น และอีกอย่างคือผมนั้นเชื่อว่าน้องชายของผมนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ครับ ผมหวังว่าสื่อทุกท่านจะคอยจับตาดูเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี เพื่อที่จะช่วยให้น้องชายของผมกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ให้ได้”
…………………….
หลังจากนั้นผ่านไปได้สักชั่วโมง ฉิงเทียนก็ตอบคำถามนักข่าวเสร็จเรียบร้อยก็ตอนเที่ยงพอดี และในตอนท้ายหลี่ฉิงก็ได้แอบยื่นกระดาษโน้ตให้ฉิงเทียนในตอนที่ไม่มีใครสนใจเธอ
ในกระดาษโน้ตแผ่นนั้นเขียนว่า: ฉันหวังว่าคุณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของน้องชายของคุณได้นะ และหากคุณมีปัญหาก็โทรมาหาฉันที่เบอร์ 15…………….”
เมื่อเห็นข้อความในกระดาษโน้ตแล้ว ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาและใส่กระดาษโน้ตนั้นเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วฉิงเทียนก็ได้ถูกพากลับไปพบกับฉิงหยูโดยผู้กองหลง
“ฉิงเทียน พวกเราขอโทษจริงๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้” ผู้กองหลงขอโทษ
มองดูท่าทีขอโทษของเขาแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกผิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขานั้นจะสร้างชื่อให้ทั้งเมืองรู้จักเขาด้วย ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงพูดได้แค่ว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบเท่าที่คุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าน้องชายของผมนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ก็พอแล้วครับ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้กองหลงก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง “น้องชายของคุณจะบริสุทธิ์จริงหรือไม่นั้น พวกเราจะพิสูจน์ให้เห็นเองโดยฝีมือการทำคดีของพวกเรา
“ดีครับ ผมจะรอฟังการสืบสวนของพวกคุณอยู่นะครับ” หลังจากที่ฉิงเทียนและผู้กองหลงได้คุยกัน ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ว่าผู้กองหลงนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเขาแล้ว แต่เป็นการพูดเหมือนกับการเจรจาธุรกิจ ซึ่งดูแล้วเขานั้นไม่ใช่คนหัวรั้นสักเท่าไร
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคนอื่นๆเช่นกัน และเขานั้นจะไม่ทำอะไรที่เป็นการลำเอียงด้วย!
“ฉิงเทียน คุณยังเหลือเวลาคุยกับน้องชายของคุณอีกครั้งชั่วโมงนะ และเวลาการเข้าเยี่ยมก็หมดลงแล้ว” แล้วผู้กองหลงที่รู้สึกได้ว่าเมื่อสักครู่นั้นเขาพูดรุนแรงเกินไปหน่อยเขาจึงได้พูดเสริมเข้าไป
“ได้ครับ!” ฉิงเทียนตอบ แล้วจากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปที่ห้องของฉิงหยู
จากความเป็นจริงที่ว่า ฉิงหยูและคนอื่นๆนั้นต่างก็เป็นเพียงแค่ผู้ต้องสงสัยและสามารถที่ประกันตัวออกจากคุกได้ แต่เนื่องจากคดีวางยาพิษในมหาวิทยาลัยจิงตูนั้นได้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการถกเถียงไปทั่วประเทศ ดังนั้นเพื่อที่จะจัดการกับคดีนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดนั้น จึงได้ตั้งเงื่อนไขที่ให้ผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นไม่สามารถประกันตัวออกไปได้
ส่วนผู้สื่อข่าวทั้ง 10 สถานีนั้นก็ได้ออกมาจากสถานีตำรวจภายใต้สายตาที่เป็นศัตรูของผู้สื่อข่าวสำนักอื่นๆที่ไม่ได้เข้าไปข้างใน ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีท่าทีที่ตื่นเต้น และขับรถกลับไปยังสถานีโทรทัศน์หรือสำนักพิมพ์ของตัวเอง
ส่วนหลี่ฉิงเองก็กลับไปที่โรงแรม สำหรับข่าวใหญ่อย่างคดีวางยาพิษในมหาวิทยาลัยจิงตูนั้น ทางสถานีโทรทัศน์โม๋ตูนั้นไม่ได้ส่งมาแค่หลี่ฉิงและเสี่ยวหลี่
อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นมีธุระที่จิงตูพอดีตอนที่เกิดเหตุนี้ ดังนั้นหัวหน้าจึงได้สั่งให้พวกเธอล่วงหน้าไปก่อน แล้วทีมงานที่เหลือจะตามไปทีหลัง
หลังจากหนึ่งวันผ่านไป สถานีโทรทัศน์โม๋ตูก็ได้ส่งคนมาที่โรงแรมที่หลี่ฉิงพักอยู่
“พวกคุณไม่รู้หรอกว่าเจ๊หลี่นั้นเจ๋งขนาดไหนเมื่อวานนี้ พวกเราสามารถเบียดเข้าโควตาสุดท้ายแทนที่นักข่าวของจิงตูได้” เสี่ยวหลี่นั้นกำลังพูดคุยกับบรรดากลุ่มคนที่มาทีหลังอย่างชัดเจนราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่
จากนั้นเหล่าคนที่ตามมาเมื่อได้ยินที่เสี่ยวหลี่เล่าแล้วก็ได้พูดขึ้นมา “ว้าว พี่หลี่คุณสุดยอดไปเลย สมแล้วที่เป็นไอดอลของพวกเรา”
ส่วนหลี่ฉิงนั้นกำลังจัดเรียงเอกสารด้วยโน้ตบุคก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้น “พวกคุณถ้าไม่รีบทำงานเข้าล่ะก็ พวกคุณจะชวดรางวัลตอนสิ้นปีเอาได้นะ”
“สมกับที่เป็นพี่หลี่ คราวนี้คุณได้ข้อมูลมาพร้อมเลย โบนัสสิ้นปีของพวกเราจะต้องได้สองเท่าแน่ๆ! ลุยเลยพี่หลี่!” แล้วชายคนหนึ่งที่สวมแว่นดำก็พูดเชียร์ขึ้นมา
ถึงแม้ว่าหลี่ฉิงนั้นจะพิมพ์งานอยู่ แต่เธอนั้นยังคงกังวลเรื่องของฉิงเทียนอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่เธอได้ส่งกระดาษโน้ตให้กับฉิงเทียนไปแล้ว หลี่ฉิงก็หน้าแดงขึ้นมาเมื่อนึกถึงมัน!
มองไปที่เหล่าผู้สื่อข่าวและผู้คนที่อยู่นอกสถานีตำรวจ ฉิงเทียนก็ได้ออกมาจากสถานีตำรวจ หลังจากที่คุยกับฉิงหยูครบครึ่งชั่วโมงที่เหลือแล้ว แต่ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังจะเดินออกมาจากสถานีตำรวจนั้นเองเขาก็พบว่ากองทัพนักข่าวนั้นยังคงล้อมสถานีตำรวจอยู่เลย เมื่อมองดูท่าทีแบบนี้แล้ว ฉิงเทียนเชื่อว่าเขานั้นคงได้ถูกฉีกกระชากทิ้งทั้งเป็นแน่ เขาจึงได้ถอยหลังกลับเข้าสถานีโดยไว!
“ทำไมถึงยังไม่กลับไปอีก ทำไปถึงยังไม่กลับไปอีก” นี่คือสิ่งที่ฉิงเทียนกำลังคิดอยู่ในใจ ในที่สุดเขาก็ต้องรอจนถึงค่ำ ถึงกองทัพนักข่าวจะพากันกลับไปเกือบหมด ฉิงเทียนจึงได้เดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังเลิกงาน
เมื่อเขาเดินออกมา ฉิงเทียนก็พบว่ามีนักข่าว 2 คนกำลังรอเขาอยู่ข้างนอก
“ในที่สุดเราก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่เหล่าดาราต้องเผชิญแล้ว!” ฉิงเทียนคิดกับตัวเอง ก่อนที่จะดึงผ้าคลุมศีรษะที่ติดอยู่กับเสื้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฉิงเทียนเดินไปจนถึงที่โรงแรม เมื่อเข้ามาในโรงแรมฉิงเทียนก็ได้เปิดเช็กอินห้องพัก
เขานอนลงบนเตียงแล้วคิด “เบื้องหลังของตระกูลของเยว่โหย่วนั้นคืออะไรกันแน่นะ? เราควรที่จะไปเช็กดูสักหน่อยดีกว่า”
“แล้วตระกูลของเขานั้นอาศัยอยู่ที่ไหนกันล่ะ?” นี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุด เขาไม่รู้เลยว่าบ้านของเขานั้นอยู่ที่ไหน