วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 105 ข้าเมิ่งฝาน กลายเป็นเศรษฐีแล้ว!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 105 ข้าเมิ่งฝาน กลายเป็นเศรษฐีแล้ว!
บทที่ 105 ข้าเมิ่งฝาน กลายเป็นเศรษฐีแล้ว!
เมิ่งฝานสะบัดศีรษะเบา ๆ เพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป
เพราะมีเพียงยามที่ท่วงท่าที่สามของ ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ถูกรังสรรค์ขึ้นจนเป็นรูปเป็นร่างเท่านั้น เขาจึงจะหยั่งรู้ถึงพลานุภาพและแก่นแท้ของมันได้อย่างถ่องแท้ เมื่อถึงเวลานั้น การตั้งชื่อให้สอดคล้องและแม่นยำย่อมมิใช่เรื่องยาก
ในยามนี้เขายังมิอาจจับทิศทางโดยรวมของเพลงกระบี่ท่านี้ได้ การจะฝืนคิดชื่อออกมานับว่ายังเร็วเกินไปนัก ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป!
ในด้านนี้ เมิ่งฝานหาได้รีบร้อนไม่ เขาให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทีละก้าวอย่างมั่นคง อีกทั้งในแง่ของการเพิ่มพูนตบะ เขาก็ทำได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว ความเร็วในการฝึกปรือนั้นพุ่งทะยานราวกับศรที่หลุดจากแล่ง!
เพียงเวลาเพียงหนึ่งปี เขาจากศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณธรรมดา กลับก้าวขึ้นสู่ ระดับจินอู่ชั้นที่เจ็ด ได้สำเร็จ หากมองไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ซู่ซัน เมิ่งฝานย่อมเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้ผู้เทียมทานอย่างแท้จริง
เมิ่งฝานจมดิ่งอยู่ในชั้นที่สามของหอคัมภีร์ตลอดทั้งวัน จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าจึงก้าวเดินออกมา ทว่าเขากลับต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อพบกับหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงอีกครั้ง
การพบกันครานี้หาใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของสองสาวที่มารอคอยเขาอยู่ก่อนแล้ว เพราะตารางชีวิตของเมิ่งฝานในหอคัมภีร์นั้น สองสาวต่างล่วงรู้เป็นอย่างดี
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เพิ่งกลับมาถึงสำนักวันแรก สองสาวก็นัดแนะกันมาหาเขาเสียแล้ว ตลอดหนึ่งเดือนในแดนอสูรที่ตัวติดกันปานเงาตามตัว พวกนางยังไม่เบื่อหน่ายเขาอีกหรืออย่างไร?
“มาทำอะไรอย่างนั้นหรือ ท่านนี่ช่างขี้ลืมเสียจริงนะ” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแฝงความขี้เล่น
“มีเรื่องอันใด?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าตนไปติดค้างสิ่งใดไว้
หลี่เสวี่ยโหรวเป็นฝ่ายเฉลย
“พี่เมิ่งฝาน พวกเรานำของมาคืนให้ท่าน”
คืนของ?
เมิ่งฝานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพความทรงจำจะผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ในกระท่อมไม้กลางป่าแดนอสูร พวกเขาพบหีบสมบัติใบหนึ่ง ทว่าในยามนั้นพื้นที่เก็บของของเขามีจำกัด จึงบรรจุสมบัติไปได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือเขาจึงฝากฝังให้หลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงช่วยเก็บรักษาไว้ โดยตกลงกันว่าเมื่อกลับถึงสำนัก จะมอบส่วนแบ่งหนึ่งในสิบให้พวกนางเป็นรางวัล
หลังจากกลับมาถึงซู่ซัน เมิ่งฝานก็มัวแต่หมกมุ่นกับการบำเพ็ญจนลืมเลือนเรื่องนี้ไปเสียสนิท แต่แน่นอนว่าคนอย่างเขา ไม่มีทางลืมสมบัติกองโตไปได้ตลอดกาลอย่างแน่นอน!
อย่างมากก็คงไม่เกินสองสามวัน ทันทีที่เขาเรียกใช้แหวนมิติ ข้อมูลส่วนนี้ย่อมถูกขุดขึ้นมาในหัวอย่างแน่นอน ทว่าสองสาวช่างรู้ใจ เข้ามาทักทายเขาถึงที่เสียก่อน
“อ๋อ… เรื่องนี้นี่เอง ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอันใด เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ใจร้อนนักเล่า แต่ในเมื่อมาถึงนี่แล้วก็จัดการให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปเถิด ตามข้ามาที่หอศาสตราหน่อย”
แม้ปากจะพร่ำบอกว่าไม่รีบ แต่ฝีเท้าของเมิ่งฝานกลับกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำสองสาวตรงดิ่งไปยังหอศาสตราทันที เมื่อถึงที่หมาย เขาก็พานางทั้งสองเข้าไปในห้องพักส่วนตัว
“วางสมบัติไว้ตรงนี้เถิด พวกเจ้าตรวจตราดูเอาเองแล้วกัน ชอบชิ้นไหนก็เลือกไปหนึ่งในสิบส่วนเพื่อเป็นรางวัล”
เมิ่งฝานกล่าวด้วยท่าทีที่เขาคิดว่า ‘ใจกว้าง’ ที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้แล้ว
เพียงชั่วครู่ ห้องพักที่เคยเรียบง่ายของเขาก็เนืองแน่นไปด้วยหินวิญญาณ โอสถทิพย์ และรัตนชาติล้ำค่ามากมาย เมื่อภาพความมั่งคั่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมิ่งฝานก็ไม่อาจเก็บงำรอยยิ้มอิ่มเอมใจไว้ได้อีกต่อไป
จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาถูกความยากจนเคี่ยวเข็ญมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นกองเงินกองทองเช่นนี้ ย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา!
“พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจข้า ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบที่ตกลงกันไว้ จงหยิบไปให้เต็มที่ห้ามรั้งมือเด็ดขาด”
เขาสำทับด้วยความจริงใจ เพราะสิ่งที่ควรให้เขาย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียว คนเราแม้จะรักในทรัพย์สิน แต่ต้องรู้จักบุญคุณคนเช่นกัน
อึดใจต่อมา หลิวเยียนผิงก็เอ่ยขึ้น “เมิ่งฝาน ของที่ฝากไว้ข้าก็คืนให้ครบแล้ว คราวนี้ถึงตาขวด ‘หยกวิญญาณ’ ของข้าบ้าง ท่านควรจะคืนมันให้ข้าได้แล้วใช่หรือไม่?”
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที “ต้องคืนตอนนี้เลยหรือ?”
หลิวเยียนผิงเร่งรัด “ก็ตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือ ว่าให้ยืมใช้ชั่วคราว พอกลับถึงซู่ซันก็ต้องส่งคืนข้า”
เมิ่งฝานอึกอักด้วยความขัดเขิน “ของชิ้นนี้ข้าขอยืมต่ออีกสักระยะได้หรือไม่?”
ด้วยเหตุที่ดอกบัวทิพย์นั้นเขายังดูดซับไม่หมดในเร็ววัน จึงจำเป็นต้องพึ่งพาสรรพคุณของขวดหยกวิญญาณในการรักษาความบริสุทธิ์ของมันไว้ก่อน เขาจึงลองเสนอทางออกใหม่
“เอาอย่างนี้ดีไหม ก่อนที่เจ้าจะส่งขวดใบนี้ให้ข้ายืม ข้าเห็นว่ามันยังว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แสดงว่าเจ้าเองก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันมากนัก มิสู้เจ้าลองเสนอราคามา ข้าขอซื้อมันต่อจากเจ้าเอง!”
หลิวเยียนผิงมองหน้าเมิ่งฝานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมใจอ่อนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจำยอม
“ก็ได้ อันที่จริงขวดหยกวิญญาณนี้ก็มิได้หายากเย็นนัก ที่ศาลาหลอมอาวุธก็มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ในเมื่อพวกเราก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว ข้าจะไม่ขูดรีดเจ้าก็แล้วกัน ตอนที่ข้าซื้อมามันราคาเจ็ดร้อยหินวิญญาณ คิดเสียว่ามีค่าเสื่อมสภาพไปบ้าง เจ้าให้ข้าเพียงห้าร้อยหินวิญญาณก็พอ!”
ห้าร้อยหินวิญญาณนับว่าย่อมเยานัก หากเทียบกับแหวนมิติทั่วไปที่มีราคาเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าพันหินวิญญาณ แม้พื้นที่ภายในขวดหยกวิญญาณจะคับแคบจนมิอาจเทียบรัศมีแหวนมิติได้ แต่มันกลับมีคุณสมบัติพิเศษในการ ‘รักษาความบริสุทธิ์’ ของสิ่งของ ซึ่งนับว่าคุ้มค่าเกินราคาไปมาก
ในการเดินทางสู่ดินแดนอสูรครั้งนี้ เพียงลำพังหินวิญญาณที่เมิ่งฝานเก็บรวบรวมได้ก็มีไม่ต่ำกว่าสองพันเม็ด ยังไม่รวมโอสถทิพย์และของวิเศษอื่น ๆ ที่หากนำไปแปรสภาพเป็นเงินตรา ก็น่าจะกวาดรายได้เพิ่มอีกราวสองถึงสามพันหินวิญญาณ เรียกได้ว่าการผจญภัยครั้งนี้ทำให้เมิ่งฝานกลายเป็นเศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืน
เขาจึงมอบห้าร้อยหินวิญญาณให้หลิวเยียนผิงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลังจากส่งสองสาวกลับไป เมิ่งฝานก็หันกลับมาจดจ่อกับการบำเพ็ญ พลังวิญญาณที่ยังคงหลงเหลือจากกลีบดอกบัวทิพย์นั้นเพียงพอให้เขาดูดซับได้อีกนานวัน ในช่วงนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังจากต้นกำเนิดกระบี่ และเลือกที่จะพักการเช็ดถูทำความสะอาดกระบี่เอาไว้ก่อน
เขาจมดิ่งสู่การฝึกฝนอย่างสงบนิ่งตลอดทั้งคืน…
รุ่งเช้าวันถัดมา เมิ่งฝานรีบมุ่งหน้าไปยังชั้นสองของหอศาสตราตั้งแต่รุ่งสาง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ได้รับของวิเศษติดมือมาจากแดนอสูรอยู่บ้าง ทว่าส่วนใหญ่ล้วนมิได้ใช้ประโยชน์ จึงอยากรบกวนท่านช่วยจัดการนำไปจำหน่ายให้ทีขอรับ”
ของล้ำค่าเหล่านั้นสำหรับเมิ่งฝานแล้วเก็บไว้ก็รังแต่จะเสียของ เขาจึงตั้งใจจะโละขายให้สิ้นซาก แต่เนื่องจากเขายังเป็นเพียงศิษย์ระดับล่างที่ไร้ซึ่งอิทธิพล หากไปติดต่อค้าขายด้วยตนเองย่อมเสี่ยงต่อการถูกกดราคาหรือคดโกง การขอความช่วยเหลือจากผู้เฒ่าหลินจึงเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุด
“เจ้าหนุ่ม ดูท่าเจ้าจะกวาดสมบัติมาไม่น้อยเลยสินะ ถึงขนาดต้องบากหน้ามาหาข้าให้ช่วยเป็นธุระให้” ผู้เฒ่าหลินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ พลางชำเลืองมองลูกศิษย์อย่างพิจารณา หากเป็นเพียงของดาษดื่นทั่วไป เมิ่งฝานย่อมจัดการเองได้โดยง่าย
ทว่าเพียงครู่เดียว พื้นที่บนชั้นสองของหอศาสตราก็ถูกเติมเต็มด้วยกองสมบัติขนาดย่อมที่เมิ่งฝานทยอยหยิบออกมา
“โอ้โห! นี่มัน… มีแต่ของชั้นเลิศทั้งนั้น!” ดวงตาของผู้เฒ่าหลินเป็นประกายวาววับด้วยความทึ่ง ท่านแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าศิษย์คนนี้จะมือหนักถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ศิษย์เสี่ยงชีวิตชิงมา ในฐานะอาจารย์ ท่านย่อมไม่อาจละโมบเอาเปรียบได้
“ศิษย์เพียงแต่โชคดีไปพบหีบสมบัติที่พวกอสูรกายซุกซ่อนไว้ในป่าลึกเข้าขอรับ” เมิ่งฝานตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าในความเป็นจริง มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่สามารถครอบครองสมบัติชุดนี้ได้ เพราะเจ้าของเดิมของมันคือ ‘พญางูขาว’ อสูรชั้นสูงที่ควบแน่นแก่นยาอสูรได้แล้ว ซึ่งร้ายกาจจนยากจะต่อกร อสูรระดับนี้ในแดนอสูรทั้งมวลมีนับนิ้วได้ทีเดียว!
นึกถึงพญางูขาว เมิ่งฝานก็ล้วงหยิบ ‘แก่นยาอสูร’ ออกมา แล้วส่งมันให้แก่ผู้เฒ่าหลิน
“อาจารย์ ของชิ้นนี้รบกวนท่านช่วยจัดการให้ด้วยขอรับ”
ผู้เฒ่าหลินรับแก่นอสูรมาไว้ในมือ ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ของสิ่งนี้มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินด้วยสายตา แก่นยาอสูรเพียงเม็ดเดียวสามารถนำไปกลั่นเป็น ‘โอสถเทียนซิน’ ได้ถึงสิบเม็ด หรือกระทั่ง ‘โอสถเทียนหุน’ ได้หนึ่งเม็ดเต็ม ๆ มันคือวัตถุดิบเลอค่าที่ตำหนักหลอมยาเฝ้าถวิลหามานานแสนนาน!
“เจ้าหนุ่มนี่โชคลาภช่างล้นเหลือนัก แก่นอสูรเม็ดนี้มีมูลค่าอย่างน้อยหนึ่งพันหินวิญญาณเชียวนะ!”
ผู้เฒ่าหลินพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ก่อนที่ความสงสัยสายหนึ่งจะผุดขึ้นในใจจนต้องชะงัก
“เดี๋ยวก่อน การที่เจ้าได้แก่นอสูรนี้มาครอง ย่อมหมายความว่าเจ้าเป็นผู้ปลิดชีพเจ้าอสูรชั้นสูงนั่นด้วยมือตัวเองใช่หรือไม่?”