วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 1 พรสวรรค์เหนือหล้า ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 1 พรสวรรค์เหนือหล้า ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’
บทที่ 1 พรสวรรค์เหนือหล้า ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’
มหาพิภพเทียนหยวน ดินแดนภาคเหนือ สำนักกระบี่ซู่ซัน
“เมิ่งฝาน... ในการประเมินศิษย์รับใช้ครั้งนี้ เจ้าครองลำดับสุดท้าย ตามกฎเกณฑ์ของสำนัก ผู้ที่อยู่รั้งท้ายย่อมไร้วาสนาจะไปต่อ เจ้าจะถูกขับออกจากสำนักกระบี่ซู่ซันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
เมิ่งฝานจ้องมองผู้อาวุโสเบื้องหน้าด้วยแววตาตระหนกปนฉงน
เขาเพิ่งจะทะลุมิติมายังโลกใบนี้ได้มิทันข้ามสองวัน กลับต้องมาเผชิญชะตากรรมถูกขับออกจากสำนักเสียแล้วหรือ?
บทเริ่มต้นนี้… มันช่างไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็นเสียจริง!
หลังจากใช้เวลาชั่วครู่หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับความทรงจำเดิมของร่างนี้ เมิ่งฝานจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความข้องใจ “หวางจื๋อซื่อ… ข้าจำได้ว่าในการทดสอบที่ผ่านมา ข้ามิได้อยู่รั้งท้ายสุด ทว่าอยู่อันดับที่สองนับจากท้ายมิใช่หรือ?”
แม้การครองอันดับที่สองนับจากท้ายจะเป็นเรื่องน่าอดสู ทว่าตามกฎเกณฑ์โบราณ มีเพียงผู้ที่ครองอันดับสุดท้ายเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะถูกคัดออก
หวางจื๋อซื่อกระตุกยิ้มเย็นชาพลางกล่าวเสียงเรียบ “เดิมทีเป็นเช่นนั้น ทว่า ‘หยางเฉียน’ ศิษย์อันดับสุดท้ายกระทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกขับออกไปก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นในยามนี้ ตำแหน่งอันดับสุดท้ายจึงตกเป็นของเจ้าอย่างมิอาจเลี่ยง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝานถึงกับหน้าถอดสี จิตใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม
แบบนี้ก็ได้หรือ? เล่นแง่กันดื้อ ๆ เช่นนี้เชียว?
เขาเพิ่งจะข้ามมิติมาด้วยความหวังจะใช้ชื่อเสียงของสำนักกระบี่ซู่ซันเป็นแท่นเหยียบไปสู่ความรุ่งโรจน์
หากต้องถูกขับไล่ไสส่งและกลายเป็น ‘สวะ’ ที่สำนักอันดับหนึ่งทอดทิ้ง การจะไปเริ่มต้นใหม่กับสำนักอื่นย่อมมืดแปดด้านและแทบจะเป็นไปไม่ได้
และที่สำคัญที่สุด… โลกใบนี้มันช่างเต็มไปด้วยภยันตรายที่น่าพรั่นพรึง!
หากปราศจากร่มเงาของสำนักซู่ซันคอยคุ้มกะลาหัว มีหวังเขาคงได้ทิ้งชีวิตไว้กลางป่าเขาลำเนาไพรโดยที่ยังไม่ทันได้รู้ว่าตนเองตายอย่างไรด้วยซ้ำ!
เมิ่งฝานรีบเอ่ยวิงวอนด้วยความร้อนรน “หวางจื๋อซื่อ… ท่านพอจะผ่อนหนักเป็นเบาให้ข้าสักครั้งได้หรือไม่? แม้หยางเฉียนจะละเมิดกฎสำนัก แต่ความจริงที่ว่าเขาครองอันดับสุดท้ายในการทดสอบย่อมมิอาจเปลี่ยนแปร เช่นนั้นโควตาการคัดออกก็ควรจะสิ้นสุดที่เขาคนเดียวมิใช่หรือ?”
เมื่อสิ้นประโยค เขาจึงอาศัยจังหวะล้วงหินปราณระดับต่ำออกมาจากอกเสื้อ แล้วลอบส่งให้หวางจื๋อซื่ออย่างมีนัยสำคัญ
หินปราณก้อนนี้ถูกสูบใช้พลังไปแล้วกว่าสามส่วน สภาพของมันจึงดูหมองหม่นมิใช่ของล้ำค่าอันใด
ทว่านี่คือ ‘ทรัพย์สินทั้งหมด’ ที่เมิ่งฝานมีในยามนี้ ในฐานะศิษย์รับใช้ปลายแถวที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา การจะเสาะหาหินปราณมาครอบครองได้แต่ละก้อนนั้น ช่างยากเย็นแสนเข็ญราวกับเข็นครกขึ้นภูเขา!
“เมิ่งฝาน... มิใช่ว่าข้าจงใจบีบคั้นเจ้า แต่ตัวเจ้าเองย่อมรู้ดีว่าพรสวรรค์ของเจ้าอยู่ในระดับใด ต่อให้ครั้งนี้ข้าละเว้นเจ้าไป การประเมินครั้งหน้าเจ้าก็ย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราชอยู่ดี แล้วเจ้าจะดิ้นรนให้ลำบากเปล่าประโยชน์ไปไย?”
หวางจื๋อซื่อรับหินปราณไปซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
ถึงจะเป็นขาแมลงวันที่ผอมโซ แต่มันก็ยังเป็นเนื้อ… หินปราณที่มีพลังเหลืออยู่ถึงเจ็ดส่วน อย่างไรเสียก็ยังคงมีค่า ไม่รับไว้ก็โง่เต็มทน!
ข้างกายของหวางจื๋อซื่อยังมีศิษย์รับใช้อีกผู้หนึ่งนามว่า ‘หยางเฟย’ เขาเอ่ยสำทับขึ้นด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง “น้องเมิ่ง เจ้าควรจะเจียมตัวเสียบ้าง ด้วยรากปราณระดับสวะของเจ้า ต่อให้อยู่ในสำนักซู่ซันต่อไปก็ไร้อนาคต สู้รีบไสหัวออกไปหาเลี้ยงชีพเยี่ยงปุถุชนข้างนอกเสียยังจะดีกว่า”
แม้หยางเฟยจะมีฐานะเป็นศิษย์รับใช้เช่นเดียวกัน แต่ผลการประเมินของเขามักจะติดกลุ่ม ‘สามอันดับแรก’ เสมอ ซึ่งต่างจากเมิ่งฝานราวฟ้ากับเหว
ซ้ำร้ายเมื่อไม่นานมานี้ หยางเฟยเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นศิษย์จดชื่อของหวางจื๋อซื่อ เส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์ของเขาจึงดูสดใสชัชวาลยิ่งนัก
‘รากปราณระดับขยะ’
เมื่อได้ยินถ้อยคำถากถางสี่พยางค์นี้ เมิ่งฝานก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความจนแต้มอยู่ภายใน
เพราะรากปราณระดับขยะนั้นคือพื้นฐานที่ย่ำแย่ที่สุด ย่ำแย่เสียยิ่งกว่ารากปราณระดับต่ำอยู่หลายขุม!
หากพิจารณาจากลำดับขั้นของรากปราณ อันได้แก่ ขยะ ต่ำ กลาง สูง สุดยอด สวรรค์ และเทพเจ้า… เพียงแค่มองผ่านตาก็รู้แจ้งเห็นจริงได้ทันทีว่า รากปราณระดับขยะนั้นด้อยค่าและไร้ราคาเพียงใดในโลกแห่งนี้
แม้ผู้ที่มีรากปราณระดับขยะจะยังพอมีกลิ่นอายของนักบำเพ็ญและแข็งแกร่งกว่าปุถุชนทั่วไปอยู่บ้าง ทว่าในโลกของเซียนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก พวกเขาก็เป็นได้เพียง ‘เบี้ยล่าง’ ที่ไร้ค่า หรือเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกกวาดล้างได้ทุกเมื่อ
อาจกล่าวได้ว่า ร่างเดิมของเมิ่งฝานผู้นี้ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตสาย ‘ไร้พรสวรรค์’ อย่างแท้จริง!
ทว่า… สำหรับเมิ่งฝานผู้ซึ่งทะลุมิติข้ามภพมายังโลกใบนี้ เขาหาใช่ ‘เศษสวะ’ คนเดิมอีกต่อไป!
แม้สังขารนี้จะยังคงพันธนาการอยู่กับรากปราณระดับขยะ ทว่าการข้ามมิติในครั้งนี้ กลับมอบ ‘ของขวัญล้ำค่า’ อย่างหนึ่งมาทดแทนโชคชะตาอันอาภัพนี้…
พรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’
พรสวรรค์นี้ร้ายกาจล้ำลึกถึงเพียงใดน่ะหรือ?
มันคือจิตกระบี่ที่สถิตมาตั้งแต่กำเนิด!
คือดวงวิญญาณแห่งศัสตราที่หล่อหลอมขึ้นจากสวรรค์!
คือจุติแห่ง ‘เทพกระบี่’ โดยแท้จริง!
มิต้องเอ่ยถึงวิชากระบี่แขนงใด เพียงแค่ได้เรียนรู้ย่อมแตกฉานในทันที
มิต้องถามถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ใด เพียงแค่เพ่งพินิจย่อมเข้าถึงแก่นแท้
มิต้องกังวลถึงกระบวนท่าที่คุกคาม เพียงแค่ปรายตามองย่อมล่วงรู้ถึงจุดสิ้นสุด
วิถีกระบี่ทั่วหล้า… ล้วนสยบแทบเท้าให้เขาตีความได้อย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้า!
ขอเพียงให้เวลากับเมิ่งฝานอีกเพียงนิด เส้นทางที่ถูกลิขิตไว้ให้เขาเดิน ย่อมมิมุ่งสู่สิ่งอื่นใดนอกจากการเป็น ‘เซียนกระบี่ผู้ไร้เทียมทานแห่งยุค’ อย่างแน่นอน
ทว่าช่างน่าเวทนานัก… เขาเพิ่งจะข้ามภพมายังมิทันได้สำแดงอานุภาพให้โลกประจักษ์ กลับต้องมาเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ถูกอัปเปหิออกจากสำนักเสียอย่างนั้น
แม้ว่าด้วยอำนาจแห่งพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ต่อให้เขาต้องกลายเป็นคนพเนจรข้างถนน ก็ย่อมมีโอกาสจะพุ่งทะยานกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้ในวันใดวันหนึ่ง
แต่ในเมื่อเขามี ‘สำนักกระบี่ซู่ซัน’ อันเกรียงไกรเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ เหตุใดเขาถึงต้องหาเรื่องใส่ตัว ไปเริ่มเล่นเกมโหมดนรกเพื่อทดสอบขีดจำกัดของชีวิตด้วยเล่า?
“หวางจื๋อซื่อ… ท่านพอจะเมตตาให้โอกาสศิษย์อีกสักคราได้หรือไม่? ศิษย์ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะบากบั่นมุมานะฝึกฝนให้หนักกว่าเดิม การประเมินครั้งหน้า ศิษย์รับรองว่าจะมิมีทางรั้งท้ายให้ท่านต้องลำบากใจเด็ดขาด!” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ศิษย์ทุกคนที่กำลังจะถูกอัปเปหิ ล้วนมาวิงวอนข้าด้วยถ้อยคำเช่นนี้ทั้งนั้น… ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดิมในการประเมินครั้งถัดไปอยู่ดี” หวางจื๋อซื่อทอดถอนใจพลางเอ่ยเรียบ ๆ
“แต่จะว่าไป… สิ่งที่เจ้ากล่าวมาก็พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง หากพิจารณาตามหลักการแล้ว ผู้ที่ครองอันดับสุดท้ายในการทดสอบครั้งนี้ก็คือหยางเฉียน เจ้าเพียงแค่โชคร้ายรับเคราะห์ต่อจากเขา หากข้าจะขับเจ้าออกในยามนี้เสียทีเดียว ก็ดูจะไร้ความยุติธรรมอยู่สักหน่อย”
เมิ่งฝานลอบผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในทันที เขารู้ซึ้งแก่ใจว่านี่คืออานุภาพของ ‘หินปราณ’ ก้อนนั้นที่เริ่มแผลงฤทธิ์!
มิเช่นนั้น ด้วยนิสัยของหวางจื๋อซื่อ เมื่อตั้งใจมาเพื่อกำจัดเขาแล้ว ย่อมไม่มีทางยอมรามือให้โดยง่ายแน่
“ขอบพระคุณหวางจื๋อซื่อที่เมตตาขอรับ!” เมิ่งฝานรีบประสานมือกล่าวขอบคุณด้วยไหวพริบ
หวางจื๋อซื่อพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายเตรียมจากไป ทว่าเพียงแค่เยื้องกรายออกไปได้เพียงครึ่งก้าว เขากลับชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมาจ้องมองเมิ่งฝานอีกครั้ง
“หวางจื๋อซื่อ… ท่านมีสิ่งใดจะสั่งการศิษย์เพิ่มเติมหรือไม่ขอรับ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเปลี่ยนไป เมิ่งฝานจึงรีบชิงเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
หวางจื๋อซื่อกวาดสายตาประเมินเมิ่งฝานอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยากจะคาดเดาก่อนจะเอ่ยว่า “ถึงแม้คราวนี้ข้าจะละเว้นเจ้าไว้ ทว่าด้วยพื้นฐานของเจ้า การทดสอบครั้งหน้าก็คงมิพ้นต้องถูกคัดออกอยู่ดี… เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะลองชี้แนะ ‘ทางสว่าง’ ให้เจ้าสักสายหนึ่ง?”
ชี้ทางสว่างให้ข้าอย่างนั้นหรือ?
เมิ่งฝานลอบขมวดคิ้วด้วยความระแวดระวัง ลำพังเพียงหินปราณก้อนเดียวนั้น จะบันดาลผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หวางจื๋อซื่อผู้นี้คลุกคลีอยู่ในโลกแห่งผลประโยชน์มานานวัน มีหรือที่จะใจอ่อนเพราะสินบนเล็กน้อยเพียงก้อนเดียว!
“หวางจื๋อซื่อโปรดเมตตาชี้แนะ… ทางสว่างที่ท่านว่านั้นคือสิ่งใดหรือขอรับ?”
“เจ้าจงไปที่ ‘หอศาสตรา’ และรับหน้าที่เป็นศิษย์เฝ้ากระบี่เสียที่นั่น”
“หอศาสตรา? ศิษย์เฝ้ากระบี่หรือขอรับ?” เมิ่งฝานทวนคำด้วยความงุนงง
“ถูกต้อง… สถานะของศิษย์เฝ้ากระบี่นั้น จะได้รับการปฏิบัติเทียบเท่ากับศิษย์สายนอก นับแต่นี้ไปเจ้ามิจำเป็นต้องเข้าร่วมการประเมินอันน่าปวดหัวของเหล่าศิษย์รับใช้อีก และมิต้องกังวลว่าจะถูกขับออกจากสำนักอีกต่อไป”
สำหรับศิษย์รับใช้ระดับปลายแถวเช่นเมิ่งฝาน ลำพังแค่การก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนของหอศาสตราก็นับว่าห่างไกลเกินเอื้อม เพราะมีเพียงยอดฝีมือในหมู่ศิษย์สายนอก หรือศิษย์สายในระดับสูงเท่านั้น จึงจะมีวาสนาได้ย่างกรายเข้าไปเลือกสรรศาสตราคู่กาย ณ สถานที่แห่งนั้น
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงแทบมิรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับหอศาสตราเลยแม้แต่น้อย ทว่าเพื่อความอยู่รอดและโอกาสที่จะพำนักอยู่ในสำนักซู่ซันต่อไป เขาจึงตัดสินใจน้อมรับข้อเสนอของหวางจื๋อซื่อไว้ด้วยความจำยอม
เพียงมินาน เมิ่งฝานก็ได้รับป้ายตราประจำตัวศิษย์เฝ้ากระบี่มาไว้ในมือ ก่อนจะมุ่งหน้าไปรายงานตัวยังหอศาสตราในทันที
แม้ส่วนลึกในใจจะยังคงเคลือบแคลงว่า คนอย่างหวางจื๋อซื่อหามีน้ำใจประเสริฐเลิศเลอถึงขั้นหยิบยื่นโชคลาภให้เขาเปล่า ๆ
แต่ในเมื่อโลาภลอยมาจ่ออยู่ตรงหน้า หากมิตะครุบไว้ก็คงเป็นไอ้งั่งเต็มทน! ส่วนปัญหาที่อาจจะตามมาภายหลัง… ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต แล้วค่อยว่ากันไปตามสถานการณ์!
อีกประการหนึ่ง… ลำพังเพียงศิษย์รับใช้ที่กำลังจะถูกเฉดหัวทิ้งอย่างเขาก็หามีสิ่งใดมีค่าพอให้หวางจื๋อซื่อต้องนึกละโมบอยากได้ หินปราณเพียงก้อนเดียวที่มีติดกาย เขาก็เป็นฝ่ายมอบให้อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจไปเสียแล้ว!
ทางด้านหยางเฟยที่ยืนอยู่เคียงข้างหวางจื๋อซื่อ จ้องมองแผ่นหลังของเมิ่งฝานที่ค่อย ๆ ลับสายตาไปพลางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
“ท่านอาจารย์… มิใช่ว่าศิษย์พี่เฉียนสั่งกำชับให้ท่านขับไล่เมิ่งฝานออกไปหรอกหรือขอรับ? เหตุใดท่านจึงมิเพียงให้มันอยู่ต่อ แต่กลับยังใจดีส่งมันเข้าสู่หอศาสตราอีกด้วย? หากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงหูศิษย์พี่เฉียน มิเป็นการสร้างความไม่พอใจให้แก่เขาหรือ? ศิษย์พี่เฉียนเป็นถึงบุตรชายของผู้อาวุโสเฉียน ท่านมิจำเป็นต้องเสี่ยงทำให้เขาขุ่นเคืองเพื่อคนอย่างเมิ่งฝานเลยนะขอรับ!”
หวางจื๋อซื่อไม่ได้มีสีหน้ากังวลแม้แต่น้อย เขากลับแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาและเปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“เจ้าจะไปรู้อันใด… เจ้าเด็กนั่นน่ะหรือจะมีชีวิตรอด? การเข้าหอศาสตราสำหรับมันก็คือการเดินเข้าสู่แดนประหารดี ๆ นี่เอง!”