วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 10 ศิษย์สายนอก ก็เพียงเท่านี้
บทที่ 10 ศิษย์สายนอก ก็เพียงเท่านี้
ชั่วครู่ต่อมา หลิวเหว่ยประคองกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือ ก่อนจะเริ่มร่ายรำกระบวนท่ากระบี่อยู่กลางโถงใหญ่ เพื่อทดสอบดูว่าศาสตราเล่มนี้จะหลอมรวมเข้ากับฝีมือของตนได้ดีเพียงใด
‘เพลงกระบี่วายุหลิวพริ้ว’
เมิ่งฝานเคยได้ยินกิตติศัพท์ของวิชากระบี่นี้มาบ้าง ทว่าในยามที่เขายังเป็นเพียงศิษย์รับใช้ปลายแถว เขาหามีวาสนาได้สัมผัสหรือเห็นการฝึกปรือวิชาระดับนี้ด้วยตาตนเองไม่
แต่ในยามนี้ เมื่อจ้องมองท่วงท่าที่หลิวเหว่ยร่ายรำออกมา เขากลับคาดเดาได้อย่างแม่นยำโดยสัญชาตญาณว่านี่คือเพลงกระบี่วายุหลิวพริ้ว!
มิเพียงเท่านั้น… เขายังสามารถมองทะลุถึงจุดบกพร่องและรอยโหว่ในทุกกระบวนท่าของหลิวเหว่ยได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!
ทั้งที่เป็นวิชาที่เขาไม่เคยเล่าเรียนหรือฝึกฝนมาก่อนแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับสามารถชี้ชัดถึงจุดอ่อนได้เพียงปรายตามองในแวบเดียวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฝานยังเผลอใช้นิ้วมือแทนกระบี่ วาดไปมาในอากาศอย่างแผ่วเบา เพียงชั่วพริบตา เขากลับสามารถขัดเกลาและแก้ไขข้อบกพร่องในเพลงกระบี่ของหลิวเหว่ยให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้ในห้วงความคิด
หากเห็นเช่นนี้แล้ว… ยังจะมีผู้ใดกล้าสบประมาทว่าเมิ่งฝานเป็นเพียง ‘รากปราณระดับขยะ’ ได้อีกรึ?
ขณะเดียวกัน กลางโถงใหญ่ของหอศาสตรา หลิวเหว่ยกลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความอึดอัดใจ
ทุกครั้งที่วาดกระบี่ออกไป เขารู้สึกได้ถึงความติดขัดมิลื่นไหล ทว่าต่อให้เพียรพยายามเพียงใด เขาก็ยังมิอาจค้นพบต้นตอของปัญหาได้เสียที
ตามกฎของสำนัก ศิษย์สายนอกที่ติดทำเนียบห้าสิบอันดับแรก จะได้รับสิทธิ์เลือกรับกระบี่ฟรีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น
หากคิดจะสับเปลี่ยนกระบี่ในภายหลัง จำต้องจ่ายหินปราณถึงสามก้อน... ด้วยเหตุนี้ การเลือกกระบี่คู่กายครั้งแรก หลิวเหว่ยจึงต้องรอบคอบและระมัดระวังเป็นที่สุด!
“มิทราบว่ามีสิ่งใดมิต้องใจรึ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามหลิวเหว่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
หลิวเหว่ยพยักหน้ายอมรับก่อนกล่าวว่า “ข้าพยายามเลือกกระบี่มาหลายเล่มแล้ว รู้สึกว่าเล่มนี้ดูจะเข้ามือที่สุด ทว่ายามร่ายรำจริงกลับรู้สึกติดขัดพิกล ราวกับมีบางสิ่งบิดเบี้ยวอยู่ภายในแต่กลับมองมิออกว่าเป็นเพราะเหตุใด”
เมิ่งฝานปรายตาสำรวจหลิวเหว่ยเพียงแวบเดียว ก่อนจะยกยิ้มบางแล้วเอ่ยชี้แนะ “แท้จริงแล้ว แขนทั้งสองข้างของเจ้านั้นยาวสั้นมิเท่ากัน แขนขวาสั้นกว่าแขนซ้ายอยู่ครึ่งชุ่น ดังนั้นเจ้าควรใช้กระบี่ที่มีตัวดาบยาวกว่าปกติเสียหน่อย”
“อีกประการ… ท่าการจับกระบี่ของเจ้านั้นพิสดารกว่าผู้อื่น นิ้วก้อยของเจ้ามักจะปลีกตัวออกจากด้าม แล้วไปยันอยู่ที่ส่วนปลายแทน ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงเหมาะกับกระบี่ที่มีด้ามค่อนข้างสั้น”
“กระบี่เล่มนี้… จึงจะเหมาะสมกับเจ้าที่สุด!”
เมิ่งฝานเอื้อมมือไปหยิบกระบี่เล่มหนึ่งจากชั้นไม้ขึ้นมา ก่อนจะชักมันออกจากฝักอย่างคล่องแคล่วและเหลือบมองคมดาบอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่เขาต้องชักมันออกมา ก็เพื่อดึงดูดกระแสพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตัวดาบให้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย พลังเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่ช่วยเร่งเร้าการบำเพ็ญเพียรของเขาให้ก้าวหน้า ในเมื่อกระบี่เล่มนี้เขายังมิเคยชำระล้างมาก่อน มีหรือที่เขาจะปล่อยให้พลังงานอันล้ำค่าสูญสลายไปโดยเปล่าประโยชน์!
ทันทีที่กระแสพลังซึมซาบเข้าสู่ร่างจนครบถ้วน เมิ่งฝานจึงตวัดข้อมือโยนกระบี่เล่มนั้นให้แก่หลิวเหว่ย
หลิวเหว่ยรับกระบี่มาไว้ในมือด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งเพื่อทดสอบตามคำชี้แนะในทันที
พลันใบหน้าของหลิวเหว่ยก็ฉายแววตื่นเต้นยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด!
สายตาของเมิ่งฝานเฉียบคมมิมีผิดเพี้ยน กระบี่เล่มนี้ราวกับถูกหลอมสร้างมาเพื่อเขาโดยแท้ หลังจากได้กวัดแกว่งร่ายรำเพลงกระบี่อีกครา หลิวเหว่ยก็สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลพริ้วไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาประสานมือคำนับเมิ่งฝานอย่างนอบน้อมและจริงจังพลางเอ่ยว่า “ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ!”
แม้ตามลำดับอาวุโสเขาอาจมิรู้แน่ชัดว่าเมิ่งฝานเข้าสำนักมาเมื่อใด ทว่าคำเรียกขาน ‘ศิษย์พี่’ ในยามนี้ มิใช่เพียงมารยาทตามธรรมเนียม แต่คือการยกย่องให้เกียรติจากใจจริง!
“มิเป็นไร… หอศาสตรามิใช่สถานที่ที่ควรพำนักนานนัก ในเมื่อเลือกศาสตราที่ต้องใจได้แล้ว ก็จงลงนามบันทึกแล้วไปเสียเถิด” เมิ่งฝานกล่าวตอบด้วยท่าทีสงบนิ่งเรียบง่าย
หลิวเหว่ยรีบดำเนินการลงทะเบียนในทันที จากนั้นจึงโอบกระบี่คู่กายเล่มใหม่จากไปด้วยความเบิกบานใจยิ่ง
ชั่วครู่ต่อมา ศิษย์พี่หลัวที่ถือถุงน้ำเต้าสุราติดมือมาด้วยก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเมิ่งฝาน เขาจ้องมองศิษย์น้องผู้นี้ด้วยแววตาประหลาดใจพลางเอ่ยปากชม “เจ้าหนุ่ม… สายตาเฉียบคมและความรอบรู้อันพิสดารเช่นนี้ นับว่าใช้ได้ทีเดียว!”
เมิ่งฝานยิ้มรับอย่างสำรวมพลางกล่าวตอบ “ศิษย์พี่ชมข้าเกินไปแล้ว”
ศิษย์พี่หลัวส่ายหน้าช้า ๆ “มิได้ชมเกินความจริงเลยสักนิด… นี่คือคำยกย่องจากใจข้า คนที่มีไหวพริบเช่นเจ้า หากต้องมาฝังตัวอยู่ในหอศาสตราก็นับว่าน่าเสียดายนัก เจ้าควรจะได้ไปสร้างชื่อหรือมีบทบาทสำคัญในที่ที่รุ่งโรจน์กว่านี้”
เมิ่งฝานรีบประสานมือกล่าวตอบในทันที “หามิได้ขอรับ… สำหรับผู้น้อยแล้ว หอศาสตราแห่งนี้กลับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับข้าที่สุดแล้ว”
“ก็จริงของเจ้า… หากเจ้าสามารถขัดเกลาตนเองและอดทนอยู่ภายในหอศาสตราแห่งนี้ได้ ความสำเร็จในภายภาคหน้าย่อมรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าอยู่โลกภายนอกหลายเท่าตัวนัก!” ศิษย์พี่หลัวตบไหล่เมิ่งฝานอย่างถือวิสาสะพลางกล่าวต่อ “จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี เมื่อใดที่เจ้าบรรลุถึง ‘ขอบเขตฝึกลมปราณขั้นที่ห้า’ ข้าจะพาเจ้าไปเข้าพบท่านผู้เฒ่าหลิน”
“ผู้น้อยจะพยายามอย่างสุดความสามารถขอรับ” เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ทว่าหลังจากนั้น สายตาของเขากลับเหลือบไปมองน้ำเต้าสุราในมือของศิษย์พี่หลัวอยู่หลายครา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก “ศิษย์พี่… น้ำเต้าใบนั้น ดูเหมือนจะเป็นของที่เคยวางอยู่ในห้องของข้ามิใช่หรือ?”
ศิษย์พี่หลัวถึงกับกลอกตาใส่เมิ่งฝานพลางเอ่ยขัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกรึ! ข้าอุตส่าห์เฉือนใจสละของรัก มอบสุราเลิศรสให้เจ้าหนึ่งน้ำเต้า แต่เจ้ากลับวางมันทิ้งไว้จนกลิ่นหอมกรุ่นเกือบจะจางหายไปสิ้น ช่างเป็นคนไม่รู้ความและสิ้นเปลืองของวิเศษโดยแท้!”
“เอ่อ… คือว่าข้าคออ่อนนัก ดื่มไปเพียงอึกเดียวก็มึนพะอืดพะอมแล้วขอรับ”
เมื่อได้ยินว่าเมิ่งฝานแตะไปเพียงอึกเดียว ศิษย์พี่หลัวก็มิได้แสดงท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด เขายังคงยกน้ำเต้าใบนั้นขึ้นกระดกสุราดื่มต่ออย่างสำราญใจ
“สุราทิพย์เช่นนี้ เจ้ากลับไม่มีสุนทรียภาพในการเสพรสเอาเสียเลย ช่างเป็นบุรุษที่จืดชืดไร้รสนิยมจริง ๆ”
ศิษย์พี่หลัวปรายตามองเมิ่งฝานด้วยสายตาดูแคลนปนขบขัน จากนั้นจึงเดินทอดน่องออกจากประตูใหญ่ของหอศาสตราหายลับไปเที่ยวเล่นที่ใดมิอาจทราบได้
หากจะเอ่ยตามตรง เมิ่งฝานเองก็เริ่มรู้สึกอิจฉาในความรุ่มรวยอารมณ์และอิสระของศิษย์พี่หลัวอยู่มิน้อย
ตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่หอศาสตราแห่งนี้ เขายังมิเคยได้ย่างกรายออกไปสู่โลกภายนอกแม้แต่ก้าวเดียว
เขาตัดสินใจว่า… ทันทีที่ศิษย์พี่หลัวกลับมาในคราหน้า เขาจะต้องลองเอ่ยถามดูเสียหน่อยว่า ตนเองพอจะมีสิทธิ์ก้าวออกจากหอศาสตราไปเปิดหูเปิดตาได้บ้างหรือไม่
เมิ่งฝานทุ่มเทเวลาตลอดช่วงบ่ายให้กับการชำระล้างศาสตราอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจดบันทึกว่าทำความสะอาดครบสี่สิบเล่มตามเป้าหมาย เขาจึงยอมหยุดพักผ่อน
นับแต่กระบี่เฮยเฟิงเล่มนั้นเป็นต้นมา ศาสตราเล่มถัด ๆ มากลับมิมีเจตจำนงสังหารแฝงเร้นอยู่อีก ซึ่งนั่นช่วยให้เมิ่งฝานลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก เพราะไอร้ายจากกระบี่เฮยเฟิงได้สร้างรอยร้าวให้แก่พละกำลังและลมปราณของเขาไม่น้อย แม้ในยามนี้ก็ยังมิอาจฟื้นฟูคืนสู่สภาวะสมบูรณ์ได้ทั้งหมด
ยามตะวันลับขอบฟ้า ศิษย์พี่หลัวก็ปรากฏกายขึ้นที่หน้าหอศาสตราอีกครั้งในจังหวะที่จะปิดประตูใหญ่พอดี
เขายังคงมาพร้อมกับกลิ่นสุราที่อบอวลไปทั่วร่าง และที่เอวก็มีน้ำเต้าสุราใบใหม่ห้อยอยู่มิต่างจากเดิม ดูท่าศิษย์พี่หลัวผู้นี้คงจะเป็นนักดื่มตัวยงที่รักสุรายิ่งกว่าชีวิตเสียอีก
เมิ่งฝานลอบคิดในใจว่าเรื่องนี้จัดการได้มิยากนัก ในภายภาคหน้าหากมีเรื่องอันใดต้องรบกวนศิษย์พี่ผู้นี้ เพียงแค่หาสุราเลิศรสมาเป็นเครื่องกำนัล การเจรจาพาทีคงจะราบรื่นขึ้นเป็นกอง
ในค่ำคืนนั้น เมิ่งฝานยังคงจมดิ่งสู่การฝึกปรือ ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ อย่างแน่วแน่
ผลจากการชำระล้างศาสตราจำนวนมากในช่วงกลางวัน ทำให้เขาดูดซับพลังเร้นลับมาสะสมไว้ได้หลายส่วน ยามที่เริ่มเดินลมปราณ กระแสความอบอุ่นปริศนาก็พลันประทุขึ้นที่จุดตันเถียนอีกครั้ง เมิ่งฝานเชื่อมั่นว่าด้วยแรงหนุนจากกระแสความอบอุ่นเหล่านี้ เขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ ‘ขอบเขตฝึกลมปราณขั้นที่สอง’ ได้ในเร็ววัน
เขาตรากตรำฝึกฝนต่อเนื่องจนถึงรุ่งสาง กระทั่งกระแสความอบอุ่นถูกใช้ไปจนหมดสิ้นจึงค่อยหยุดมือ
เมิ่งฝานยังคงตื่นเช้าตรู่ตามความเคยชิน ทว่าศิษย์พี่หลัวก็ยังคงเหมือนเช่นทุกวัน กว่าจะเดินโซเซออกมาจากห้องพักด้วยสีหน้าง่วงงุน ตะวันก็ขยับขึ้นสูงจนส่องแสงจ้าไปทั่วบริเวณเสียแล้ว
ศิษย์พี่หลัวบิดขี้เกียจพลางอ้าปากหาวหวอด “เจ้าหนุ่ม… ไม่เห็นต้องขยันขันแข็งปานนั้น ต่อให้เจ้านอนอุตลุดไปจนถึงช่วงบ่าย ก็หามีผู้ใดกล้ามาตำหนิเจ้าไม่”
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนอย่างขัดเขิน “แล้วหากยามเช้ามีศิษย์มารอรับกระบี่เล่าขอรับ เราจะทำเช่นไร?”
ศิษย์พี่หลัวแค่นหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ปล่อยให้พวกมันรอไปสิ! พวกเราเปิดประตูยามใด พวกมันถึงจะมีสิทธิ์ได้รับกระบี่ยามนั้น”
“จงจำไว้… กฎเหล็กของหอศาสตรามีเพียงข้อเดียว คือต้องปิดประตูให้ตรงเวลาเมื่อสิ้นแสงตะวัน ส่วนเวลาเปิดน่ะหรือ… ย่อมขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเราเป็นสำคัญ!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำดุจประกาศิตนั้น เมิ่งฝานก็พลันเกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับวิถีแห่งหอศาสตราขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
“รับทราบขอรับศิษย์พี่… แต่ข้ายังมีอีกเรื่องที่สงสัย มิแน่ใจว่าสมควรจะเอ่ยถามหรือไม่”
“ว่ามา!” ศิษย์พี่หลัวตอบส่ง ๆ ท่าทางยังคงดูเหลาะแหละไม่ยี่หระต่อสิ่งใดตามเคย
“ศิษย์พี่หลัว… หากข้ามีธุระปะปังต้องไปจัดการ ข้าพอจะได้รับอนุญาตให้ออกจากหอศาสตราสักคราได้หรือไม่?” เมิ่งฝานถามหยั่งเชิงด้วยความไม่มั่นใจนัก
อย่างไรเสีย เขาก็เพิ่งจะก้าวเข้าสู่หอศาสตราได้เพียงไม่กี่วัน อารมณ์ยามนี้จึงมิต่างอะไรกับพนักงานใหม่ที่เริ่มงานได้ไม่ทันไร แต่กลับคิดจะหาช่องทางโดดงานออกไปเที่ยวเล่นเสียแล้ว
ทว่าศิษย์พี่หลัวกลับตอบสวนกลับมาอย่างง่ายดาย “ย่อมได้สิ! ขอเพียงเจ้ากลับมาให้ทันก่อนเวลาปิดประตูหอศาสตราเป็นพอ หากยามใดที่ข้ายังรั้งอยู่เฝ้าหอ เจ้าจะออกไปที่ใดก็เชิญตามสบาย แต่หากข้าไม่อยู่… เจ้าต้องจำไว้ให้มั่นว่าต้องลงกลอนปิดประตูใหญ่ให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวเท้าออกไป!”
เมื่อได้ยินคำอนุญาตที่แสนจะง่ายดายเช่นนั้น เมิ่งฝานถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงง
เหตุใดชีวิตในหอศาสตราถึงได้รื่นรมย์ปานนี้?
มันช่างเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
เมิ่งฝานจึงรีบเอ่ยถามต่อเพื่อความแน่ใจ “ศิษย์พี่หลัว… ข้าได้ยินว่าศิษย์สายนอกของสำนักซู่ซันมีสิทธิ์เข้าฝึกปรือที่ตำหนักฝึกวิชาได้วันละหนึ่งชั่วยาม ตัวข้าในฐานะศิษย์เฝ้ากระบี่ซึ่งมีสถานะเทียบเท่าศิษย์สายนอก จะสามารถไปใช้สิทธิ์ฝึกฝนที่นั่นได้ด้วยหรือไม่ขอรับ?”
“ย่อมได้สิ! เจ้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขตรวบรวมลมปราณ’ การไปชุบตัวที่ตำหนักฝึกวิชาย่อมส่งผลดีต่อรากฐานปราณของเจ้ามิน้อย” ศิษย์พี่หลัวตอบอย่างเอื่อยเฉื่อย
สถานที่อย่างตำหนักฝึกวิชานั้น เห็นได้ชัดว่าไร้ความหมายสำหรับยอดฝีมือระดับศิษย์พี่หลัวไปนานแล้ว หากเมิ่งฝานมิเป็นฝ่ายเอ่ยถึง เขาก็คงลืมเลือนไปเสียสนิทว่าสำนักยังมีสถานที่เช่นนี้ตั้งอยู่
ตำหนักฝึกวิชานั้นมีการจัดวาง ‘ค่ายกลรวบรวมวิญญาณ’ ขนาดเล็กเอาไว้ ทว่าโดยทั่วไปมันจะมีประสิทธิภาพต่อผู้บำเพ็ญเพียรในระดับรวบรวมลมปราณเท่านั้น หากฝึกปรือจนข้ามพ้นขั้นที่หกไปแล้ว ค่ายกลนี้ก็แทบจะมิช่วยส่งเสริมพลังอันใดได้อีก
“ศิษย์พี่หลัว… ถ้าเช่นนั้นข้าขออนุญาตปลีกตัวออกไปดูที่ตำหนักฝึกวิชาสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝานแสร้งทำหน้าทนเอ่ยปากขอตรง ๆ
ศิษย์พี่หลัวยิ้มกว้างพลางโบกมือปัด “ไปเถิด… ประจวบเหมาะกับวันนี้ข้ามิมีแผนจะออกไปเตร็ดเตร่ที่ใดพอดี”
เมื่อได้รับคำอนุญาต เมิ่งฝานก็ก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ของหอศาสตราทันที ความรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งโล่งสบายพลันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
หลังจากถูกกักตัวอยู่ภายในหอศาสตรามาหลายวัน เมื่อได้ก้าวเท้าออกมาสู่โลกภายนอก เมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงกระแสอากาศที่สดชื่นและปลอดโปร่งยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานนัก เขาก็เดินทางมาถึง ‘ตำหนักฝึกวิชา’ แห่งสำนักซู่ซัน
อาคารแห่งนี้มีขนาดโอ่อ่ากว้างขวาง สามารถรองรับเหล่าศิษย์ได้นับพันคนพร้อมกันอย่างมิมีปัญหา ทว่าเมื่อค่ายกลรวบรวมวิญญาณขนาดเล็กเพียงแห่งเดียว กลับต้องถูกแบ่งปันพละกำลังให้แก่ศิษย์นับพันคนเช่นนี้ อานุภาพของมันจึงเบาบางมิต่างอะไรกับเศษเนื้อติดกระดูกที่ไร้รสชาติ
ด้วยเหตุนี้ ยอดฝีมืออย่างศิษย์พี่หลัวจึงหลงลืมความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไปเสียสิ้น ทว่าสำหรับนักยุทธ์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง’ เช่นเมิ่งฝาน ตำหนักฝึกวิชายังคงนับว่าเป็นสถานที่อันล้ำค่ามิน้อย
เมิ่งฝานหยิบป้ายประจำตัวศิษย์เฝ้ากระบี่ออกมาลงทะเบียนตามระเบียบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่พื้นที่ฝึกตน
เขาเสาะหาพื้นที่ว่างสงบ ๆ แห่งหนึ่ง แล้วทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิเพื่อเริ่มเดินลมปราณในทันที
ทว่าเพียงครู่เดียว คิ้วของเขาก็พลันขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน
เป็นเพราะกระแสความอบอุ่นลึกลับที่เคยประทุขึ้นบริเวณจุดตันเถียน ได้ถูกเขากลั่นกรองจนหมดสิ้นไปตั้งแต่วันก่อนแล้ว
ในยามนี้ การฝึกฝนของเขาจึงมิต่างอะไรกับการฝืนเข็นครกขึ้นภูเขา แม้จะพำนักอยู่ภายในตำหนักฝึกวิชาที่มีค่ายกลเกื้อหนุน ทว่าผลลัพธ์กลับน้อยนิดจนน่าใจหาย เขาแทบสัมผัสไม่ได้ถึงการโคจรของ ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ เลยแม้แต่น้อย ความเร็วในการรุดหน้านั้นช่างเชื่องช้ามิต่างจากการฝึกลำพังในห้องแคบ ๆ โดยปราศจากกระแสความอบอุ่นคอยค้ำจุน
“เอาเวลามาขัดกระบี่สักสองสามเล่มเพื่อสะสมกระแสความอบอุ่นยังจะมีประโยชน์เสียกว่า”
เมิ่งฝานหมดสิ้นความสนใจในตำหนักฝึกวิชาโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในวันพรุ่งนี้เขาไม่มีแผนจะหวนกลับมาที่นี่อีกเป็นคำรบสอง
สำหรับศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ การที่ตำหนักฝึกวิชาช่วยเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรได้เพียงเล็กน้อยก็นับว่าคุ้มค่าและดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ทว่าสำหรับเมิ่งฝานที่เคยสัมผัสทางลัดอันโอชะมาแล้ว การนั่งอยู่ที่นี่มิต่างอะไรกับการปล่อยให้เวลาสูญสิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์
เขาหยัดกายลุกขึ้น เตรียมจะก้าวออกจากตำหนักฝึกวิชาเพราะมิอยากรั้งอยู่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นตาเข้าคนหนึ่ง
จะว่าคุ้นหน้าก็มิเชิงนัก… เพราะความจริงเขาเคยพบกับคนผู้นี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
‘หยางสือ’ ศิษย์สายนอกอันดับที่สี่สิบเอ็ด!
มิคาดเลยว่าคนผู้นี้ยังต้องมาอาศัยตำหนักฝึกวิชาเพื่อบ่มเพาะพลัง แสดงว่าเขายังมิอาจบรรลุถึง ‘ขอบเขตฝึกลมปราณขั้นที่หก’ สินะ?
ยามนี้เมิ่งฝานเริ่มมองเห็นภาพรวมของเหล่าศิษย์สายนอกได้อย่างปรุโปร่งขึ้นบ้างแล้ว การที่ศิษย์ห้าสิบอันดับแรกยังมิอาจก้าวข้ามขั้นที่หกได้สำเร็จ หากจะเอ่ยตามตรงก็นับว่ามิได้น่าภาคภูมิใจเท่าไรนัก
ก่อนหน้านี้ในสายตาของศิษย์รับใช้อย่างเขา เหล่าศิษย์สายนอกช่างดูสูงส่งราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ แตกต่างกับพวกเขาราวฟ้ากับเหว ทว่าเมื่อได้ขยับเข้าใกล้ความจริงเข้าเรื่อย ๆ เขากลับพบว่า…
ที่แท้ ศิษย์สายนอกผู้เกรียงไกร ก็มีฝีมือเพียงเท่านี้เองรึ!