ลำนำยอดหญิงจอมพิษ - บทที่ 108 เปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมา
ลำนำยอดหญิงจอมพิษ บทที่ 108 เปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมา
กู้ชิวเหลิ่งมีคนที่สงสัยอยู่ในใจแล้ว แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ เสื้อคลุมสีเขียวที่นางคลุมให้กู้ชิวเซียงหายไป แล้วมันหมายความว่าอย่างไร? วันนั้นอากาศหนาวมากจริงๆ กู้ชิวเซียงสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น พูดกันตามหลักเหตุผลแล้วกู้ชิวเซียงจะไม่ถอดเสื้อคลุมลงมาโดยง่ายดายอยู่แล้ว หรือว่าจะเป็นอย่างในข่าวลือจริงๆ กู้ชิวเซียงเปลื้องผ้าเพื่อเอาใจอวี่เหวินเจี๋ย? เช่นนั้นก็หมายความว่า อวี่เหวินเจี๋ยเคยพบกับกู้ชิวเซียงก่อนที่กู้ชิวเซียงจะหายตัวไป แต่ว่าต่อมากู้ชิวเซียงหายตัวไป อวี่เหวินเจี๋ยกลับไม่ได้ออกหน้าพูดอะไรสักคำ นี่มันช่างน่าแปลกจริงๆ
อันที่จริงสุดท้ายเมื่อกู้ชิวเซียงตายไป ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่า ก็ถือว่าช่วยนางกำจัดคนที่ขวางทางนางไปได้คนหนึ่งทั้งนั้น
แต่ว่า กู้ชิวเหลิ่งกลับรู้สึกตกตระหนกขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก เสื้อคลุมตัวนั้นถ้าหากถูกคนอื่นเห็นเข้า แล้วโยนทิ้งไปโดยไม่สนใจก็แล้วไปเถอะ ถ้าหากถูกอวี่เหวินเจี๋ยและจวินฉีเซิ่งพบเข้า แล้วสังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนขึ้นมา จะต้องพบความผิดปกติอย่างแน่นอน
วันนั้นนางใช้อุบายให้กู้ชิวเซียงสวมเสื้อคลุมสีเขียว แค่เพราะว่าจวินฉีเซิ่งมีความคิดที่จะฆ่านางแล้ว ดังนั้นจึงให้กู้ชิวเซียงเป็นตัวล่อ จะตายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์แล้ว
นางจงใจทิ้งสัญลักษณ์ลับที่เป็นชิวไห่ถังเอาไว้บนเสื้อคลุม ประการแรกฐานะในจวนกู้โหวของนางมีความพิเศษ อาจถูกลอบทำร้ายได้ทุกเมื่อ ดังนั้นบนสิ่งของของนางล้วนมีสัญลักษณ์นี้ทั้งนั้น ประการที่สอง เหตุผลที่นางไม่ได้ใส่ใจสัญลักษณ์ลับนี้ ก็เป็นเพราะว่าหน่วยกล้าตายที่อยู่ใต้อาณัติของจวินฉีเซิ่งลงมือรวดเร็ว จะไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ หน่วยกล้าตายไม่สนใจเสื้อคลุมตัวหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีทางเก็บกลับไปให้จวินฉีเซิ่ง นางถึงได้กล้าคลุมเสื้อคลุมให้กู้ชิวเซียงราวกับไม่มีเรื่องนี้อยู่
แต่ว่าเสื้อคลุมตัวนี้กลับหายไป นี่คือสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในการคาดการณ์ของนาง
กู้ชิวเหลิ่งในอดีตชอบไผ่เขียว แต่นางกลับชอบไห่ถัง ถ้าหากอวี่เหวินเจี๋ยเห็นสัญลักษณ์ลับอันนี้ จะต้องเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจอย่างแน่นอน
และจวินฉีเซิ่งรู้มาตลอดว่านางชอบชิวไห่ถัง และมีความเคยชินในการทำสัญลักษณ์เอาไว้บนสิ่งของของตัวเอง เดิมทีนางก็ทำให้จวินฉีเซิ่งเกิดความสงสัยขึ้นมาอยู่แล้ว ถ้าหากจวินฉีเซิ่งเห็นสัญลักษณ์อันนี้เข้าอีก เช่นนั้นก็จะถูกสงสัยในฐานะของนางอย่างแน่นอน
กู้ชิวเหลิ่งนอนลงไปบนเตียงอ่อนนุ่มช้าๆ มองดูนกพิราบขาวที่อยู่นอกหน้าต่างบินออกไปในชั่วพริบตา
ถ้าหากก่อนหน้านี้ความคิดที่อยากจะแก้แค้นก็นางไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น บางทีก็อาจจะไม่ทิ้งความสงสัยเอาไว้ในใจของจวินฉีเซิ่งมากมายเช่นนี้ นางรู้อยู่แล้วว่าจวินฉีเซิ่งเป็นคนอย่างไรแท้ๆ แต่ก็ยังอยากเห็นการแสดงออกที่หวาดกลัวในดวงตาของจวินฉีเซิ่งอยู่ดี
ดังนั้นตอนนี้ถึงได้วิตกกังวลคิดมากเช่นนี้
กู้ชิวเหลิ่งหลับตาลงช้าๆ ภายในครึ่งเดือนจวินฉีเซิ่งจะต้องกลับไปยังแคว้นฉีอย่างแน่นอน ตอนนี้ขอแค่นางหลับตาลง ก็สามารถเห็นท่านพ่อและพี่ชายของตัวเอง เห็นมู่หรงอี๋ เห็นใบหน้าที่ทำให้คนขยะแขยงชิงชังใบนั้นของจวินฉีเซิ่ง
ฝ่ามือของกู้ชิวเหลิ่งวางไว้บนท้องน้อย ถึงแม้ว่าจะออกจากจวินฉีเซิ่งต้าเยียนแล้ว ก็ใช่ว่านางจะไม่มีทางเข้าใกล้เขาได้อีก
วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ช้าเร็วก็ต้องมีสักวันหนึ่ง นางจะให้จวินฉีเซิ่งกับมู่หรงอี๋ก้มหัวยอมจำนน มองดูพวกเขาสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของกันและกัน จากนั้นนางค่อยใช้มีดสั้นแล่เนื้อเฉือนหนังของทั้งสองคนทีละชิ้นทีละชิ้นทั้งเป็น
เมื่อคิดได้ว่าในอนาคตจะมีฉากเช่นนี้ กู้ชิ่วเหลิ่งก็รู้สึกสบายทั้งร่างกายและจิตใจ เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาเช่นนั้นอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจวินฉีเซิ่งกับมู่หรงอี๋ ไม่คู่ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างใจดีมีเมตตาเลย
นกพิราบขาวกลับมาอย่างรวดเร็ว มันหยุดลงบนหลังมือของกู้ชิวเหลิ่งอย่างแม่นยำ กู้ชิวเหลิ่งคลี่กระดาษข้อความออก สิ่งที่เขียนข้างบนคือจดหมายตอบของอวี้ฉือจ้าน: องค์หญิงอานไท่แห่งซีจิ้ง—-จ้าน
“เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆ”
กู้ชิวเหลิ่งกำกระดาษข้อความเอาไว้ในมือ ถ้าหากว่าเป็นองค์หญิงอานไท่จริงๆ เรื่องนี้นางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้ว
ตอนนี้นางได้แต่หวังว่าเสื้อคลุมจะถูกกู้ชิวเซียงทิ้งไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ถูกผู้ไม่หวังดีเก็บไป
เพียงแต่ว่าความเป็นไปได้เช่นนี้ริบหรี่มาก เพราะในขณะเดียวกัน ญาชิงก็มา
ตอนที่จูเอ๋อร์เปิดประตูออกถูกญาชิงทำให้สะดุ้งตกใจ แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงดังมากจนเกินไป กล่าวถามเสียงเบา: “คุณหนูของเรากำลังนอนอยู่ ไม่ทราบว่าท่านอ๋องรองมีเรื่องสำคัญอะไร? บอกบ่าวเอาไว้ก็พอ บ่าวจะบอกคุณหนูเอง”
“ไม่ต้องแล้ว ให้เขาเข้ามา”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
กู้ชิวเหลิ่งลุกขึ้นมาจากเตียงอ่อนนุ่มแล้ว ในมือของญาชิงถือครีมยาเอาไว้ขวดหนึ่ง กล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม: “ท่านอ๋องเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของคุณหนูรอง ดังนั้นจึงส่งครีมหยกขาวมา”
กู้ชิวเหลิ่งกล่าวว่า: “ขอบคุณท่านอ๋องของพวกเจ้าแทนข้าด้วย”
ญาชิงวางขวดยาเอาไว้ในมือของจูเอ๋อร์ แต่กลับยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมจากไป
กู้ชิวเหลิ่งกล่าวถาม: “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ?”
“หลังจากที่อาการบาดเจ็บของคุณหนูรองหายดีแล้ว ท่านอ๋องอยากจะขอเชิญไปพบ”
ในใจของกู้ชิวเหลิ่งเต้นตึกตักขึ้นมา สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นมาในหัวก็คือเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนตัวนั้น
“ไม่ต้องรอให้อาการบาดเจ็บหายดี พรุ่งนี้เช้ายามซื่อพบกันที่ศาลาซีเจียว”
“ข้าน้อยขอตัวลาไปก่อน”
ตอนที่ญาชิงจากไป หยุดฝีเท้าไปครู่หนึ่งอย่างชัดเจน ราวกับว่ากำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่ หลังจากที่ญาชิงจากไปอย่างสมบูรณ์แล้ว จูเอ๋อร์ถึงได้กล่าวถามขึ้นมา: “คุณหนู อาการบาดเจ็บของท่านยังไม่หายดีเลย วันนี้ก็ไม่ได้พักผ่อนดีๆ ทำไมพรุ่งนี้ก็จะออกไปอีกแล้วล่ะ!”
“จำเป็นต้องไป เสื้อคลุมตัวนั้นจะเก็บไว้ที่เขานานเกินไปไม่ได้”
ในสายตาของกู้ชิวเหลิ่งแฝงไปด้วยความกลัดกลุ้ม กล่าวว่า: “กู้เจินอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมนานเท่าไหร่แล้ว?”
“ตั้งแต่วันที่คุณหนูสั่งการวันนั้น บ่าวก็จะไปเยี่ยมทุกสองวัน เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ไปไหนทั้งนั้น ในโรงเตี๊ยมก็ไม่มีใครสังเกตเขาเลย”
กู้ชิวเหลิ่งพยักหน้า กล่าวว่า: “เจ้าไปหาอาจารย์สอนหนังสือมาคนหนึ่ง ภาษาต้าเยียนของกู้เจินยังพูดได้ไม่ไหลลื่นมากนัก อย่างไรก็ต้องให้เขาเรียบเรียงให้ชัดเจนก่อนว่าจะพูดอย่างไร”
“ไม่ต้องแล้วคุณหนู! ครั้งก่อนตอนที่บ่าวไปเยี่ยมเขา ไม่รู้ว่าเขาไปเรียนมาจากไหน ตอนนี้พูดได้คล่องแล้ว ถึงแม้คำพูดจะไม่มาก แต่ก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจากตอนที่เจอกันครั้งแรก”
มองเห็นประกายวิบวับในดวงตาของจูเอ๋อร์ จู่ๆกู้ชิวเหลิ่งก็กล่าวขึ้นมาว่า: “เจ้าสนใจกู้เจินใช่ไหม?”
ใบหน้าของจูเอ๋อร์แดงขึ้นมาในทันที กล่าวว่า: “คุณหนู! ท่านพูดอะไรน่ะ? บ่าวยังเด็กอยู่ บ่าวไม่ได้สนใจกู้เจินสักหน่อย! เขาเหมือนกับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง บ่าวจะสนใจเขาได้อย่างไรล่ะ?”
“แต่ว่าครั้งก่อนเจ้ายังพูดต่อหน้าข้าเลยว่า กู้เจินหน้าตาหล่อเหลามาก แตกต่างไปจากตอนที่เห็นในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง”
“นั่นก็แค่หน้าตาหล่อเหลาเท่านั้น บ่าวมิใช่คนเหลาะแหละตื้นเขินขนาดนั้น”
สีหน้าท่าทางของกู้ชิวเหลิ่งเคร่งขรึม สำหรับจูเอ๋อร์นางถือได้ว่าใส่ใจมากแล้ว ฐานะของกู้เจินเป็นชาวต้าโม่ ถ้าหากจูเอ๋อร์ตกหลุมรักกู้เจินเข้าจริงๆ เช่นนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาอย่างหนึ่งขึ้นมา สำหรับจูเอ๋อร์แล้วก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเช่นนั้น ชาวต้าโม่มักจะแต่งงานกับชาวต้าโม่ด้วยกันเท่านั้น ราชวงศ์ของชาวต้าโม่ยิ่งไม่สามารถมีความรักกับคนต่างชาติ และในมุมมองของกู้ชิวเหลิ่ง ผู้ชายในใต้หล้าล้วนวางอำนาจและลาภยศตำแหน่งเอาไว้ในอันดับแรกทั้งนั้น ไม่มีทางละทิ้งอนาคตที่ยาวไกลเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งอย่างเด็ดขาด
เห็นสีหน้าของกู้ชิวเหลิ่งไม่ค่อยดี จูเอ๋อร์กล่าวถามด้วยความสงสัย: “คุณหนู? คุณหนูท่านเป็นอะไรไป?”
กู้ชิวเหลิ่งได้สติกลับมา กล่าวว่า: “ไม่ชอบก็ยิ่งดี ถ้าหากว่าชอบ ต่อไปก็อย่าชอบอีก ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะที่เขาเป็นชาวต้าโม่ ก็จะไม่ชอบผู้หญิงจากต่างชาติเช่นกัน”
จูเอ๋อร์ฟังเข้าใจราวกับไม่มีเรื่องนี้อยู่ กล่าวว่า: “คุณหนูวางใจเถอะ บ่าวหวังจะอยู่ข้างกายคุณหนูไปตลอดชีวิต ไม่อยากแต่งงาน”